
บริษัท Vapesol กำลังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity) ในกระบวนการผลิตพื้นรองเท้า โดยโครงการ FAIST (Agile, Intelligent, Sustainable and Technological Factory) ถือเป็นกลุ่มพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยภาคีเครือข่ายกว่า 40 แห่งในโปรตุเกส ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรองเท้า ส่วนประกอบ เครื่องหนัง นักพัฒนาเทคโนโลยี และสถาบันวิจัยชั้นนำ
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการ ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมรองเท้าในระดับประเทศให้มีความทันสมัย ผ่านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ถึงมิถุนายน 2026 ภายใต้งบประมาณการลงทุนรวมกว่า 50 ล้านยูโร
Vapesol ตั้งอยู่ในเขตตอนเหนือของเมืองปอร์โต (Porto) ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยคุณ Décio Pereira ผู้จัดการบริษัทฯ เปิดเผยว่า ธุรกิจเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ โดยบิดาของเขาพร้อมทีมงานขนาดกลาง ก่อนจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์และการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเป็นแกนหลัก
ในระยะแรก ธุรกิจหลักของ Vapesol เน้นการผลิตพื้นรองเท้าเทอร์โมพลาสติกที่มีคุณสมบัติคล้ายยาง (TR) โดยรองรับกลุ่มลูกค้าจำนวนน้อยรายแต่มีปริมาณคำสั่งซื้อสูง อย่างไรก็ตาม คุณ Pereira ระบุว่าสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน บีบให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์โดยเน้นการสร้างความแตกต่างและขยายพอร์ตโฟลิโอของวัสดุให้หลากหลายยิ่งขึ้น
การปรับตัวดังกล่าวนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเริ่มผลิต TPU (Thermoplastic Polyurethane) ในปี 2009 และการรุกเข้าสู่ตลาด EVA (Ethylene-Vinyl Acetate) ในปี 2018 จนในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์หลักของ Vapesol ประกอบด้วยพื้นรองเท้าที่ทำจาก TPU, TR และ EVA เป็นสำคัญ
บทบาทภายใต้โครงการ FAIST
คุณ Pereira อธิบายว่าโครงการ FAIST คือปัจจัยเร่งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านขององค์กร แม้บริษัทจะมีแนวคิดในการพัฒนาอยู่มากมาย แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทรัพยากรบุคคล และพื้นที่มักทำให้การดำเนินงานล่าช้า ซึ่งโครงการ FAIST ได้เข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้โครงการที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเป็นรูปธรรมสามารถดำเนินการได้ทันที
หนึ่งในโครงการที่โดดเด่นที่สุดคือการขยายขีดความสามารถในการผลิต EVA โดยการนำเข้าเครื่องจักรที่ไม่เคยมีการใช้งานมาก่อนในโปรตุเกส คุณ Pereira ชี้ให้เห็นว่า โดยประวัติศาสตร์แล้ว EVA เป็นวัสดุที่มีอัตราการเกิดขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้สูง ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการ ลดปริมาณเศษวัสดุ (Scrap) ในกระบวนการผลิต ก่อนจะนำไปสู่ขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายในการนำเศษเหลือทิ้งจากทั้ง EVA และกระบวนการฟอกหนังมาประยุกต์ใช้ในการผลิตพื้นรองเท้า EVA รวมถึงการทดลองนำขยะจากอุตสาหกรรมอื่น เช่น ถุงมือทางการแพทย์ที่ใช้แล้ว มาเป็นส่วนผสมในวัสดุ TPU ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงต้องดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการผลิตพลังงานใช้เองภายในสถานประกอบการควบคู่กันไป
ผลลัพธ์และความสำเร็จของโครงการ (FAIST Outcomes)
โครงการลดขยะของ Vapesol ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบข้อมูลและการควบคุมกระบวนการ (Process Control) เพื่อลดปริมาณขยะ EVA ให้ต่ำกว่า 10% โดยใช้ซอฟต์แวร์ติดตามพารามิเตอร์ต่างๆ ที่สามารถวินิจฉัยและแก้ไขข้อบกพร่องได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน กระบวนการนำเศษ EVA กลับมาใช้ใหม่จะดำเนินการผ่านระบบอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการทดลองโมเดลการจัดการรองเท้าที่ใช้งานแล้ว (Post-consumer shoes) โดยการแยกชิ้นส่วนวัสดุเพื่อนำทั้ง EVA และส่วนประกอบด้านบน (Upper) กลับเข้าสู่สูตรการผลิตใหม่อีกครั้ง
ทัศนะต่ออุตสาหกรรมรองเท้าและส่วนประกอบในโปรตุเกส
ในภาพรวม คุณ Pereira มองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าและส่วนประกอบในโปรตุเกสมีความโดดเด่นในแง่ของความหนาแน่นและการบูรณาการเชิงพื้นที่ (Cluster Density) เนื่องจากผู้ผลิต แม่พิมพ์ ส่วนประกอบ และโรงงานรองเท้าตั้งอยู่ใกล้ชิดกัน
ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์นี้ เมื่อผสานกับการลงทุนที่ต่อเนื่องและวัฒนธรรมการปรับปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง จะช่วยให้อุตสาหกรรมโปรตุเกสสามารถรับมือกับความท้าทายในทศวรรษหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง โดยกุญแจสำคัญคือการรักษาคุณภาพ การสร้างความแตกต่าง และการตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึงการเพิ่มศักยภาพของแรงงานมนุษย์ผ่านเทคโนโลยี แทนที่การมุ่งเน้นการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อทดแทนคนเพียงอย่างเดียว
-------------------------------------------
Source: World Footwear
Image Credits: FAIST and Vapesol