หน้าแรก / THTI Insight / ข่าวรายวัน / เร่งปิดดีลเจรจา FTA ไทย-อียู หวั่นประเทศคู่แข่งตัดหน้าเข้าถึงยุโรปก่อน

เร่งปิดดีลเจรจา FTA ไทย-อียู หวั่นประเทศคู่แข่งตัดหน้าเข้าถึงยุโรปก่อน

กลับหน้าหลัก
29.05.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 11

 เร่งปิดดีลเจรจา FTA ไทย-อียู หวั่นประเทศคู่แข่งตัดหน้าเข้าถึงยุโรปก่อน

เจรจา FTA ไทย-อียู รอบที่ 8 ไทยปิดดีลได้เพิ่มอีก 3 บท เป็น 11 บทจากทั้งหมด 24 บท กรมเจรจาฯ เผยได้ข้อสรุปมาตรการเยียวยากรณีสินค้านำเข้าทะลัก นัดรอบที่ 9 ที่บรัสเซลส์ 22-30 มิ.ย.นี้ ตั้งเป้าปิดดีลให้ได้โดยเร็ว หลังหลายประเทศปิดดีลได้แล้ว หวั่นไทยเสียเปรียบคู่แข่งเข้าถึงตลาดยุโรปก่อน    

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-อียูรอบที่ 8 ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยรอบนี้สามารถสรุปได้เพิ่มอีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งเปิดทางให้ใช้มาตรการลดผลกระทบ หากมีสินค้านำเข้าทะลักจากการลดหรือยกเลิกภาษี ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง รวมถึงหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศคู่ภาคี  

นอกจากนี้ ยังได้ข้อสรุปในหัวข้อย่อยเรื่องกฎระเบียบด้านบริการจัดส่ง ภายใต้บทการค้า บริการ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มความโปร่งใสของกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจสาขาดังกล่าว ส่งผลให้ขณะนี้ FTA ไทย-อียูสามารถสรุปข้อบทได้แล้วรวม 11 บท จากทั้งหมด 24 บท ขณะที่ข้อบทที่เหลือหลายเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก เช่น รัฐวิสาหกิจ การแข่งขันทางการค้า และภาคผนวกยานยนต์ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 

ส่วนประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา กระบวนการระงับข้อพิพาท บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการความตกลง รวมถึงการเจรจาเปิดตลาด หรือ Market Access ซึ่งครอบคลุมสินค้า บริการ และการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ยังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง 

นางสาวโชติมากล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแผนการทำงานร่วมกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประชุมหารือระหว่างรอบ หรือ Intersessions โดยฝ่ายไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเจรจารอบถัดไปมีความคืบหน้ามากที่สุด สำหรับการเจรจารอบที่ 9 จะจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2569 

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ทิศทางของ EU ที่เร่งรัดจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกต่อไทย ทั้งด้านโอกาสขยายตลาด การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยอยู่ระหว่างเจรจา FTA กับ EU ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ  

ได้แก่ กลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ หรือ Mercosur ประกอบด้วย บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย รวมถึงอินเดีย และออสเตรเลีย สะท้อนนโยบายของ EU ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าใหม่ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทย โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจช่วยให้ไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป ยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง  

ขณะเดียวกัน เครือข่าย FTA ของ EU ยังมีแนวโน้มกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI โดยบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจากยุโรป อาจเลือกลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีความเชื่อมโยงทางการค้า และใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียนและมีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง  

อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญความท้าทายจากประเทศคู่แข่งที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ซึ่งได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเข้าถึงตลาด EU ก่อน ทำให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าของ EU ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะมาตรฐานการผลิต การลดการปล่อยคาร์บอน มาตรฐานแรงงาน การค้าดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ด้านมูลค่าการค้า EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยไตรมาสแรกปี 2569 การค้ารวมไทย-EU มีมูลค่า 12,223.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไป EU มูลค่า 7,671.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.14% และการนำเข้ามูลค่า 4,551.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.93% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 3,120.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไป EU ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า 

ทั้งนี้ EU เป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ มี GDP กว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 18% ของ GDP โลก มีประชากรราว 450 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 47,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 3.2 เท่า การมี FTA กับ EU จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปด้วยภาษีที่ลดลงหรือเป็นศูนย์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เปิดโอกาสใหม่ทางการค้าและการลงทุน รวมถึงช่วยดึงดูดการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว 

-------------------------------------------

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ข่าวรายวัน, กระทรวงพาณิชย์, FTA, EU, Thai-EU, เศรษฐกิจ, ประชาชาติธุรกิจ