
สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568
การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71* ในเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568 เติบโตได้ร้อยละ 70.01 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีมูลค่า 9,298.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่15,808.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.09 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้น หักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 8,186.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 60.50 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) รายเดือน พบว่า เดือนกรกฎาคม 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.07 เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568
ตารางที่ 1 มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2567 และปี 2568
ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
สถานการณ์การส่งออก
ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 1 มีสัดส่วนร้อยละ 48.22 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 81.56 โดยราคาทองคำในเดือนกรกฎาคมลดลงจากมิถุนายนเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 3,338.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (World Gold Council) ลดลงครั้งแรกหลังจากเพิ่มขึ้น ติดต่อกันหกเดือน โดยราคาทองคำปรับลดลงเล็กน้อยจากสถานการณ์สงครามการค้ายังอยู่ในช่วงเจรจาและไม่มีเหตุปัจจัยใหม่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีท่าทีผ่อนคลายเป็นปัจจัยกดดันต่อความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยให้ลดลง ขณะที่กองทุน SPDR Gold ซื้อทองคำสุทธิต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.55 ตัน
เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 2 ด้วย สัดส่วนร้อยละ 20.23 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.20 โดยสินค้าส่งออกหลักคือ เครื่องประดับทอง ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.19 จากการส่งออกไปยังตลาดหลักใน 5 อันดับแรก อย่างสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิตาลี ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.31, ร้อยละ 8.78, ร้อยละ 63.54, ร้อยละ 17.45 และร้อยละ 8.46 ตามลำดับ ส่วนการส่งออก เครื่องประดับเงิน เติบโตได้ร้อยละ 38.52 เป็นผลจากการส่งออกไปยังอินเดีย สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ตลาดสำคัญในอันดับ 1-3 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 207.57, ร้อยละ 18.99 และร้อยละ 4.16 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกไปตลาดอันดับ 4-5 ทั้งสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ 5.38 และร้อยละ 2.33 ตามลำดับ ขณะที่การส่งออก เครื่องประดับแพลทินัม ขยายตัวร้อยละ 65.50 มาจากการส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั้ง 5 อันดับแรก อย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.12, ร้อยละ 23.77, ร้อยละ 78.59, ร้อยละ 316.52 และร้อยละ 340.28 ตามลำดับ
แพลทินัม เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.56 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสะสมไปยังอินเดียในสามเดือนแรกที่สูงถึงสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากพิจารณา เฉพาะเดือนกรกฎาคมพบว่าไม่มีการส่งออกไปยังอินเดีย เนื่องจากรัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการควบคุมโลหะแพลทินัมตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ทั้งนี้ การส่งออกแพลทินัมไปอินเดียนั้น เป็นผลจากช่องว่างของคำนิยามแพลทินัมที่เปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์ที่มีแพลทินัมอย่างน้อยร้อยละ 2 เป็นสินค้าแพลทินัมได้โดยเป็นการเลี่ยงการจ่ายภาษีที่สูงกว่าหากนำเข้าเป็นทองคำ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี โดยร้อยละ 99.58 เป็นการส่งออกไปยังอินเดีย
พลอยสี เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 8.04 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 โดยสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ เป็น พลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) เติบโตได้ร้อยละ 6.83 เนื่องมาจากการส่งออกไปยังฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอิตาลี ตลาดสำคัญทั้ง 5 อันดับแรกได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.37, ร้อยละ 8.34, ร้อยละ 15.96, ร้อยละ 35.28 และร้อยละ 1.20 ตามลำดับ ส่วน พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ปรับตัวลดลงร้อยละ 7.08 จากการส่งออกไปยังตลาดอันดับที่ 1, 3 และ 5 อย่างฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ได้ลดลงร้อยละ 18.63, ร้อยละ 10.78 และร้อยละ 15.74 ตามลำดับ ส่วนสหรัฐอเมริกาและอินเดีย ตลาดอันดับ 2 และ 4 ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.41 และ ร้อยละ 10.26 ตามลำดับ
เพชร เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.32 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย หดตัวลงร้อยละ 29.14 โดยมี เพชรเจียระไน เป็นสินค้าส่งออก หลักในหมวดนี้ ซึ่งลดลงร้อยละ 28.77 มาจากการส่งออกไปยังฮ่องกง เบลเยียม อินเดีย และอิสราเอล ตลาดสำคัญในอันดับ 1- 3 และ 5 ลดลงร้อยละ 16.52, ร้อยละ 50.51, ร้อยละ 67.91 และร้อยละ 13.74 ตามลำดับ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 41.55
ตารางที่ 2 มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยรายสินค้า ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2567 และปี 2568
ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ในอันดับ 1-5 และ 7-9 อย่าง อินเดีย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และอิตาลี ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 676.61, ร้อยละ 1.61, ร้อยละ 13.62, ร้อยละ 12.60, ร้อยละ 37.57, ร้อยละ 30.50, ร้อยละ 26.43 และร้อยละ 0.14 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับที่ 6 และ 10 อย่างสวิตเซอร์แลนด์และ เบลเยียม ลดลงร้อยละ 9.64 และร้อยละ 21.55 ตามลำดับ
มูลค่าการส่งออกไปยัง อินเดีย เติบโตได้ดีจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างแพลทินัม (ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 79) เพิ่มขึ้นจากที่ไม่เคยมีการส่งออกมาก่อนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมทั้งสินค้าสำคัญรองลงมาอย่างเครื่องประดับเงิน พลอย เนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 207.57, ร้อยละ 7.25 และร้อยละ 10.20 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน ลดลงร้อยละ 67.91
การส่งออกไป ฮ่องกง ที่ขยายตัวได้นั้น เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน รวมทั้งสินค้ารองมาทั้งเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.37, ร้อยละ 8.78 และร้อยละ 5.50 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไนและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 16.52 และร้อยละ 18.62 ตามลำดับ
สำหรับการส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกา ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่างเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน และเครื่องประดับเทียม ล้วนแล้วแต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.31, ร้อยละ 18.99, ร้อยละ 8.34, ร้อยละ 26.40 และร้อยละ 20.21 ตามลำดับ
ขณะที่การส่งออกไปยัง เยอรมนี ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับเงิน (ที่มีสัดส่วนร้อยละ 72) รวมทั้งสินค้าสำคัญอย่างเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับเทียม และพลอยเนื้อแข็ง เจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.15, ร้อยละ 80.71, ร้อยละ 17.02 และร้อยละ 20.16 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกเครื่องประดับทองและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 1.21 และร้อยละ 22.41 ตามลำดับ
การส่งออกไป สหราชอาณาจักร ซึ่งเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (มีสัดส่วนร้อยละ 55) ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.54 รวมทั้งสินค้าสำคัญอื่น ๆ อย่างเพชรเจียระไน เครื่องประดับแพลทินัม พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อน เจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.11, ร้อยละ 315.95, ร้อยละ 0.41 และร้อยละ 80.02 ตามลำดับ ส่วนเครื่องประดับเงิน ลดลงร้อยละ 5.38
ส่วนการส่งออกไปยัง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เติบโตเพิ่มขึ้นนั้น จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (ที่มีสัดส่วนร้อยละ 60) รวมทั้งเพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็งและ เนื้ออ่อนเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.45, ร้อยละ 41.56, ร้อยละ 17.45 และร้อยละ 27.68 ตามลำดับ
มูลค่าการส่งออกไป ญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่างเครื่องประดับทองเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับแพลทินัม และเครื่องประดับเงิน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.83, ร้อยละ 68.35, ร้อยละ 52.13 และร้อยละ 9.87 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน ลดลงร้อยละ 33.87
การส่งออกไปยัง อิตาลี ที่ขยายตัวได้เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (มีสัดส่วนร้อยละ 59) พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และเพชรเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.46, ร้อยละ 1.19 และร้อยละ 6.70 ตามลำดับ ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เครื่องประดับเทียม และเครื่องประดับเงิน ลดลงร้อยละ 15.74, ร้อยละ 1.51 และร้อยละ 10.92 ตามลำดับ
ส่วนการส่งออกไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ หดตัวลงจากการส่งออกสินค้าสำคัญอย่างเครื่องประดับทอง พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เครื่องประดับเทียม และเพชรเจียระไน ได้ลดลงร้อยละ 29.15, ร้อยละ 10.78, ร้อยละ 13.26 และ ร้อยละ 42.49 ตามลำดับ ส่วนสินค้าหลักอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ยังเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 15.96
สำหรับการส่งออกไป เบลเยียม ซึ่งปรับตัวลดลงนั้น มาจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเพชรเจียระไน (มีสัดส่วนร้อยละ 29) และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ได้ลดลงร้อยละ 50.51 และร้อยละ 9.10 ตามลำดับ ส่วนสินค้าสำคัญอย่างเครื่องประดับเทียม พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และเครื่องประดับทอง ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.27, ร้อยละ 29.61, ร้อยละ 48.02 ตามลำดับ
แผนภาพที่ 1 แผนภาพแสดงตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
บทสรุป
การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยระหว่าง เดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 70.01 แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เมื่อไม่รวมการส่งออกทองคำ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.50 และหากพิจารณาถึงมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เมื่อหักออกด้วยมูลค่าการส่งออกทองคำ และมูลค่าสินค้าส่งกลับจากต่างประเทศ พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสุทธิขยายตัวได้ร้อยละ 66.97 มีรายละเอียดดังตารางที่ 3 โดยสินค้าสำคัญหลายรายการอย่าง เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับแพลทินัม พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และเครื่องประดับเทียมเติบโตได้ดี
ตารางที่ 3 มูลค่าการส่งออกสุทธิของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2567 และปี 2568
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 นั้น ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจาก นโยบายการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย IMF ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP โลกปี 2568 ขึ้นเป็นร้อยละ 3.0 จากร้อยละ 2.8 ในเดือนเมษายน และปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 3.1 สะท้อนผลของแรงส่งในช่วงครึ่งปีแรกจากการเร่งนำเข้าล่วงหน้า ก่อนมาตรการภาษีศุลกากรใหม่จะมีผลบังคับใช้รวมถึงนโยบาย การเงินที่ผ่อนคลาย การอ่อนค่าของดอลลาร์ และนโยบายการคลังที่ขยายตัวในหลายประเทศ เป็นปัจจัยบวกให้ปรับประมาณการเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ความเสี่ยงทางการคลังของประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส จีน และบราซิล ที่มีหนี้สาธารณะสูง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นผลกระทบสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ส่งออกใน 7 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังขยายตัวได้จากการเพิ่มคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าในช่วงก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้จะเริ่มมีผล โดยหลังจากการบรรลุข้อตกลงทางภาษีจากร้อยละ 36 ลงมาเหลือร้อยละ 19 ทำให้สินค้าหมวด 71 ของไทย ยังรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเน้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาคอลเลกชันใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการใช้พลอยสี เช่น อะความารีนสีฟ้าอ่อน มอร์กาไนต์สีชมพูนวล หรือเพอริดอตสีเขียวอ่อน มาประดับในเครื่องประดับที่มีการผสมผสานระหว่างทองคำ เงิน และทองชมพู ซึ่งสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป การพัฒนาแบรนด์ของตัวเองให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยใช้จุดแข็งทางด้านงานฝีมือและความเชี่ยวชาญในการเจียระไนพลอยที่สั่งสมมายาวนาน ผนวกกับการเล่าเรื่องผ่านมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่เข้มข้น เช่น ลวดลายไทยประเพณี หรือความหมายเชิงสัญลักษณ์ของพลอย แต่ละชนิดในความเชื่อของไทย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องประดับธรรมดา ขณะเดียวกันการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลด้วยการใช้แพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซและการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยี และการเรียนรู้การใช้งานเอไอ จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ศูนยข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
กันยายน 2568
*พิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ว่าด้วย “ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์”