
ร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป (EU Circular Economy Act - CEA)
KEY POINTS
1. กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน คือยุทธศาสตร์ใหม่ของ EU ที่เปลี่ยนนิยามการแข่งขันทางธุรกิจจากบรรทัดฐานความยั่งยืน โดยมุ่งแก้ปัญหาอัตราการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนที่หยุดชะงักมานาน กฎหมายนี้จะสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรปเพื่อลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ มุ่งเน้นการกู้คืนวัตถุดิบวิกฤต (CRMs) จากขยะอิเล็กทรอนิกส์ และใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐควบคู่กับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อกระตุ้นความต้องการตลาดสำหรับวัสดุรีไซเคิล
2. กฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และสิ่งทอ ธุรกิจจะต้องปรับตัวเข้ากับมาตรฐานการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน การใช้พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport) และการปฏิบัติตามความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) ถูกเสนอโดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรป Ursula von der Leyen เพื่อเป็นเสาหลักของ “Clean Industrial Deal” กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ความขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาขยะ ให้กลายเป็นโอกาสทางกลยุทธ์สำหรับอุตสาหกรรมในยุโรป
เหตุผลสำคัญที่ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้เนื่องจากอัตราการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนของ EU ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแทบจะไม่มีความคืบหน้า โดยเพิ่มขึ้นเพียงจากร้อยละ 10.7 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 11.8 ในปี 2566 ความหยุดชะงักนี้ทำให้ EU จำเป็นต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ผูกพันเพื่อเอาชนะอุปสรรคเชิงระบบในตลาด
ร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act – CEA) มีประเด็นหลัก ดังนี้
1. การนิยามบรรทัดฐานใหม่ของตลาด EU กฎหมายฉบับนี้เป็นมากกว่าแค่เอกสารด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างนิยามใหม่ให้กับการวัดความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม และความยั่งยืน ภายในตลาดภายในของสหภาพยุโรป
2. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน กฎหมายมุ่งเป้าที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่อุปทานในทุกภาคส่วน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เพื่อให้รีไซเคิลได้ ไปจนถึงการกู้คืนวัตถุดิบวิกฤต และการปรับเกณฑ์ “สิ้นสุดการเป็นขยะ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
3. สิ่งที่คาดหวังได้จากกฎหมาย จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ดังนี้
3.1) การสร้างมาตรฐานเดียวกัน ปรับปรุงกฎระเบียบที่เคยกระจัดกระจายให้สอดประสานกันเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ใช้งานได้จริง
3.2) ลดภาระทางธุรการ ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อทำให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบง่ายขึ้นและลดความยุ่งยากด้านเอกสาร
3.3) กระตุ้นดีมานด์ สร้างความต้องการสินค้าหมุนเวียนผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
3.4) ดึงดูดการลงทุน ผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
3.5) เชื่อมโยงกฎหมายเดิม สร้างความสอดคล้องกับกฎระเบียบที่มีอยู่แล้ว เช่น กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ (PPWR), กฎกรอบงานด้านขยะ (WFD) และกฎการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR)
ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ประการที่กฎหมายมุ่งแก้ไข
1. กฎระเบียบที่กระจัดกระจาย การตีความกฎหมายขยะที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศสมาชิกทำให้ตลาดวัสดุรีไซเคิลหยุดชะงัก
2. ความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ วัสดุรีไซเคิล (Secondary materials) ยังไม่สามารถแข่งขันได้เนื่องจากคุณภาพไม่สม่ำเสมอและมีต้นทุนสูง
3. ช่องว่างด้านความโปร่งใส การขาดข้อมูลมาตรฐานเกี่ยวกับความสามารถในการรีไซเคิลและส่วนประกอบวัสดุ
4. การรั่วไหลของวัสดุ ระบบการจัดเก็บและการคัดแยกที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้สูญเสียทรัพยากรที่มีค่าและทรัพยากรวิกฤต
เสาหลักทางกลยุทธ์ 2 ประการ
เสาหลักที่ 1 การฏิบัติรูปขยะอิเล็กทรอนิกส์และการสกัดคืนวัตถุดิบที่สำคัญ
เน้นการปรับปรุงกฎการจัดเก็บ คัดแยก และรีไซเคิล โดยเฉพาะในกลุ่มขยะที่มีผลกระทบสูงอย่าง อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility) รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญในการสกัดคืนวัตถุดิบที่สำคัญ (critical raw materials: CRMs) ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ถอดแยกชิ้นส่วนและรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น
เสาหลักที่ 2 การสร้างตลาดเดียวสำหรับวัตถุดิบขั้นทุตภูมิ
มุ่งสร้างมารตรฐานเดียวกันทั่วทั้ง EU ในประเด็นดังนี้
1. ปฏิรูปเกณฑ์ “สิ้นสุดการเป็นขยะ” (End-of-waste) เพื่อความชัดเจนในการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
2. การใช้ระบบดิจิทัลและการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR)
3. กำหนดข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในการ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรายสาขา
กฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรสูง ดังนี้
อิเล็กทรอนิกส์ จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในการออกแบบเพื่อถอดแยกชิ้นส่วน การใช้ พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport) และการติดตามวัสดุที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์
การก่อสร้าง ธุรกิจอาจต้องเผชิญกับเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบใหม่ ข้อกำหนดในการสำแดงส่วนประกอบวัสดุ และพันธกรณีที่เข้มงวดในการรีไซเคิลขยะจากการก่อสร้าง
เคมีภัณฑ์ กฎเกณฑ์ใหม่ด้านความโปร่งใสอาจบังคับให้มีการสำแดงสารเคมีในระดับผลิตภัณฑ์ สารที่ขัดขวางการรีไซเคิลอาจถูกจำกัดการใช้หรือมีค่าธรรมเนียม EPR ที่สูงขึ้น
สิ่งทอ จะมีการนำข้อกำหนดเฉพาะด้านความทนทาน ความสามารถในการซ่อมแซม และการเปิดเผยข้อมูลวัสดุมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาอัตราการรีไซเคิลที่ต่ำในปัจจุบัน
บรรจุภัณฑ์ กฎหมาย CEA จะเข้ามาเสริมกฎระเบียบ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ที่มีอยู่เดิม โดยเน้นการออกแบบเพื่อการรีไซเคิลและการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลมากขึ้น
ผลกระทบและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจ
กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนคาดว่าจะมีผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ สิ่งที่ภาคธุรกิจสามารถคาดหวังได้มีดังนี้
1. มาตรฐานใหม่ ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมสำหรับมาตรฐานการออกแบบเพื่อการรีไซเคิลและความโปร่งใสของข้อมูล
2. ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ การมีกฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU จะช่วยลดอุปสรรคในการข้ามพรมแดน
3. แรงจูงใจและการเข้าถึงแหล่งทุน มีโอกาสเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรมหมุนเวียน
4. การปรับโมเดลธุรกิจ ธุรกิจอาจต้องเปลี่ยนไปสู่โมเดลใหม่ ๆ เช่น “Product-as-a-Service” (การขายบริการแทนตัวสินค้า) หรือห่วงโซ่คุณค่าแบบวงจรปิด
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป ได้เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่งหลักฐาน (Call for Evidence) และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย CEA จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในการกำหนดขอบเขตและรายละเอียดทางกฎหมาย ก่อนที่ร่างฉบับเต็มจะถูกนำเสนอในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569
-------------------------------------------
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และ publyon.com