หน้าแรก / THTI Insight / ข้อมูล นำเข้า-ส่งออก / สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569

สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569

กลับหน้าหลัก
07.04.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 60

สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71* ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569 ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 18.92 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีมูลค่า 6,133.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 7,293.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.95 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้น หักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 3,432.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 14.88 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) รายเดือน พบว่า เดือนกุมภาพันธ์2569 มีมูลค่าลดลงร้อยละ 10.18 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569

 ตารางที่ 1 มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2568 และปี 2569

 ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

สถานการณ์ส่งออก

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในสองเดือนแรกของปีนี้ คือ ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกในอันดับแรก ด้วยสัดส่วนร้อยละ 52.95 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีมูลค่าสูงขึ้นร้อยละ 83.76 โดยราคาทองคำในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมกราคมเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 5,019.53 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (World Gold Council) โดยราคาทองคำยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ด การปรับขึ้นรอบล่าสุดของทองคำได้แรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เนื่องจากการเจรจายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ รวมทั้ง หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาให้ยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แต่ทรัมป์ เปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 เรียกเก็บภาษีร้อยละ 10 แทน และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 15 แต่ยังไม่ระบุวันที่มีผลบังคับใช้ ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 14.23 ตัน

เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เป็นสินค้า ส่งออกในอันดับที่ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.87 ของมูลค่าการ ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม เติบโตขึ้นจากเดิม มีการส่งออกเพียงเล็กน้อยในเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า เกือบ ทั้งหมดเป็นการส่งออกไปยังอินเดีย (ร้อยละ 99.95) รองลงมา ได้แก่ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร โปแลนด์ และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ 5 อันดับแรก โดยสาเหตุหลักมาจากการผู้ค้าทองคำของอินเดียบางรายอาศัยช่องโหว่ในการนำเข้าเครื่องทอง และส่วนประกอบที่ผสมทองคำปริมาณสูง โดยผ่านประเทศที่อินเดียมีข้อตกลงการค้าเสรีก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียได้จำกัดการนำเข้าแพลทินัมและเครื่องประดับแพลทินัมให้เป็นสินค้าควบคุม เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอัตราภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดียเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถทำกำไรจากการขายได้เพิ่มขึ้น 

เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 14.25 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม ขยายตัวได้ร้อยละ 24.15 โดยสินค้าส่งออกหลักคือ เครื่องประดับทอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.67 จากการส่งออกไปยังฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1-5 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.31, ร้อยละ 1.06, ร้อยละ 13.49, ร้อยละ 91.84 และร้อยละ 126.34 ตามลำดับ ส่วนการส่งออก เครื่องประดับเงิน หดตัวลงร้อยละ 3.23 เป็นผลจากจากการส่งออกไปยังอินเดีย ซึ่งเดิมเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ได้ลดลง เหลือมูลค่าเพียง 0.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 40.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลอินเดียได้กำหนดให้การนำเข้า เครื่องประดับเงิน (Plain/Unstudded Silver Jewelry) เป็นบัญชีสินค้าควบคุมผู้นำเข้าต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อ ปกป้องอุตสาหกรรมเครื่องประดับเงินของอินเดีย หลังจากพบการนำเข้าเครื่องประดับเงินจากประเทศไทยในปริมาณมาก ส่วนตลาดทั้ง 5 อันดับแรก อย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี   สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.74, ร้อยละ 17.22, ร้อยละ 31.23, ร้อยละ 16,693.49 และร้อยละ 24.74 ตามลำดับ ขณะที่การส่งออก เครื่องประดับแพลทินัม มีมูลค่าสูงขึ้นร้อยละ 362.26 เนื่องจากการส่งออกไปยังอินเดีย เพิ่มสูงขึ้นจากที่มีการส่งออกเพียงเล็กน้อยในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ตลาดสำคัญอันดับ 2-5 ล้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 296.80, ร้อยละ 85.96, ร้อยละ 265.10 และร้อยละ 251.99 ตามลำดับ

พลอยสี พลอยสีเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 4 มีสัดส่วนร้อยละ 8.40 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทย ปรับตัวลงร้อยละ 5.48 โดยสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้เป็น พลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) ซึ่งลดลงร้อยละ 3.85 มาจากการส่งออกไปยังตลาดอันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา ลดลงร้อยละ 54.88 ส่วนฮ่องกง อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์และเบลเยียม ตลาดอันดับ 1 และ 3-5 ยัง เพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 11.88, ร้อยละ 42.60, ร้อยละ 210.21 และร้อยละ 10.62 ตามลำดับ ส่วน พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน หดตัวลงร้อยละ 17.11 เนื่องจากการส่งออกไปยังฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ที่เป็นตลาดอันดับ 1 และ 2 ได้ลดลงร้อยละ 0.62 และร้อยละ 72.29 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับ 3-5 อย่างอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 360.62, ร้อยละ 120.93 และร้อยละ 91.92 ตามลำดับ

เพชร เป็นสินค้าส่งออกรายการสำคัญในอันดับ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.59 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีมูลค่าลดลงร้อยละ 3.89 โดยมี เพชรเจียระไน เป็นสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ ซึ่งปรับตัวลดลงร้อยละ 3.86 จากการส่งออกไปยังตลาดอันดับ 1 และ 3-5 อย่างฮ่องกง เบลเยียม อิสราเอล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ลดลงร้อยละ 9.96, ร้อยละ 1.05, ร้อยละ 51.73 และร้อยละ 48.39 ตามลำดับ ส่วนอินเดีย ตลาดในอันดับ 2 ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 228.29 

ตารางที่ 2  มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยรายสินค้า ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2568 และปี 2569

 ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569 ลดลงร้อยละ 14.88 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย อันดับ 1 และ 3 อย่างอินเดีย และสหรัฐอเมริกา ลดลงร้อยละ 39.50 และร้อยละ 26.57 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับที่ 2 และ 4-10 อย่างฮ่องกง เยอรมนี อิตาลีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 26.80, ร้อยละ 25.47, ร้อยละ 38.73, ร้อยละ 189.27, ร้อยละ 85.07, ร้อยละ 14.45, ร้อยละ 14.31 และร้อยละ 138.85 ตามลำดับ

มูลค่าการส่งออกไปยัง ฮ่องกง ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้น มาจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน เครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงิน ได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.88, ร้อยละ 81.31 และร้อยละ 53.53 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 9.96 และร้อยละ 0.62 ตามลำดับ 

การส่งออกไปยัง เยอรมนี ขยายตัวได้จากการส่งออก เครื่องประดับเงิน (เป็นสินค้าหลักครองสัดส่วนถึงร้อยละ 67) ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.22 รวมทั้งเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่าและแพลทินัม ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 93.86 และร้อยละ 73.28 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกเครื่องประดับทอง พลอยเนื้อแข็ง และเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 18.62, ร้อยละ 37.64 และร้อยละ 15.96 ตามลำดับ

ขณะที่การส่งออกไป อิตาลี ที่เติบโตได้นั้น เป็นผลจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (ที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 54) รวมทั้งสินค้าสำคัญอื่น ๆ อย่างพลอยเนื้อแข็งและ เนื้ออ่อนเจียระไน เครื่องประดับเงิน และเพชรเจียระไน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.49, ร้อยละ 42.60, ร้อยละ 360.62, ร้อยละ 63.85 และร้อยละ 237.61 ตามลำดับ

ส่วนการส่งออกไปยัง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง ได้เพิ่มขึ้น 91.84 รวมทั้งสินค้าอย่างโลหะเงิน แพลทินัม และพลอย เนื้ออ่อนเจียระไนได้สูงขึ้น ส่วนเพชรเจียระไน และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน หดตัวลงร้อยละ 48.39 และร้อยละ 45.80 ตามลำดับ 

สำหรับการส่งออกไป ญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นผลจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง รวมทั้งสินค้าสำคัญรองมาอย่างเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับแพลทินัม และเครื่องประดับเงิน ได้สูงขึ้นร้อยละ 126.34, ร้อยละ 63, ร้อยละ 85.96 และร้อยละ 91.83 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน ลดลงร้อยละ 18.32

ขณะที่การส่งออกไปยัง สหราชอาณาจักร เติบโตได้ เนื่องมาจากการส่งออกสินค้าสำคัญอย่างเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงิน (ที่มีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 85) ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.72 และร้อยละ 31.23 ตามลำดับ ส่วนเครื่องประดับเทียม และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ปรับตัวลงร้อยละ 14.45 และร้อยละ 57.21 ตามลำดับ

สำหรับการส่งออกไปยัง เบลเยียม ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน เครื่องประดับเทียม และเครื่องประดับทอง ได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.62, ร้อยละ 15.58 และร้อยละ 65.69 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 1.05 และร้อยละ 84.21 ตามลำดับ

ส่วนการส่งออกไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ ที่ขยายตัวได้นั้น จากการส่งออกสินค้าสำคัญอย่างพลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน เครื่องประดับทอง และเพชรเจียระไน ล้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 210.21, ร้อยละ 120.93, ร้อยละ 40.75 และร้อยละ 284.06 ตามลำดับ

การส่งออกไป อินเดีย ที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากปีก่อนหน้าผู้นำเข้าบางรายใช้ช่องโหว่ทางภาษีผ่าน FTA เช่น อาเซียนอินเดีย เพื่อนำเข้าแพลทินัมผสมทองคำในปริมาณมาก ถูกควบคุมโดยภาครัฐ ส่วนสินค้าหลักอย่างเครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ (ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 94) เพิ่มสูงขึ้นจากที่ไม่เคยมีการส่งออกมาก่อนในเดือนเดียวกันของปี ก่อนหน้า เนื่องจากผู้นำเข้าบางรายใช้พิกัดอื่นเพื่อนำเข้าทองคำแทน ส่วนสินค้ารองลงมาอย่างเครื่องประดับแพลทินัมก็เติบโตสูง รวมทั้งเพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็ง และเนื้ออ่อนเจียระไน ล้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 228.29, ร้อยละ 61.27 และร้อยละ 17.78 ตามลำดับ ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับหลายรายการ ได้แก่ โลหะ เงิน ทองคำ แพลทินัม เศษและของที่ใช้ไม่ได้อื่น ๆ ที่มีโลหะมีค่า หรือโลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับแพลทินัม เครื่องทองหรือเครื่องเงินและ ส่วนประกอบของของดังกล่าว และเหรียญกษาปณ์ เนื่องจากต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยการนำเข้าต้องขอใบอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศ DGFT (Directorate General of Foreign Trade) หรือตัวแทนที่ได้รับอนุญาต และควรศึกษารายละเอียดแต่ละพิกัดเพิ่มเติมก่อนนำเข้า บางรายการกำหนดการควบคุมไว้ถึง 30 เมษายน 2569 แต่บาง รายการไม่กำหนดกรอบระยะเวลา

สำหรับการส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกา ซึ่งหดตัวลง จากการส่งออกสินค้าสำคัญอย่างพลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน ได้ลดลงร้อยละ 54.88 และร้อยละ 72.29 ตามลำดับ ส่วนสินค้าสำคัญอื่นอย่างเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงิน (ที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 64) รวมทั้งสินค้าสำคัญอื่น ๆ อย่าง เครื่องประดับเทียม ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 1.06, ร้อยละ 0.74 และ ร้อยละ 25.83 ตามลำดับ

แผนภาพที่ 1 แสดงตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

บทสรุป

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยระหว่าง เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.92 แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เมื่อไม่รวมการส่งออกทองคำ มีมูลค่าลดลงร้อยละ 14.88 และหากพิจารณาถึงมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เมื่อหักออกด้วยมูลค่าการส่งออกทองคำ และมูลค่าสินค้าส่งกลับจากต่างประเทศ พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสุทธิปรับตัวลดลงร้อยละ 16.27 มีรายละเอียดดังตารางที่ 3 โดยสินค้าสำคัญหลายรายการอย่าง เครื่องประดับทอง เครื่องประดับแพลทินัม และเครื่องประดับเทียม ยังเติบโตได้ดี 

ตารางที่ 3 มูลค่าการส่งออกสุทธิของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2568 และปี 2569

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมในช่วงแรกของปี 2569 นั้น พบว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลาย ประเทศเร่งปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับความเสี่ยงระยะยาว ร่วมกับ ปัญหาความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ร่วมกับภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง จากสงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ส่งออกน้ำมันถึงร้อยละ 20 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ส่งออกในสองเดือนแรกของปี 2569 ที่ผ่านมา พบว่า สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังสามารถเติบโตได้ดีในหลายตลาด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่ง สร้าง "ภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน" ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของ วัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และบรรเทาผลกระทบจาก ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ศูนยข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

เมษายน 2569


*พิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ว่าด้วย “ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์”

ภาวะอัญมณี, รายงานวิเคราะห์, อุตสาหกรรม, อัญมณีและเครื่องประดับ, GIT, สถานการณ์, การส่งออก, Export, ปี 2569, สะสม 2 เดือน, มกราคม-กุมภาพันธ์, GIT Information Center