
การคัดค้านและแก้ไขกฎหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation – EUDR)
1. กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงที่จะเลื่อนและตัดลดทอนความเข้มงวดของกฎหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากับคณะกรรมาธิการยุโรปและถูกวิจารณ์ถึงด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม โดยข้อเสนอใหม่นี้รวมถึงการเลื่อนบังคับใช้กฎหมายออกไป 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่และนานกว่านั้นสำหรับรายย่อย พร้อมทั้งลดภาระการยื่นเอกสารตรวจสอบย้อนกลับให้เหลือเฉพาะผู้ประกอบการรายแรกที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาดเท่านั้น เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลเรื่องความยุ่งยากของระบบราชการ
2. อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมากต่อองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) และนักการเมืองบางกลุ่มที่มองว่าเป็นการทำลายกลไกสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศของโลก อีกทั้งยังทำให้สหภาพยุโรปเผชิญกับข้อครหาต่อการผลักดันเป้าหมายสภาพภูมิอากาศบนเวทีโลก ในขณะที่บางบริษัทที่เตรียมความพร้อมไว้แล้วได้เรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม
ในขณะที่มีการประชุมรัฐธรรมนูญกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงที่สร้างความประหลาดใจด้วยการเลื่อนและลดระดับความเข้มงวดของกฎหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นนโยบายเรือธงที่มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบที่มาของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง และเนื้อวัว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ผลิตบนพื้นที่ที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่า
การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) และคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the EU) เกี่ยวกับทิศทางของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าสหภาพยุโรปการลดระดับความเข้มข้นของนโยบายสิ่งแวดล้อม (Green Backpedaling) จากเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่เคยประกาศไว้
รายละเอียดของการปรับปรุงกฎหมายที่เสนอ
ข้อเสนอจากกลุ่มประเทศสมาชิกยุโรป (The Council’s position) มีประเด็นสำคัญที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการขยายเวลาบังคับใช้ เสนอให้เลื่อนการบังคับใช้ออกไป 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ และเลื่อนออกไปนานกว่านั้นสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
1) การลดภาระทางธุรการ เสนอให้ภาระในการยื่นเอกสารตรวจสอบย้อนกลับ (Due diligence) ตกเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการรายแรกที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาดเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการปลายน้ำและผู้ค้าไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารแยกต่างหาก
2) เงื่อนไขการทบทวนกฎหมาย (Review Clause) เพิ่มข้อกำหนดที่เปิดช่องให้มีการตัดลดกฎระเบียบเพิ่มเติมได้ในอนาคตหากพิจารณาว่าจำเป็น
3) แนวคิดจากเยอรมนี ข้อเสนอดังกล่าวได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) แห่งเยอรมนี ที่ต้องการให้กฎหมายนี้ “ปราศจากระบบราชการที่ซับซ้อน” ให้มากที่สุด
ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และก้าวต่อไป
การดำเนินการครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรปบนเวทีโลก โดยเฉพาะในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากถูกมองว่า “ย้อนแย้งต่อหลักการ (Hypocrisy)” จากการเรียกร้องให้ประเทศอื่นเพิ่มเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในขณะที่ตนเองกำลังลดระดับนโยบายของตน
มุมมองจากภาคส่วนต่าง ๆ
ความเห็นต่อการเลื่อนและแก้ไขกฎหมายนี้แตกออกเป็นหลายฝ่ายอย่างชัดเจน
โดยในขั้นตอนต่อไป คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป จะต้องนำข้อเสนอนี้ไปเจรจากับรัฐสภายุโรป (European Parliament) ซึ่งมีกำหนดจะลงมติแสดงจุดยืนของตนเองช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เพื่อหาข้อยุติในขั้นสุดท้าย
-------------------------------------------
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย
อ้างอิง : POLITICO