
ประเด็นสำคัญ
1) สหภาพยุโรป (EU) กำลังเร่งแผนการยกเลิกสิทธิ์ยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร โดยผลักดันให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 2 ปี การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาสินค้าราคาถูกที่ไหลทะลักเข้าสู่ยุโรปจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนอย่าง Shein และ Temu ซึ่งพบว่ามีการแจ้งมูลค่าต่ำกว่าจริงเพื่อเลี่ยงภาษี และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
2) เพื่อให้มาตรการนี้เริ่มใช้ได้ทันกำหนดเวลาใหม่ รัฐมนตรีการคลังของ EU ได้ตกลงที่จะใช้ระบบจัดเก็บภาษีแบบชั่วคราวที่เรียบง่าย ก่อนที่ระบบศูนย์ข้อมูลศุลกากรถาวรจะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2571 เป้าหมายหลักคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการภายใน EU และอุดช่องโหว่ที่อนุญาตให้สินค้าคุณภาพต่ำหรือสินค้าที่แจ้งราคาเท็จเข้ามาตีตลาดได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงทางการเมืองในการ “ยกเลิก” กฎเกณฑ์เดิมที่อนุญาตให้สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร สามารถนำเข้าสู่ EU ได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร เพื่อจัดการกับปัญหาการหลั่งไหลเข้ามาของพัสดุราคาถูกจากนอกกลุ่ม EU ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลให้สินค้าทุกชิ้นที่นำเข้าสู่ EU ต้องเสียภาษีศุลกากรตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน
การเร่งรัดกรอบเวลา (จากปี พ.ศ. 2571 เป็น พ.ศ. 2569)
ประเด็นสำคัญที่สุดคือความเร่งด่วนในการบังคับใช้ เดิมทีมาตรการนี้วางแผนไว้ให้เริ่มใช้ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2571 เมื่อระบบศูนย์ข้อมูลศุลกากรของ EU (EU Customs Data Hub) เสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวเพื่อเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้น ดังนี้
1) ข้อร้องจากคณะกรรมาธิการยุโรป โดย นาย Maroš Šefčovič กรรมาธิการด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีการคลังของกลุ่มประเทศสมาชิก โดยเรียกร้องให้เร่งมาตรการนี้ขึ้นมาเป็น “ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569” หรือเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ปี
2) ความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป เนื่องจากสถานการณ์มีความเร่งด่วน รัฐมนตรีการคลังของ EU จึงให้คำมั่นที่จะหา “ทางออกชั่วคราวที่เรียบง่าย” เพื่อเริ่มจัดเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้ให้ได้เร็วที่สุดภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อใช้คั่นเวลาก่อนที่ระบบถาวรจะพร้อมใช้งานในปี พ.ศ. 2571
เหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง
การตัดสินใจเร่งรัดนโยบายนี้มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหลายประการที่เกิดขึ้นจากการยกเว้นภาษีในปัจจุบันสืบเนื่องจาก
ปริมาณพัสดุที่มหาศาล โดยในปี พ.ศ. 2567 พบว่า EU ได้รับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร อย่างเป็นทางการมากกว่า 4 พันล้านชิ้น และจากสถิติปีปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าปริมาณพัสดุเพิ่มสูงขึ้นกว่ายอดรวมของปี พ.ศ. 2567 ทั้งปีแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ถึงช่วงเทศกาล Black Friday หรือคริสต์มาสก็ตาม
การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การยกเว้นภาษีสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ขายนอก EU เหนือผู้ประกอบการภายใน EU รัฐมนตรีการคลังของสวีเดนระบุว่า “การค้าเสรีไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถถล่มตลาดด้วยขยะอะไรก็ได้ที่คุณอยากขาย”
การหลบเลี่ยงภาษีและการแจ้งมูลค่าต่ำกว่าจริง มีการประเมินว่าพัสดุขนาดเล็กที่นำเข้าสู่ EU ถึง 65% มีการแจ้งมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่แจ้งว่ามูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร จริง ๆ แล้วมีมูลค่าสูงกว่านั้น
ปัญหาความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สินค้าจำนวนมากไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ปัจจุบันยังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทนอก EU แยกการขนส่งสินค้าออกเป็นพัสดุย่อย ๆ เพื่อให้มูลค่าต่อชิ้นไม่เกินเกณฑ์ ซึ่งสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
บทบาทของจีนและแพลตฟอร์ม E-commerce
แหล่งที่มาของปัญหา โดยในปี พ.ศ. 2567 พัสดุ E-commerce ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร ถึง 91% มาจากประเทศจีน โดยแพลตฟอร์มที่ถูกเพ่งเล็ง ซึ่งได้รับความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของร้านค้าออนไลน์อย่าง Shein และ Temu เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ ขณะที่ฝรั่งเศสได้ประกาศมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการสำหรับพัสดุขนาดเล็ก และในเดือนนี้ได้ตัดสินใจระงับการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Shein เช่นกัน
และเพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ทันตามกำหนดเวลาใหม่ ทาง EU ได้วางแผนกลไกไว้ 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะชั่วคราว (เริ่มปี พ.ศ. 2569) จะมีการใช้ “ค่าธรรมเนียมศุลกากรแบบชั่วคราวที่เรียบง่าย” (Simplified temporary customs fee) ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงระบบไอทีที่ดีขึ้น เพื่อให้สามารถเริ่มเก็บภาษีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระบบใหญ่ อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเกณฑ์ขั้นต่ำนี้จะสร้างความท้าทายในการกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้ากว่า 5,000 รายการในชั่วข้ามคืน และระยะยาว (เริ่มปี พ.ศ. 2571) ระบบจะสมบูรณ์เมื่อ “EU Customs Data Hub” เริ่มใช้งานได้จริง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถคำนวณและแจ้งหนี้ภาษีได้แบบ “รายชิ้น” (Per-item basis) และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ
ทั้งนี้ นาย Maroš Šefčovič เน้นย้ำว่าหาก EU ไม่สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น จะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายต่อภาคธุรกิจและประชาชนถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว ดังนั้น การยกเลิกการยกเว้นภาษีนี้จึงถือเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่” ในมุมมองของรัฐมนตรีคลังหลายประเทศ เพื่อหยุดยั้งการหาผลประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ โดยการทำงานเพื่อพัฒนาระบบชั่วคราวจะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
-------------------------------------------
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย
อ้างอิง : Council of the EU and the European Council และ POLITICO