
เทรนด์รักษ์โลกพุ่งแรง! ยอดซื้อ "เสื้อผ้ารีไซเคิล" โต 76% เมื่อแบรนด์ดังเริ่ม "ปรับเปลี่ยน" ในการเลือกใช้วัสดุ
ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ดีไซน์ที่สวยงาม แต่ยังมองหา "ความยั่งยืน" ที่อยู่เบื้องหลังเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดปี 2026 จาก A.M. Custom Clothing ผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าเพื่อความยั่งยืนชั้นนำในสหราชอาณาจักร ได้เผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมแฟชั่น เมื่อความต้องการเสื้อผ้ารีไซเคิลพุ่งสูงขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
Searches for “sustainable brands” have increased by more than 50%. Credit: Pada Smith/GettyImages.co.uk
กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมถูกจุดติดอีกครั้งผ่านงานใหญ่อย่าง Fashion Week ทั่วโลก ส่งผลให้ยอดการค้นหาคำว่า “แฟชั่นยั่งยืน” (Sustainable Fashion) บน Google Trends พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยเพิ่มขึ้นถึง 222% ในขณะที่การค้นหาคำว่า “แบรนด์ที่ยั่งยืน” (Sustainable Brands) ก็เติบโตขึ้นกว่า 50% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่กำลังกดดันให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องมีความรับผิดชอบต่อโลกมากขึ้น
แม้ตัวเลขความต้องการวัสดุรีไซเคิลจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริง "ผ้าฝ้ายออร์แกนิก" ยังคงเป็นวัสดุหลักที่แบรนด์เลือกใช้ โดยมีปริมาณการใช้งานสูงกว่าวัสดุรีไซเคิลถึง 7 เท่า เหตุผลหลักมาจากความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการรับรองมาตรฐานสากล เช่น Organic และ Fairtrade ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและเชื่อมั่น
นอกจากเส้นใยรีไซเคิลแล้ว วัสดุทางเลือกที่ทำจากพืชยังมีการเติบโตที่น่าสนใจในช่วงปี 2020–2025 อาทิ ผ้าลินิน (Linen) เติบโตขึ้น 73% รองลงมา ได้แก่ ผ้าวิสโคส (Viscose) เติบโตขึ้น 54% และผ้าไลโอเซลล์ (Lyocell) เติบโตขึ้น 42% ตามลำดับ โดยวัสดุเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้น้ำในการผลิตน้อยกว่า แต่ยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
ความท้าทายของแบรนด์แฟชั่นในปี 2026 คือ การที่วัสดุยั่งยืนต้องไม่ด้อยประสิทธิภาพ โดยคุณ Alex Franklin ผู้ร่วมก่อตั้ง A.M. Custom Clothing ให้ความเห็นว่า แบรนด์ต่าง ๆ กำลังให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (Circularity) มากขึ้น
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของกรรมวิธีการผลิต แต่คือความทนทานและการใช้งานได้จริง เพื่อให้ผู้สวมใส่ใช้งานได้ยาวนานที่สุด แฟชั่นยั่งยืนไม่ใช่การเอาวัสดุหนึ่งมาแทนที่อีกอัน แต่มันคือการเลือกใช้เนื้อผ้าที่ 'ใช่' เพื่อให้ผู้สวมใส่ดูดี รู้สึกดี และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ"
ในขณะที่แรงกดดันด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) บีบให้แบรนด์ต้องถอยห่างจาก Fast Fashion เราจึงได้เห็นการจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น เช่น การเลือกใช้ ผ้าลินิน สำหรับชุดที่เน้นการระบายอากาศ หรือการใช้ โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (RPET) สำหรับชุดกีฬาที่ต้องการความยืดหยุ่นและแห้งไว
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ความสวยงามและความยั่งยืนต้องเดินไปพร้อมกันอย่างสมดุล
-------------------------------------------
Source: JustStyle.com
Photo credit: Pada Smith/GettyImages.co.uk