หน้าแรก / THTI Insight / ข้อมูล นำเข้า-ส่งออก / สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568

สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568

กลับหน้าหลัก
15.01.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 105

สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71* ในเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีมูลค่า 16,929.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 24,754.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.97 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้น หักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 12,853.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 49.17 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) รายเดือน พบว่า เดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 59.18 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2568

 ตารางที่ 1 มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568

 ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

สถานการณ์การส่งออก

ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 1 มีสัดส่วนร้อยละ 48.07 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.16 โดยราคาทองคำในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นจากตุลาคม เดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 4,082.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (World Gold Council) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง โดยมีปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายประการที่ส่งผลให้ราคาทองพุ่งทะยานขึ้นในช่วงนี้มาจากภาวะชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องจากเดือนก่อน แม้เบื้องต้นจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อผลักดันร่างกฎหมายยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นวงกว้างและกระทบความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เป็นปัจจัยหนุนให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่กองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 5.08 ตัน

เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 25.17 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.06 โดยสินค้า ส่งออกหลักคือ เครื่องประดับทอง ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.24 มาจากการส่งออกไปตลาดอันดับ 2-5 อย่างฮ่องกง สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิตาลี ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.99, ร้อยละ 53.61, ร้อยละ 69.85 และร้อยละ 13.44 ตามลำดับ ขณะที่ตลาดอันดับแรก คือ สหรัฐอเมริกา ลดลงร้อยละ 3.23 ส่วนการส่งออก เครื่องประดับเงิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.32 เนื่องจากการส่งออกไปยังอินเดีย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นตลาดสำคัญใน 4 อันดับแรก ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 170.75, ร้อยละ 9.03, ร้อยละ 6.83 และ ร้อยละ 4.49 ตามลำดับ ส่วนตลาดในอันดับ 5 คือ ออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ 7.06 ขณะที่การส่งออก เครื่องประดับแพลทินัม เติบโตได้ร้อยละ 712.28 เป็นผลจากการส่งออกไปยังอินเดียที่เป็นตลาดหลักได้เพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งมีการส่งออกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ค้าทองคำของอินเดียบางรายอาศัยช่องโหว่ในการนำเข้าเครื่องประดับแพลทินัมที่ผสมทองคำในปริมาณสูงโดยผ่านประเทศที่อินเดียมีข้อตกลงการค้าเสรี ทั้งนี้ อินเดียจำกัดการนำเข้าเครื่องประดับแพลทินัม ผู้นำเข้าต้องขอใบอนุญาตก่อน นำเข้าสินค้าจากกรมการค้าต่างประเทศ (DGFT) ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ขณะที่การส่งออกไปตลาดอันดับ 2-3 และ 5 ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหราชอาณาจักร ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.82, ร้อยละ 30.93 และร้อยละ 206.48 ตามลำดับ ส่วนตลาดในอันดับที่ 4 อย่างสหรัฐอเมริกา ลดลงร้อยละ 34.90

แพลทินัม เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.97 เพิ่มขึ้นจากการส่งออกสะสมไปยังอินเดียในสามเดือนแรกที่สูงถึงสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากพิจารณาเฉพาะเดือนพฤศจิกายน พบว่า ไม่มีการส่งออกไปยังอินเดีย เนื่องจาก รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการควบคุมโลหะแพลทินัมตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ทั้งนี้ การส่งออกแพลทินัมไปอินเดียนั้น เป็นผลจากช่องว่างของคำนิยามแพลทินัมที่เปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์ที่มีแพลทินัมอย่างน้อยร้อยละ 2 เป็นสินค้าแพลทินัม โดยเป็นการ เลี่ยงการจ่ายภาษีที่สูงกว่าหากนำเข้าเป็นทองคำ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี โดยร้อยละ 99.29 เป็นการส่งออกไปยังอินเดีย

พลอยสี เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 8.24 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.63 โดยสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ เป็น พลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) ขยายตัวได้ร้อยละ 8.81 เป็นผลจากการส่งออกไปยังฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอิตาลี ที่เป็นตลาดสำคัญอันดับ 1 และ 3-5 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.35, ร้อยละ 25.43, ร้อยละ 26.77 และร้อยละ 7.70 ตามลำดับ ขณะที่ตลาดอันดับที่ 2 คือ สหรัฐอเมริกา ลดลงร้อยละ 8.28 ส่วน พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน หดตัวลงร้อยละ 14.42 มาจากการส่งออกไปยังตลาดอันดับ 1-2 และ 5 คือ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และอิตาลี ได้ลดลงร้อยละ 17.73, ร้อยละ 2.76 และร้อยละ 17.59 ตามลำดับ ส่วนตลาด อันดับ 3-4 อย่างสวิตเซอร์แลนด์ และอินเดีย ยังเพิ่มขึ้นได้ ร้อยละ 9.22 และร้อยละ 1.07 ตามลำดับ

เพชร เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.56 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีมูลค่าลดลงร้อยละ 22.86 โดยมี เพชรเจียระไน เป็นสินค้า ส่งออกหลักในหมวดนี้ ซึ่งมีมูลค่าลดลงร้อยละ 23.13 เนื่องจากการส่งออกไปตลาดสำคัญในอันดับ 1-3 และ 5 ได้แก่ ฮ่องกง อินเดีย เบลเยียม และอิสราเอล ได้ลดลงร้อยละ 10.70, ร้อยละ 44.48, ร้อยละ 48.71 และร้อยละ 24.83 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับ 4 อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 24.34  

ตารางที่ 2  มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยรายสินค้าในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2567 และปี 2568

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ในอันดับ 1-2, และ 4-9 ได้แก่ อินเดีย ฮ่องกง เยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อิตาลี ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 496.96, ร้อยละ 3.43, ร้อยละ 9.13, ร้อยละ 35.02, ร้อยละ 90.38, ร้อยละ 6.94, ร้อยละ 16.09 และร้อยละ 0.11 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับที่ 3 และ 10 อย่างสหรัฐอเมริก และเบลเยียม ลดลงร้อยละ 0.29 และร้อยละ 20.37 ตามลำดับ

การส่งออกไปยัง อินเดีย ยังคงเพิ่มขึ้นได้ จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างแพลทินัม* (ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 56) รวมทั้งสินค้าสำคัญรองลงมาอย่างเครื่องประดับเงิน พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 170.75, ร้อยละ 11.59 และร้อยละ 1.07 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน ลดลงร้อยละ 44.48 นอกจากนี้ มีการส่งออกเครื่องประดับแพลทินัมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการส่งออกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีผู้ค้าทองคำของอินเดียบางรายอาศัยช่องโหว่ในการนำเข้าเครื่องประดับแพลทินัมที่ผสม ทองคำในปริมาณมาก โดยผ่านประเทศที่อินเดียมีข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อหาประโยชน์จากความแตกต่างของภาษีศุลกากร ทั้งนี้ ทางการอินเดียได้ออกข้อบังคับการนำเข้าเครื่องประดับแพลทินัมแล้วตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568

* การส่งออกแพลทินัมไปอินเดียนั้น เป็นผลจากช่องว่างของคำนิยามแพลทินัมที่เปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์ที่มีแพลทินัมอย่างน้อยร้อยละ 2 เป็นสินค้าแพลทินัม โดยเป็นการเลี่ยงการจ่ายภาษีที่สูงกว่าหากนำเข้าเป็นทองคำ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการควบคุมโลหะแพลทินัมตั้งแต่ ช่วงเดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นมา

มูลค่าการส่งออกไป ฮ่องกง ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น มาจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน รวมทั้งสินค้ารองมาทั้งเครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเงิน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.35, ร้อยละ 6.99 และร้อยละ 18.19 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไนและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 10.70 และร้อยละ 17.73 ตามลำดับ

สำหรับการส่งออกไป เยอรมนี ที่เติบโตได้ เป็นผลจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับเงิน (ที่มีสัดส่วนร้อยละ 73) รวมทั้งสินค้าสำคัญอย่างเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเทียม และพลอยเนื้อแข็ง เจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.83, ร้อยละ 22.14, ร้อยละ 1.07, ร้อยละ 9.69 และร้อยละ 22.38 ตามลำดับ ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 12.73

ส่วนการส่งออกไปยัง สหราชอาณาจักร ซึ่งขยายตัวได้นั้น เนื่องจากส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (มีสัดส่วนร้อยละ 54) ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.61 รวมทั้งสินค้าสำคัญอื่น ๆ อย่างเครื่องประดับเงิน เพชรเจียระไน อัญมณีสังเคราะห์ และเครื่องประดับแพลทินัม ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.49, ร้อยละ 8.26, ร้อยละ 1,856.21 และร้อยละ 206.48 ตามลำดับ ส่วนเครื่องประดับเทียม ลดลงร้อยละ 14.84

ขณะที่การส่งออกไป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 58) รวมทั้งเพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็ง และเนื้ออ่อนเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.85, ร้อยละ 24.34, ร้อยละ 139.79 และร้อยละ 39.39 ตามลำดับ

การส่งออกไปยัง อิตาลี มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (มีสัดส่วนร้อยละ 63) รวมทั้งสินค้าสำคัญอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.44 และร้อยละ 7.70 ตามลำดับ ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพชรเจียระไน และเครื่องประดับเงิน หดตัวลงร้อยละ 17.59, ร้อยละ 5.71 และร้อยละ 3.34 ตามลำดับ

ขณะที่การส่งออกไป ญี่ปุ่น ขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่างเครื่องประดับทอง เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับแพลทินัม และเครื่องประดับเงิน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.35, ร้อยละ 83.73, ร้อยละ 30.82 และร้อยละ 20.82 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไนและพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลดลงร้อยละ 33.15 และร้อยละ 27.75 ตามลำดับ

สำหรับการส่งออกไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ ยังเพิ่มขึ้นได้ เป็นผลจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างพลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 25.43 และร้อยละ 9.22 ตามลำดับ ส่วนสินค้ารองมาอย่างเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเทียม และเพชรเจียระไน หดตัวลงร้อยละ 23.08, ร้อยละ 25.78 และร้อยละ 52.46 ตามลำดับ

การส่งออกไป สหรัฐอเมริกา ปรับตัวลดลง จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง และสินค้ารองมาอย่าง พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน ได้ลดลงร้อยละ 3.23, ร้อยละ 8.28 และร้อยละ 2.76 ตามลำดับ ส่วนเครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับเทียม ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 9.03 และ ร้อยละ 31.08 ตามลำดับ

ส่วนการส่งออกไป เบลเยียม มีมูลค่าลดลง เนื่องมาจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเพชรเจียระไน (ที่มีสัดส่วนร้อยละ 29) ของทำด้วยไข่มุก และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ได้ ลดลงร้อยละ 48.71, ร้อยละ 21.09 และร้อยละ 16.06 ตามลำดับ ส่วนสินค้าสำคัญอย่างเครื่องประดับเทียม พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และเครื่องประดับทอง ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 34.02, ร้อยละ 21.86 และร้อยละ 35.36 ตามลำดับ 

แผนภาพที่ 1 ตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

บทสรุป

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยระหว่าง เดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.22 แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เมื่อไม่รวมการส่งออกทองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 49.17 หากพิจารณาถึงมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย หักออกด้วยมูลค่าการส่งออกทองคำและมูลค่าสินค้าส่งกลับจากต่างประเทศ พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสุทธิขยายตัวได้ร้อยละ 53.56 มีรายละเอียดดังตารางที่ 3 โดยสินค้าสำคัญหลายรายการอย่าง เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับแพลทินัม พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และเครื่องประดับเทียม ยังเติบโตได้ดี

ตารางที่ 3 มูลค่าการส่งออกสุทธิของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2567 และปี 2568

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 นั้น พบว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศผ่อนคลายลง หลังสหรัฐฯ-จีน และหลายประเทศบรรลุข้อตกลงร่วมกัน โดยความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อจากหลายประเทศเศรษฐกิจยังมีต่อเนื่อง รวมทั้งต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และระดับภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จัดเก็บที่ใกล้เคียงกับภูมิภาคแต่ต่ำกว่าจีน และอินเดีย ทว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั่วโลก (PMI) ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับลดลง 0.2 มาอยู่ที่ระดับ 52.7 รวมทั้ง การชัตดาวน์ในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำสถิติยาวนานที่สุดถึง 43 วัน แม้ได้บรรลุข้อตกลงเพื่อผลักดันร่างกฎหมายยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลและจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่กลับมาทำงานในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นวงกว้างและกระทบความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ทั้งนี้ IMF ประเมินว่า ผลของมาตรการภาษี ของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในหลายภูมิภาค ร่วมกับความเปราะบางจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค

ทั้งนี้ พัฒนาการของเอไอที่เข้ามามีบทบาทแทบทุกมิติของธุรกิจ ผู้ประกอบการไม่ควรมองเอไอเป็นเพียงเครื่องมือ ทดแทนมนุษย์ แต่ควรใช้เป็น “ตัวเสริม” เพื่อสนับสนุนงานหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การบริหารซัพพลายเชน หรือการสื่อสารขั้นต้น ขณะที่บทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริโภคในสินค้าที่มีความซับซ้อน ความเสี่ยงสูง และมีมูลค่าสูง เช่น อัญมณีและเครื่องประดับมิได้ตั้งอยู่บนเหตุผลด้านคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับอารมณ์ ความเชื่อมั่น และความรู้สึกมั่นใจในตัวตนของแบรนด์ดังนั้น ความเป็นมนุษย์และตัวตนของแบรนด์ (Human-Centricity) จึงไม่ใช่เพียงองค์ประกอบด้านภาพลักษณ์ หากแต่เป็น “จิตวิญญาณ” ที่ผู้ประกอบการไม่อาจละเลยได้ หากต้องการสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนในการแข่งขันบนเวทีโลก

ศูนยข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มกราคม 2569

 

*พิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ว่าด้วย “ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์”

 

 

 
 

ภาวะอัญมณี, รายงานวิเคราะห์, อุตสาหกรรม, อัญมณีและเครื่องประดับ, GIT, สถานการณ์, การส่งออก, Export, ปี 2568, สะสม 11 เดือน, มกราคม-พฤศจิกายน, GIT Information Center