
ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมของแบรนด์ Odlo
แบรนด์ Odlo ผู้บุกเบิกนวัตกรรมเสื้อผ้าชั้นในเชิงเทคนิคและเครื่องแต่งกายเพื่อประสิทธิภาพการเล่นกีฬากลางแจ้ง กำหนดให้ความยั่งยืนเป็นแกนหลักสำคัญในกลยุทธ์องค์กร สะท้อนถึงพันธกิจที่ผูกพันมาอย่างยาวนานกับกีฬาองค์รวมกลางแจ้งและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการใช้งานผลิตภัณฑ์ของแบรนด์
ในปี ค.ศ. 2025 Odlo ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืนฉบับแรกภายใต้ที่ว่า “We can do more” (เราสามารถทำได้มากกว่า) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยโครงสร้างความมุ่งมั่นนี้ขับเคลื่อนผ่าน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความใส่ใจในการเลือกสรร (Choose with care), การหมุนเวียนเปลี่ยนรูป (Close the loop) และการสรรสร้างความเป็นธรรม (Make it fair)
นอกจากนี้ เจตนารมณ์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจาก "หลักการพื้นฐานองค์กร" (Fundamentals) เพื่อกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานและรับประกันความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ในทุกกิจกรรม อันประกอบด้วย
1. การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible business conduct)
2. ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับได้ (Transparency and traceability)
3. การสร้างความแข็งแกร่งผ่านภาคีเครือข่าย (Strength through partnerships)
1. Choose with Care: ความใส่ใจในการเลือกสรร
หลักการ "Choose with care" มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดผลกระทบเชิงนิเวศของบริษัท โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การเพิ่มสัดส่วนการใช้เนื้อผ้าที่ผ่านการรับรองและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ การขจัดสารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการและลดการใช้พลังงานรวมถึงน้ำในกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
Odlo ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองภายใต้มาตรฐานสิ่งทอสากล เช่น ขนแกะเมอริโน (Merino wool) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งทอขนสัตว์ที่ปลอดภัยและคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Responsible Wool Standard: RWS) และเส้นใยรีไซเคิล ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล (Global Recycled Standard: GRS)
โดยข้อมูลจากบริษัทระบุว่า เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลส่วนใหญ่ขยายผลมาจากขวดพลาสติก (Post-consumer PET bottles) ในขณะที่เส้นใยโพลีอะไมด์รีไซเคิล (Recycled polyamide) แปรรูปมาจากขยะเหลือทิ้งในกระบวนการอุตสาหกรรม (Pre-consumer waste)
การบริหารจัดการสารเคมีและเป้าหมายไร้สาร PFASs
การจัดการสารเคมีถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดหาวัตถุดิบ โรงงานผู้ผลิตสิ่งทอของ Odlo ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Oeko-Tex และระบบ bluesign โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ต้องสัมผัสผิวหนังโดยตรงจะได้รับตราประทับมาตรฐาน Oeko-Tex Standard 100 นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2025 Odlo ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในระบบ bluesign อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการตรวจสอบสถานะความยั่งยืน (Due diligence) และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนการย้อมและตกแต่งสำเร็จ (Wet processing)
ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ Odlo อยู่ในกระบวนการยุติการใช้สารกลุ่ม PFASs (Per- และ Polyfluoroalkyl substances) ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยได้เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีควบคุมกลิ่นอับมาใช้ HeiQ Mint ซึ่งเป็นนวัตกรรมสารระงับกลิ่นกายจากพืช (สกัดจากน้ำมันมิ้นต์) ที่คิดค้นโดยสถาบัน HeiQ ซึ่งสามารถควบคุมการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์บนสิ่งทอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หมุดหมายสำคัญในต้นปี ค.ศ. 2026
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 Odlo ประกาศความสำเร็จในการขจัดสาร PFASs ออกจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มมีผลตั้งแต่คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2026 เป็นต้นไป ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงสูตรทางเคมีในผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายที่เคยพึ่งพาสาร PFASs ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีความท้าทายทางเทคนิคสูงมาก เนื่องจากต้องรักษาประสิทธิภาพการปกป้องให้เทียบเท่าเดิมโดยใช้สารทางเลือกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ เสื้อแจ็กเก็ตสูตรรุ่น Zeroweight Dual Dry Jacket ซึ่งเดิมทีใช้สารเคลือบกันน้ำสะท้อนหยดน้ำความทนทานสูงชนิด C6 (C6 DWR) ได้ถูกปรับปรุงโครงสร้างสูตรสารเคลือบใหม่มาใช้เทคโนโลยี C018 DWR ที่ปราศจากสาร PFASs ส่งผลให้ผ้ามีคุณสมบัติสะท้อนน้ำได้ดีเยี่ยมโดยไม่มีสารประกอบฟลูออรีนหลงเหลืออยู่
2. Close the Loop: การหมุนเวียนเปลี่ยนรูป
หลักการสร้างระบบปิด "Close the loop" มีเป้าหมายเพื่อยกระดับแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity) ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทนทานสูง พร้อมทั้งดำเนินมาตรการที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด ผ่านโครงการ ReWEAR ซึ่งประกอบด้วย 3 บริการหลัก ได้แก่
Odlo บริการซ่อมแซมสินค้าฟรีสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระยะเวลารับประกัน 2 ปี ณ ร้านค้าปลีกและเอาท์เล็ตที่บริษัทเป็นผู้บริหารจัดการเอง สำหรับสินค้าที่หมดประกันแล้ว Odlo จะดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนของโลจิสติกส์และการขนส่งให้ โดยที่ลูกค้าจะชำระเฉพาะค่าซ่อมแซมเท่านั้น ทั้งนี้บริษัทได้สร้างความร่วมมือกับโรงซ่อมเสื้อผ้าท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านชุดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะ ได้แก่ createlab – ดูแลพื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, Goodloop – ดูแลพื้นที่ประเทศฝรั่งเศส, MeyerundKuhl – ดูแลพื้นที่ประเทศออสเตรีย เยอรมนี และอิตาลี และ Tavare – ดูแลพื้นที่ประเทศนอร์เวย์ (ปัจจุบัน Odlo มีแผนที่จะขยายโครงการบริการซ่อมแซมนี้เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในอนาคต)
ลูกค้าสามารถนำผลิตภัณฑ์เก่าของ Odlo หรือของแบรนด์ใดก็ได้ มาส่งคืนที่ร้านค้าของ Odlo เพื่อรับส่วนลด 10% สำหรับการซื้อสินค้าในครั้งถัดไป โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทั้งหมดจะถูกส่งไปคัดแยกและเข้าสู่กระบวนการแปรรูปที่บริษัท Texaid ในเมืองชัทท์ดอร์ฟ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลสิ่งทอใช้แล้วในยุโรป
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแบรนด์ Odlo จะถูกนำมาปรับปรุงสภาพ (Refurbished) และส่งกลับคืนสู่บริษัทเพื่อจำหน่ายซ้ำ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อื่นจะถูกนำไปจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มการค้าต่อ (Re-commerce) ของ Texaid
สินค้าที่นำมาจำหน่ายซ้ำเป็นผลผลิตมาจากบริการรับคืนสินค้าและสินค้าที่ส่งคืนภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน โดยสินค้าแต่ละชิ้นจะได้รับการทำความสะอาดอย่างมืออาชีพและซ่อมแซมจนมีสภาพใกล้เคียงของใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังจัดหมวดหมู่สินค้าที่มีตำหนิเล็กน้อยหรือไม่สามารถซ่อมแซมได้ภายใต้ฉลาก “Almost perfect” (เกือบสมบูรณ์แบบ) เช่น สินค้าที่มีรอยเปื้อนหรือรอยรูขนาดเล็ก โดยวางจำหน่ายในราคาย่อมเยา
ปัจจุบันสินค้าหมวดหมู่ Resale มีวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกของบริษัท 5 แห่ง ได้แก่ เมืองซูริกและเลนเซอร์ไฮเดอ (สวิตเซอร์แลนด์), เบอร์ลิน (เยอรมนี), ออสโล (นอร์เวย์) และ อานซี (ฝรั่งเศส) และมีแผนที่จะขยายสาขาการจำหน่ายเพิ่มเติมในอนาคต
หลักการ "Make it fair" มุ่งยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานและค่าแรงที่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัท โดยดำเนินงานร่วมกับ มูลนิธิ Fair Wear Foundation ซึ่งเป็นภาคีพันธมิตรร่วมกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 กรอบความร่วมมือนี้ทำหน้าที่เป็นแนวทางในการตรวจสอบสถานะ ความก้าวหน้าของการตรวจสอบบัญชี และกลไกการรับเรื่องร้องเรียนภายในห่วงโซ่การผลิต
กลไกสนับสนุนความยั่งยืน (The Fundamentals)
เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมีประสิทธิภาพ Odlo จึงร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร Cascale (ผู้พัฒนาและริเริ่มดัชนี Higg Index ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ) โดย Odlo ได้ประยุกต์ใช้เครื่องมือสำคัญ 2 ชิ้นคือ
1. Higg Facility Environmental Module (FEM): ประเมินประสิทธิภาพการจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโรงงานผลิต
2. Higg Facility Social and Labour Module (FSLM): ประเมินแนวปฏิบัติด้านแรงงาน สังคม และระบบการจัดการภายในฐานการผลิต
Odlo เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน ผลการตรวจสอบโรงงาน และแหล่งที่มาของวัตถุดิบต่อสาธารณะ สำหรับในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของ Odlo ทุกชิ้นนับตั้งแต่คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2025 เป็นต้นไป จะได้รับการติดตั้ง พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport: DPP) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านการสแกนรหัส QR Code บนป้ายสินค้า
พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (DPP) แต่ละฉบับจะระบุข้อมูลสำคัญที่จำเป็นหลายประการ ประกอบด้วย
1. วิธีการดูแลรักษาเนื้อผ้า (Care instructions)
2. ประเทศผู้ย้อมและตกแต่งสำเร็จ (Dyeing & finishing country)
3. ประเทศผู้ผลิตผ้าผืน (Fabric production country)
4. ประเทศผู้ตัดเย็บและประกอบเครื่องแต่งกาย (Garment assembly country)
5. สัดส่วนโครงสร้างสิ่งทอ (Fabric composition)
6. สัดส่วนเปอร์เซ็นต์วัสดุรีไซเคิล (Recycled content)
ในการสร้างสรรค์ระบบ DPP นี้ Odlo ได้ร่วมมือกับ Trimco Group จากฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีสิทธิบัตรเฉพาะชื่อว่า ProductDNA ช่วยให้แบรนด์สามารถติดตามสถานะผลิตภัณฑ์ได้ทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำจนถึงเครื่องแต่งกายสำเร็จรูป
ระบบ DPP ของ Odlo ได้ปฏิบัติตามกฎหมายกฤษฎีกาฝรั่งเศสหมายเลข 2022-748 ภายใต้กฎหมาย AGEC (Anti-Waste for a Circular Economy Law) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2023 และในอนาคตอันใกล้ Odlo กำลังเร่งปรับปรุงระบบเพื่อรองรับกฎระเบียบว่าด้วยการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EU’s Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 และจะกำหนดให้พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (DPP) เป็นมาตรการบังคับใช้ร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2027 เป็นต้นไป
ภาพที่ 1 Odlo Digital Product Passport (DPP)
-------------------------------------------
Source: Textile Outlook International, No 237 May 2026