หน้าแรก / THTI Insight / ความเคลื่อนไหวอุตสาหกรรม / รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ภาษีศุลกากรมาตรา 122 ในอัตรา 10% ตามแผนการทดแทนภาษี IEEPA

รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ภาษีศุลกากรมาตรา 122 ในอัตรา 10% ตามแผนการทดแทนภาษี IEEPA

กลับหน้าหลัก
04.04.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 54

รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ภาษีศุลกากรมาตรา 122 ในอัตรา 10% ตามแผนการทดแทนภาษี IEEPA

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรเพิ่มเติมทั่วโลกในอัตรา 10% โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 (Section 122) แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (หรือ Trade Act of 1974) ภาษีตามมาตรา 122 ชุดใหม่นี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับภาษีภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) เดิม ซึ่งรวมถึงรายการยกเว้นสินค้าที่ใกล้เคียงกัน และการยกเว้นสำหรับสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA)

อย่างไรก็ตาม ภาษีตามมาตรา 122 มีความแตกต่างจากภาษี IEEPA คือจะบังคับใช้ในอัตราเดียวเท่ากันทั่วโลก โดยไม่มีข้อยกเว้นสินค้าเฉพาะรายประเทศ หรือการใช้อัตราภาษีที่แตกต่างกันตามที่เคยเจรจาไว้ในความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Trade - ARTs)

ในขณะที่ภาษีมาตรา 122 เริ่มมีผลบังคับใช้ ภาษีทั้งหมดที่เคยประกาศภายใต้กฎหมาย IEEPA ก็ได้ถูกยกเลิกไปพร้อมกัน การเปลี่ยนผ่านจาก IEEPA มาเป็นมาตรา 122 นี้ ถือเป็นเฟสแรกของแผนการของรัฐบาลทรัมป์ในการทดแทนภาษี IEEPA ด้วยฐานอำนาจทางกฎหมายอื่น หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร

คำสั่งประธานาธิบดีเพื่อยุติการจัดเก็บภาษี IEEPA

ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดี Learning Resources, Inc. v. Trump เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ระบุว่า "ภาษีศุลกากรตามมูลค่าสินค้า (ad valorem) เพิ่มเติมที่เรียกเก็บตามกฎหมาย IEEPA ให้สิ้นผลบังคับใช้ และให้ยุติการจัดเก็บโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" ซึ่งครอบคลุมถึงภาษี IEEPA ที่ไม่ได้อยู่ในการฟ้องร้องโดยตรง เช่น ภาษี 40% ต่อสินค้านำเข้าจากบราซิล และ "ภาษีลำดับรอง" (Secondary Tariffs) ที่เคยขู่จะใช้กับประเทศที่ทำการค้ากับคิวบา เวเนซุเอลา รัสเซีย และอิหร่าน

หน่วยศุลกากรและป้องกันตะเข็บชายแดนสหรัฐฯ (US Customs and Border Protection: CBP) ได้ออกแนวปฏิบัติเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่าจะยุติการจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ทั้งหมดสำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อการบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป

แผนเบื้องต้นในการทดแทนภาษี IEEPA

เจ้าหน้าที่ระดับสูงเตรียมทางเลือกในการใช้ฐานอำนาจกฎหมายอื่นแทนที่ IEEPA ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้สรุปแผนการผ่านสุนทรพจน์และโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยมีมาตรการหลัก 2 ประการดังนี้

1. คำสั่งภาษีตามมาตรา 122 บังคับใช้ภาษีทั่วโลก 10% เป็นมาตรการชั่วคราว (Short-term measure) แม้ว่าประธานาธิบดีจะประกาศผ่าน Truth Social ว่าตั้งใจจะปรับเพิ่มเป็น 15% ในภายหลัง แต่ยังไม่มีคำสั่งทางกฎหมายออกมารองรับการปรับเพิ่มดังกล่าว

2. การไต่สวนตามมาตรา 301 สั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เริ่มการไต่สวนใหม่ตามมาตรา 301 ต่อคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีการออกประกาศอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

กลยุทธ์ 2 ขั้นตอนนี้สะท้อนว่า รัฐบาลใช้มาตรา 122 เพื่อการดำเนินการที่รวดเร็ว (เนื่องจากประกาศใช้ได้ทันทีแต่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน และอัตราสูงสุดไม่เกิน 15%) ในขณะที่ใช้ช่วงเวลา 150 วันนี้เตรียมการออกคำสั่งภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่าทั้งในด้านระยะเวลาและอัตราภาษี

รายละเอียดภาษีมาตรา 122 (อัตรา 10%)

ภาษีใหม่นี้จะเรียกเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีเดิมที่มีอยู่ แต่จะไม่นำไปคำนวณซ้ำซ้อนกับภาษีรายสาขาตามมาตรา 232 โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเงื่อนไขทางกฎหมาย 150 วัน

รายการข้อยกเว้นที่สำคัญ ประกอบด้วย

1) บัญชีแนบท้าย II (Annex II) ยกเว้นสินค้าแร่ธาตุวิกฤต, พลังงาน, ปุ๋ย, สินค้าเกษตรบางชนิด (เนื้อวัว, มะเขือเทศ, ส้ม), ยาและเวชภัณฑ์, เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิป

2) อากาศยานพลเรือน ยกเว้นสำหรับเครื่องบินและชิ้นส่วนทั่วโลก

3) สินค้าภายใต้มาตรา 232 สินค้าที่เสียภาษีเหล็กและอลูมิเนียมตามมาตรา 232 อยู่แล้วจะได้รับยกเว้น

4) สิ่งทอและเครื่องแต่งกายจากประเทศสมาชิกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกากลาง (CAFTA-DR) การนำเข้าสินค้าสิ่งทอและเครื่องแต่งกายจากคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว ที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ CAFTA-DR จะได้รับการยกเว้นจากภาษีตามมาตรา 122

5) สินค้าส่งคืนและผ่านพิธีการพิเศษ (Chapter 98) สินค้าส่งซ่อมหรือปรุงแต่งในต่างประเทศจะเสียภาษีเฉพาะในส่วนของ "มูลค่าที่เพิ่มขึ้น" จากการดำเนินการดังกล่าวเท่านั้น

การไต่สวนตามมาตรา 301 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

USTR ระบุว่ามาตรา 301 จะเป็นกลไกหลักในการจัดการกับคู่ค้าเฉพาะรายประเทศแทนที่ระบบ ARTs เดิม โดยการไต่สวนจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Excess Capacity) การบังคับใช้แรงงาน นโยบายการตั้งราคายา การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีและสินค้าดิจิทัลของสหรัฐฯ ภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Taxes) และมลพิษทางทะเลและการค้าสินค้าประมง

ความเป็นไปได้ในการใช้มาตรา 232 รายอุตสาหกรรม

มีรายงานข่าวว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อาจเริ่มการไต่สวนตามมาตรา 232 (Section 232) เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ สำหรับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น แบตเตอรี่ขนาดใหญ่, อุปกรณ์ท่อประปาเหล็กหล่อ, เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม, อุปกรณ์โทรคมนาคม และอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งหากมีการดำเนินการจริง จะมีการประกาศรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่าน Federal Register ต่อไป

-------------------------------------------

ที่มา : WHITE & CASE 

กฎระเบียบสิ่งทอ, US, Trump, Tariffs, 10%, Section 122, IEEPA, THTI, Fashion Intelligence Unit, FIU, FIU_'69