หน้าแรก / THTI Insight / ความเคลื่อนไหวอุตสาหกรรม / ข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) จะส่งผลกระทบต่อแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าอย่างไร

ข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) จะส่งผลกระทบต่อแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าอย่างไร

กลับหน้าหลัก
27.02.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 299

ข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) จะส่งผลกระทบต่อแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าอย่างไร

กฎระเบียบ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) ได้นำเอา "ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพเฉพาะของผลิตภัณฑ์" มาใช้กับสินค้าทุกชนิดที่วางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป (EU) เช่น ความทนทาน การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recyclability) หรือสัดส่วนของวัสดุรีไซเคิลในตัวสินค้า

ในขณะเดียวกัน ESPR ยังได้นำ "ข้อกำหนดด้านข้อมูล" มาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้เป็นระบบเดียวกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือ หนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport: DPP) ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดถึงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้า ผ่านการสแกน QR code หรือสื่อจัดเก็บข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน

ประเด็นสำคัญที่มีต่ออุตสาหกรรมแฟชั่น คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องให้ความสำคัญ (Priority Group) ในแผนการดำเนินงานของ ESPR ปี พ.ศ. 2568-2573 (ปี 2025–2030) ได้ระบุว่า "สิ่งทอ" เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ลำดับต้น ๆ ที่ต้องดำเนินการและผลกระทบ นั่นหมายความว่า เครื่องแต่งกาย (Apparel) จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแรก ๆ ที่จะได้รับข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจที่ละเอียดและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย 

สำหรับสาระสำคัญของกฎระเบียบ ESPR ที่มีต่อแบรนด์แฟชั่นและรองเท้า มีดังนี้

2055

WHAT :-

ข้อกำหนดนี้มุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ (เช่น ความทนทาน, การซ่อมแซมได้, การรีไซเคิล และรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม) พร้อมทั้งนำระบบ Digital Product Passport: DPP มาใช้ และประกาศห้ามทำลายสินค้าประเภทรองเท้าและสิ่งทอที่ขายไม่หมด

WHO :-

ข้อกำหนดนี้ครอบคลุมทุกแบรนด์ที่วางจำหน่ายสินค้าในตลาดสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างไรก็ตาม ในระยะแรก SMEs จะยังคงได้รับการยกเว้นจากข้อห้ามเรื่องการทำลายสินค้าที่เหลือใช้หรือขายไม่หมด

WHEN :-

การห้ามทำลายสินค้าเหลือใช้ จะเริ่มจากบริษัทใหญ่ก่อนในกลางปี พ.ศ. 2569 (ปี 2026) ส่วนแบรนด์ขนาดกลางจะมีเวลาปรับตัวจนถึงปี พ.ศ. 2573 (ปี 2030) ขณะที่เกณฑ์สินค้าสิ่งทอ และ Digital Product Passport: DPP มาตรฐานด้านความยั่งยืนของเนื้อผ้าและระบบฐานข้อมูลดิจิทัล (DPP) คาดว่าจะประกาศใช้จริงในช่วงปี พ.ศ. 2570-2571 (ปี 2027-2028)

Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) หรือ "กฎระเบียบว่าด้วยการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน"

กฎระเบียบว่าด้วยการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากกฎระเบียบเฉพาะเจาะจงของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ดังนี้

(1) ไม่ใช่ข้อกำหนดที่บังคับใช้ทันที ตัว ESPR เองไม่ได้กำหนดรายละเอียดข้อบังคับสำหรับเสื้อผ้าหรือรองเท้าในทันทีที่ประกาศใช้

(2) ทำหน้าที่เป็น "กฎหมายแม่บท" (Framework Legislation) ESPR เป็นเพียงโครงสร้างทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ในการออกกฎระเบียบเพิ่มเติม

(3) การออกกฎระเบียบเฉพาะล่วงหน้า กฎหมายนี้เปิดทางให้มีการประกาศใช้ "ข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศ" (Ecodesign Rules) ที่เจาะจงตามประเภทผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มอุตสาหกรรมผ่าน "กฎหมายลำดับรอง" (Delegated Acts) ซึ่งจะค่อย ๆ ทยอยประกาศออกมาในอนาคต

ภายใต้กฎระเบียบ ESPR คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถกำหนดข้อกำหนดหลักได้ 2 ประเภท ดังนี้

1. ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ (Performance Requirements)

เป็นการกำหนดมาตรฐานว่า "ผลิตภัณฑ์ต้องมีประสิทธิภาพอย่างไร" เมื่อวัดจากตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งอาจครอบคลุมในด้านต่าง ๆ เช่น ความทนทาน (Durability) อายุการใช้งานของสินค้า, ความทนทานต่อการสึกหรอ (Resistance to wear) ความแข็งแรงของวัสดุ, การซ่อมแซมได้ (Reparability) ความง่ายในการซ่อม, การรีไซเคิล (Recyclability) ความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่, ส่วนประกอบรีไซเคิล (Recycled content) ปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่ใช้ผลิต และสารที่ขัดขวางการนำกลับมาใช้ใหม่ การควบคุมสารเคมีที่ทำให้การรีไซเคิลทำได้ยาก

2. ข้อกำหนดด้านข้อมูล (Information Requirements)

เป็นการกำหนดว่า "ข้อมูลผลิตภัณฑ์มาตรฐานใดบ้างที่ต้องเปิดเผย" และต้องสื่อสารข้อมูลนั้นอย่างไร โดยสินค้าหลายกลุ่มจะต้องแสดงข้อมูลเหล่านี้ผ่าน Digital Product Passport: DPP หรือพาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัลนั่นเอง

นอกจากข้อกำหนดเฉพาะรายผลิตภัณฑ์แล้ว ESPR ยังได้นำ "กฎเกณฑ์แนวราบ (Horizontal Rules)” หรือกฎเกณฑ์พื้นฐานที่ใช้บังคับร่วมกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมาใช้ด้วย ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการห้ามทำลายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไม่หมด

หมายเหตุ

Horizontal Rules (กฎเกณฑ์แนวราบ) หมายถึง กฎระเบียบมาตรฐานที่บังคับใช้กับสินค้าทุกประเภท "เหมือนกันหมด" โดยไม่แยกตามชนิดสินค้า

ภาระผูกพันด้านการทำลายสินค้า แบรนด์ต่าง ๆ จะมีหน้าที่ต้องรายงานและปฏิบัติตามข้อห้ามในการนำสินค้าที่เหลือจากการขาย (เช่น สินค้าสต็อกค้าง หรือสินค้าตีคืน) ไปทำลายทิ้งโดยเปล่าประโยชน์

Ecodesign หรือ "การออกแบบเชิงนิเวศ"

การออกแบบเชิงนิเวศ (Ecodesign) หมายถึง การบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ตลอดทั้งวงจรชีวิต

จากผลการศึกษาเตรียมการด้านสิ่งทอของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ที่กำลังดำเนินการอยู่ มีการประเมินแง่มุมด้านการออกแบบดังต่อไปนี้ เพื่อกำหนดเป็น "พารามิเตอร์การออกแบบเชิงนิเวศ (Ecodesign Parameters)” สำหรับสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย

1. ความทนทาน (Durability) ข้อกำหนดนี้พิจารณาว่า ผลิตภัณฑ์จะสามารถใช้งานได้นานเท่าใดก่อนที่จะชำรุด โดยครอบคลุมถึง ความทนทานต่อการสึกหรอ (Resistance to wear), การทนต่อแรงเค้นหรือแรงกระแทก (Stress) และการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา (Aging)

2. การนำกลับมาใช้ซ้ำและการซ่อมแซมได้ (Reusability and reparability) การพิจารณาว่าเครื่องแต่งกายหรือเสื้อผ้าถูกออกแบบมาให้ใช้งานซ้ำได้หลายครั้ง และสามารถซ่อมแซมได้โดยไม่เกิดความเสียหายหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ส่วนประกอบที่เข้าถึงง่าย (Accessible components) เช่น การออกแบบให้เปลี่ยนซิปหรือกระดุมได้สะดวก หรือโครงสร้างที่เอื้อต่อการซ่อมแซม (Repair-friendly construction) การตัดเย็บที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป เพื่อให้ช่างหรือผู้ใช้สามารถเย็บแก้หรือปะชุนได้ง่าย

3. เนื้อหาวัสดุรีไซเคิล (Recycled content) หมายถึง สัดส่วนของเส้นใยหรือวัสดุรีไซเคิล ที่นำมาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น ๆ โดยในขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังอยู่ในขั้นตอนการประเมินใน 2 ประเด็นหลัก คือ การวัดผลและการรายงาน จะมีวิธีการวัดปริมาณวัสดุรีไซเคิลอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และต้องรายงานข้อมูลนี้อย่างไรให้โปร่งใส และเกณฑ์ขั้นต่ำ กำลังพิจารณาว่าควรจะมีการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำ (Minimum requirements) ของวัสดุรีไซเคิลที่ต้องมีอยู่ในสินค้าแต่ละชิ้นหรือไม่

4. การนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน (Recyclability at end of life) หมายถึง ความยากง่ายในการนำผลิตภัณฑ์ไปรีไซเคิลหลังจากถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งความสามารถในการรีไซเคิลนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิ การผสมกันของเส้นใย (Fiber mix) ชนิดของเส้นใยที่นำมาผสมกัน ความสม่ำเสมอของวัสดุ (Material uniformity) การใช้วัสดุประเภทเดียวกันทั้งชิ้นงาน และความง่ายในการถอดแยกชิ้นส่วน (Ease of disassembly) ความสะดวกในการเลาะหรือถอดส่วนประกอบต่าง ๆ (เช่น กระดุม ซิป หรือป้าย) ออกจากตัวเนื้อผ้าก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เป็นต้น

5. สารที่น่ากังวล (Substances of concern) หมายถึง การพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์มีสารเคมีที่ขัดขวางการนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือการกู้คืนวัสดุอย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยกฎระเบียบการออกแบบเชิงนิเวศ (Ecodesign) อาจกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลสารเหล่านี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสารเคมีของสหภาพยุโรปที่มีอยู่ในปัจจุบัน

6. ข้อมูลรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม (Environmental footprint information) ขณะนี้การศึกษาเตรียมการกำลังอยู่ระหว่างการประเมินว่า ควรมีการกำหนดให้การระบุข้อมูลมาตรฐานเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระหว่างกระบวนการผลิต เช่น รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) หรือรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เป็นหนึ่งในข้อกำหนดด้านข้อมูล (Information Requirement) หรือไม่

ในขณะนี้ ยังไม่มีการประกาศใช้ข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศ (Ecodesign) ขั้นสุดท้าย โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่คาดการณ์ไว้ คือ ในปี พ.ศ. 2570 (ปี 2027) โดยประมาณ คาดว่าจะมีการประกาศใช้กฎหมายลำดับรอง (Delegated Act) สำหรับกลุ่มสินค้าสิ่งทอและเครื่องแต่งกายอย่างเป็นทางการ และกลางปี พ.ศ. 2571 (ปี 2028) โดยประมาณ จะเป็นช่วงเส้นตายการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Deadline) ซึ่งจะมีระยะเวลาเผื่อให้ปรับตัวประมาณ 18 เดือนหลังจากกฎหมายถูกประกาศใช้

Digital Product Passport: DPP สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น

นอกเหนือจากข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ESPR ยังได้นำข้อกำหนดด้านข้อมูลมาใช้ ซึ่งจะระบุว่าข้อมูลระดับผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่ต้องจัดเตรียมไว้ เมื่อมีการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป (EU)

ภายใต้กฎระเบียบ ESPR พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (หรือ Digital Product Passport: DPP) จะทำหน้าที่เป็นบันทึกข้อมูลดิจิทัลตามมาตรฐานที่บรรจุข้อมูลต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ไว้ โดยผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายลำดับรอง (Delegated Acts) จะต้องทำให้ข้อมูลใน DPP นี้สามารถเข้าถึงได้ผ่าน 'สื่อนำข้อมูล' (Data Carrier) เช่น QR Code หรือรหัสระบุตัวตนอื่น ๆ ที่สามารถสแกนได้ในลักษณะเดียวกัน

โดยภารกิจของคณะกรรมาธิการยุโรปภายใต้ ESPR ประกอบด้วย

1. จัดตั้งระบบทะเบียนพาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (DPP Registry) 

ทั้งนี้ ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 จะต้องจัดทำระบบทะเบียนสำหรับเก็บข้อมูลกลาง ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีการจัดเก็บ "รหัสระบุตัวตนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ซ้ำกัน" (Unique Product Identifiers) 

2. กำหนดรายละเอียดผ่านกฎหมายลำดับรอง (Delegated Acts) 

เพื่อระบุความชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ข้อมูลใดบ้างที่ต้องถูกบรรจุลงในพาสปอร์ต ใครคือผู้รับผิดชอบในการจัดหาและกรอกข้อมูลนั้น ๆ และวิธีการเข้าถึงข้อมูล จะต้องทำอย่างไร (เช่น ใครมีสิทธิ์ดูข้อมูลส่วนไหนบ้าง) ตามลำดับ

ในขั้นตอนปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศใช้ข้อกำหนด DPP สำหรับกลุ่มสิ่งทอเป็นการเฉพาะ โดยรายละเอียดต่าง ๆ เช่น รูปแบบของสื่อนำข้อมูล (Data Carrier) ที่ชัดเจน และรายการข้อมูลที่บังคับระบุ (Mandatory Data Fields) สำหรับเครื่องแต่งกาย จะได้รับการยืนยันในกฎหมายลำดับรอง (Delegated Acts) สำหรับกลุ่มสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2570 (ปี 2027)

ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการเริ่มเก็บข้อมูลพื้นฐานตามแนวทาง Ecodesign (เช่น สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล หรือแหล่งที่มาของเส้นใย) เพื่อให้พร้อมกรอกข้อมูลทันทีที่กฎหมายประกาศใช้

แม้ว่าผลิตภัณฑ์รองเท้าจะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ต้องดำเนินการในลำดับความสำคัญแรก (First-priority) แต่คณะกรรมาธิการยุโรปตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของรองเท้า รวมถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับค่าธรรมเนียมความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) แบบปรับตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-modulated) ภายใต้คำสั่งกรอบการจัดการขยะ (Waste Framework Directive) ด้วยเหตุนี้ จึงมีการวางแผนที่จะจัดทำการศึกษาเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์รองเท้าในปี พ.ศ. 2570 (ปี 2027) เพื่อประเมินว่าข้อกำหนดด้านการออกแบบเชิงนิเวศ (Ecodesign) และข้อกำหนดด้านข้อมูล รวมถึงพาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (DPP) จะนำมาปรับใช้กับสินค้าหมวดนี้ได้อย่างไร

กฎระเบียบ ESPR สั่งห้ามทำลายผลิตภัณฑ์สิ่งทอและรองเท้าที่ยังขายไม่ได้

กฎระเบียบ ESPR ได้กำหนดข้อห้ามในการกำจัดผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ยังขายไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และรองเท้า ซึ่งข้อบังคับนี้มีความแตกต่างจากข้อกำหนดด้านการออกแบบเชิงนิเวศ (Ecodesign) ตรงที่เป็นพันธะผูกพันที่ระบุไว้ชัดเจนแล้วในตัวกฎระเบียบหลักเอง โดยไม่ต้องรอการประกาศกฎหมายลำดับรอง (Delegated Acts) ในอนาคต

อะไรที่ถือว่าเป็นการ "ทำลาย" (Destruction)?

ภายใต้กฎระเบียบ ESPR การทำลายหมายถึง "การทิ้งผลิตภัณฑ์ที่ยังขายไม่ได้ในฐานะขยะ" ซึ่งครอบคลุมถึงกิจกรรมดังต่อไปนี้

1. การกำจัดขยะ (Disposal) เช่น การนำไปฝังกลบ (Landfill) หรือการเผาทำลายโดยไม่มีการนำพลังงานกลับมาใช้

2. การดำเนินการกู้คืนรูปแบบอื่น (Other recovery operations) เช่น การเผาขยะเพื่อผลิตพลังงาน (Incineration with energy recovery)

3. การรีไซเคิล (Recycling) การนำผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในสภาพดีและใช้งานได้ไปเข้ากระบวนการย่อยสลายเพื่อทำเป็นวัตถุดิบใหม่

ทั้งนี้ กิจกรรมที่อยู่ในลำดับขั้นที่สูงกว่าของการจัดการขยะ เช่น การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse), การปรับปรุงสภาพ (Refurbishment) หรือการผลิตใหม่ (Remanufacturing) จะไม่ถือว่าเป็นการทำลาย

คืนชีวิตให้สินค้าค้างสต็อก: ก้าวสำคัญสู่แฟชั่นยั่งยืน

ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย ปัญหา "สินค้าเหลือค้าง" (Unsold Goods) ถือเป็นความท้าทายลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบทั้งในด้านต้นทุนธุรกิจและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราสามารถเปลี่ยนสินค้าเหล่านี้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าได้อีกครั้ง

และในเชิงปฏิบัติ สินค้าประเภทเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่จำหน่ายไม่หมด สามารถนำมาบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์ได้ดังนี้

1. การนำกลับมาใช้ซ้ำหรือการบริจาค (Reuse & Donation) คือ การส่งต่อสินค้าที่ยังมีสภาพดีให้แก่ผู้ที่ต้องการใช้งานจริง ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือสังคมแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้คุ้มค่าที่สุด

2. การซ่อมแซมหรือปรับปรุงสภาพ (Repair & Refurbishment) การแก้ไขจุดบกพร่องเล็กน้อย หรือการทำความสะอาดและปรับแต่งใหม่ (Refurbish) เพื่อให้สินค้ากลับมามีมาตรฐานพร้อมวางจำหน่ายหรือใช้งานได้อีกครั้ง

3. การนำไปผลิตใหม่ (Remanufacturing) การใช้ความคิดสร้างสรรค์นำวัสดุจากสินค้าเดิมมาผ่านกระบวนการผลิตใหม่ เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าและดีไซน์ที่แตกต่างไปจากเดิม

การจัดการสินค้าเหลือค้างด้วยวิธีการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบของแบรนด์ต่อทรัพยากรที่ใช้ไป การเปลี่ยนสินค้าค้างสต็อกให้กลายเป็นโอกาสใหม่ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังที่สำคัญคือ การทำลายสินค้าเพียงเพื่อจุดประสงค์ในการนำไปรีไซเคิล (เช่น การบดสับเสื้อผ้าที่ขายไม่หมดเพื่อนำเส้นใยกลับมาใช้ใหม่) จะถูกนิยามว่าเป็น "การทำลายสินค้า" และจะกลายเป็นข้อห้ามทันทีเมื่อกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) มีผลบังคับใช้

เหตุผลเบื้องหลังแนวคิดนี้ คือ ป้องกันการผลิตที่เกินความจำเป็น โดย EU ต้องการสกัดกั้นไม่ให้แบรนด์ต่าง ๆ ผลิตสินค้าออกมามากเกินไป แล้วใช้วิธี "บดทำลาย" สต็อกส่วนเกินเพียงเพื่อให้จบปัญหา แม้ว่าวัตถุดิบเหล่านั้นจะถูกส่งต่อไปรีไซเคิลก็ตาม และเพื่อการใช้พลังงานและคุณภาพวัสดุ กระบวนการรีไซเคิลมักต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก และบ่อยครั้งยังส่งผลให้คุณภาพของวัตถุดิบที่กู้คืนมาได้นั้นลดลง (Degradation) เมื่อเทียบกับวัสดุตั้งต้น

ข้อยกเว้นในการทำลายสินค้า (Exemptions to the Destruction Ban)

แม้กฎระเบียบจะเข้มงวดเรื่องการห้ามทำลายสินค้า แต่ยังมี "กรณีข้อยกเว้น" บางประการที่อนุญาตให้ดำเนินการทำลายได้ หากเข้าข่ายเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย สินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ สุขอนามัย หรือความปลอดภัยของผู้บริโภค

2. สภาพชำรุดเกินเยียวยา สินค้าที่ได้รับความเสียหายหนักจนไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมแซมหรือปรับปรุงสภาพ (Cost-effective repair)

3. ถูกปฏิเสธจากช่องทางอื่น สินค้าที่ถูกปฏิเสธจากการบริจาค การนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือการนำไปผลิตใหม่แล้ว

4. ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อการทำลายนั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม "น้อยที่สุด" เมื่อเทียบกับวิธีการจัดการแบบอื่น

5. การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือเป็นสินค้าปลอมแปลง

6. เสื่อมสภาพจนใช้งานไม่ได้ สินค้าที่ถูกพิจารณาว่าไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานตามที่ออกแบบไว้

และก่อนที่ข้อห้ามการทำลายสินค้าจะมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ กฎระเบียบ ESPR กำหนดให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทำลายสินค้าที่จำหน่ายไม่หมดผ่านทางเว็บไซต์ของตนเอง โดยข้อมูลที่ต้องเปิดเผยในแต่ละปีงบประมาณ (Financial Year) ประกอบด้วย

1. จำนวนและน้ำหนัก ระบุจำนวนชิ้นของสินค้าที่ถูกทำลาย (เช่น จำนวนเสื้อผ้ากี่ตัว หรือรองเท้ากี่คู่) พร้อมระบุน้ำหนักรวมของสินค้าเหล่านั้น

2. เหตุผลในการทำลาย ชี้แจงสาเหตุที่จำเป็นต้องทำลายสินค้า

3. วิธีการจัดการขยะที่ใช้ ระบุรูปแบบกระบวนการกำจัดหรือการจัดการขยะที่นำมาใช้กับสินค้านั้น ๆ

4. มาตรการป้องกัน รายละเอียดของขั้นตอนหรือมาตรการที่แบรนด์ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายสินค้า

แบรนด์แฟชั่นไหนบ้างที่ต้องเปิดเผยข้อมูล และต้องเริ่มเมื่อไหร่?

ข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทำลายสินค้านี้ มีเกณฑ์การบังคับใช้ที่แตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ ดังนี้

วิสาหกิจขนาดใหญ่ (Large Enterprises) ต้องเริ่มเปิดเผยข้อมูลใน ปีงบประมาณแรกเต็มปี หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะตรงกับช่วงปี พ.ศ 2569/2570 (ปี 2026/2027)

วิสาหกิจขนาดกลาง (Medium-sized Enterprises) จะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2573/2574 (ปี 2030/2031) หรือ 6 ปีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้

วิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย (SMEs) จะได้รับการยกเว้นจากข้อผูกพันบางประการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาระทางธุรกิจที่มากเกินไปสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก

หมายเหตุ สามารถตรวจสอบรายละเอียดเกณฑ์การแบ่งขนาดธุรกิจได้จาก "นิยามขนาดธุรกิจของสหภาพยุโรป" (EU company size definitions)

กรอบเวลาการบังคับใช้ข้อห้ามการทำลายสินค้าค้างสต็อก (Timeline on the Prohibition)

สำหรับข้อกำหนดการ "ห้ามทำลาย" รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำหน่ายไม่หมด จะมีกรอบเวลาการเริ่มต้นบังคับใช้ ดังนี้ วิสาหกิจขนาดใหญ่ (Large Enterprises) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 (ปี 2026) เป็นต้นไป และวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium-sized Enterprises) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2573 (ปี 2030) เป็นต้นไป

ทั้งนี้ แบรนด์แฟชั่นและสิ่งทอสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบ ESPR ได้ดีที่สุดด้วยการปรับกลยุทธ์เข้าสู่การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Ecodesign) ในเชิงรุก โดยการเริ่มประเมินสายการผลิตอย่างละเอียดเพื่อระบุจุดที่ควรปรับปรุงและเตรียมความพร้อมสำหรับการรายงานข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้แบรนด์บริหารจัดการข้อมูลได้ง่ายขึ้น เช่น Carbonfact ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย รองเท้า และสิ่งทอโดยเฉพาะ โดยมีจุดเด่น อาทิ การประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์สามารถประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ได้ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสรรหาวัตถุดิบไปจนถึงการกำจัด และการวัดผลพร้อมจำลองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Real-time Simulation) สามารถวัดผลและจำลองค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้แบบเรียลไทม์ เพื่อดูผลกระทบก่อนการผลิตจริง อีกทั้งการบูรณาการข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ช่วยให้ดีไซเนอร์และทีมจัดซื้อสามารถนำข้อมูลผลกระทบด้านคาร์บอนมาประกอบการตัดสินใจได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุดของการเลือกวัสดุและการออกแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนที่สุด

-------------------------------------------

Source: https://www.carbonfact.com/blog/policy/espr-textile 

Photo credit: Carbonfact 

กฎระเบียบสิ่งทอ, EU, Ecodesign for Sustainable Products Regulation, ESPR, impact, brands, Apparel and Footwear, industry, THTI, Fashion Intelligence Unit, FIU, FIU_'69