
ถ้าเทียบกับสินค้ามือสองทั่วไปแล้ว เช่น เสื้อ, กางเกง, กระเป๋า, รองเท้า สำหรับตลาดในไทยแล้ว “เนกไท” ดูจะเป็นไอเทมที่ถูกหยิบนำกลับมา Reuse ใช้ใหม่น้อยที่สุด ในขณะที่กลับมีเหลืออยู่มากมายในตลาดเสื้อผ้ามือสอง
ด้วยจุดนี้เอง จึงทำให้ “บูม-คมิก วาจาเจริญกิจ” หนุ่มอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบรนด์ re.bout ที่มักชอบหยิบจับสินค้ามือสองที่มีในท้องตลาดนำกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ใช้ได้ใหม่อีกครั้ง ได้ตัดสินใจทดลองนำเนกไท ไอเทมที่เคยโดนเมินนี้ กลับมาดัดแปลง ครีเอทให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นรูปแบบใหม่ที่สามารถใช้ได้ง่ายขึ้น ปลุกกระแสให้กลายเป็นไอเทมฮิตอีกครั้ง ผู้คนนำกลับมาใช้มากขึ้น ร้านค้าต่าง ๆ นำมาผลิตเป็นสินค้าใหม่ ช่วยลดปริมาณขยะเนกไทถูกทิ้งให้ฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จากสินค้าที่ไม่มีใครเห็นค่า
บูม เล่าว่าเรียนจบมาทางด้านแฟชั่นดีไซน์ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยทำงานตรงสายสักครั้ง เพราะกลัวความกดดันในการทำงาน จึงใช้ชีวิตทำงานอย่างอื่นมาตลอด เช่น เป็นเชฟเบเกอรี่, อินฟลูเอนเซอร์ ทุกอย่างไปได้ดี แต่คิดว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ชอบและทำให้มีความสุขได้ทุกวัน จึงกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกครั้ง และตัดสินใจเริ่มทำแบรนด์เล็กๆ ของตัวเองขึ้นมา โดยใช้ความรู้ด้านการออกแบบและแฟชั่นที่ได้เรียนมา แปรรูปสินค้ามือสองต่าง ๆ ที่มีในท้องตลาดให้นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง
“ที่ผ่านมาเรากลัวมาตลอด เรารู้ว่าถ้าไม่มีเงินมากพอที่จะทำแบรนด์ตัวเอง การทำงานในสายนี้ก็เป็นได้แค่ลูกน้องให้เขาโขกสับ ซึ่งเราไม่ชอบ ที่ผ่านมาก็เลยพยายามหลีกไปอย่างอื่น ซึ่งก็ไปได้ดี แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้ต้องเลิกไป จนเราได้กลับมาถามตัวเองอีกครั้ง นั่งทบทวนสิ่งที่จะทำต่อไป จนคิดได้ว่าเรายังไม่เคยนำความรู้ที่มีอยู่ออกมาใช้จริงๆ ก็เลยตัดสินใจทำแบรนด์ขึ้นมา โดยเริ่มจากนำสินค้ามือสองต่างๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เหตุผลที่เลือกทำจากสินค้ามือสองก่อน ส่วนหนึ่งอาจมาจากนิสัยของที่บ้าน เวลามีอะไรพัง แม่กับอาอี๊ จะไม่ทิ้งเลย จะหาวิธีซ่อมให้ใช้ได้ก่อน เราเลยติดมา อีกส่วนก็มาจากเสน่ห์ของสินค้ามือสองที่มีต้นทุนถูกและก็มีความหลากหลายมาก เวลาเอามาทำงาน ทำให้ไม่เบื่อง่าย มีโจทย์ใหม่ให้คิดได้เรื่อย ๆ ก็เลยชอบ
“ตอนแรกเราเริ่มจากทำของตกแต่งบ้านก่อน เช่น เอาแผ่นเสียงที่ไม่ใช้แล้วมาหลอม ดัด ให้เป็นคลื่น เพื่อวางตกแต่งบนชั้นวาง และก็เริ่มขยับไปเป็นสินค้าแฟชั่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า แต่ก็รู้สึกว่ามีคนทำเยอะแล้ว จนวันหนึ่งเลยลองไปหาไอเดียเพิ่มที่ตึกแดง หลังสวนจตุจักร ก็ไปเจอกับร้านเนกไทมือสองร้านหนึ่ง เราเห็นว่าสภาพยังดีอยู่เลย แต่น่าเสียดาย เพราะคนไม่ค่อยนำมาใช้กัน มันน่าจะถูกนำมาสร้างมูลค่าให้ใช้งานได้อีกครั้ง เลยลองซื้อมาครั้งแรก 16-20 เส้น และก็ลองเอามาประดับตกแต่งใหม่ และโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏว่ามีคนชอบ มีคนสนใจ ก็เลยลองพัฒนามาเรื่อย ๆ”
โดยหากถ้าเทียบกับสินค้ามือสองทั่วไป เช่น เสื้อ, กางเกง, กระเป๋า, รองเท้า บูมเล่าว่าเนกไทจะเป็นไอเทมที่ถูกนึกถึงหรือหยิบนำมาใช้น้อยที่สุด ยิ่งบวกกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่หากไม่ใช่สังคมออฟฟิศ หรืองานที่เป็นทางการมาก ก็แทบจะไม่มีใครนำหยิบมาใช้เลย จึงทำให้เขาอยากนำกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นที่สนใจอีกครั้ง
3 งานรวมเป็นหนึ่ง : อัพไซเคิล - คราฟต์ – D.I.Y
บูมเล่าถึงเนกไทตัวแรกที่ทำจะเป็นเวอร์ชั่นเส้นตรงธรรมดา โดยนำมาประดับตกแต่งด้วยเข็มกลัดรูปแบบต่าง ๆ แต่เนื่องจากต้องสั่งนำเข้าวัตถุดิบจากเมืองนอก ทำให้ต้องใช้เวลานาน เขาจึงคิดรูปแบบเวอร์ชั่นที่ 2 ขึ้นมา โดยนำมาดัดแปลงทำเป็นเนกไทผูกโบว์สำเร็จรูป และร้อยประดับด้วยลูกปัดสีต่าง ๆ จนกลายเป็นสินค้าซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลายคลิปกลายเป็นไวรัล
“ตอนนี้เรียกว่า ถ้านึกถึง ‘เนกไทผูกโบว์’ ใคร ๆ ก็นึกถึงเรา จนกลายเป็นสินค้าซิกเนเจอร์ของแบรนด์และฮีโร่โปรดักต์ที่ขายดีของเราไปแล้ว เราได้ไอเดียนี้มาจากการคิดวิธีแก้ปัญหาจากที่ทำเวอร์ชั่นแรกที่จะทำได้ต้องรออะไหล่จากเมืองนอกนาน ก็เลยคิดว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เราสามารถทำได้เอง ใช้เวลาแค่ 2-3 วัน ก็ขายได้แล้ว เลยลองมองหาวิธีใช้เนกไทว่าเขามีใช้ในรูปแบบไหนกันอีกบ้าง จนมาเจออีกวิธี คือ นำมาผูกโบว์ เรามองว่าน่าสนใจดี ยังไม่ค่อยทำ ก็เลยทดลองทำเป็นเนกไทผูกโบว์สำเร็จรูป จากนั้นหาลูกปัดมาร้อยตกแต่ง พอเป็นเวอร์ชั่นนี้ คนชอบกันเยอะเลย ล่าสุดเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราผลิตไปเกือบเป็นพันเส้น แทบไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนเลย จนทุกวันนี้เราแทบไม่มีงานที่ทำออกมารอขายเลย ส่วนใหญ่ยังเป็นงานพรีออร์เดอร์ ทุกเส้นมีเจ้าของหมดแล้ว รูปแบบงานของเราเลยรวมหลายอย่างไว้ในเส้นเดียวกัน ทั้ง D.I.Y , อัพไซเคิล, คราฟต์ ทุกอย่างอยู่ในนี้หมด”
โดยอธิบายขั้นตอนการทำงานว่า หลังจากคัดเลือกเนกไทที่จะนำมาใช้งานได้แล้ว ก็จะนำไปซักมือ เพื่อทำความสะอาด จากนั้นนำมารีด, เย็บผูกโบว์ และประดับตกแต่ง โดยแต่ละขั้นตอนจะทำพร้อมกันทีละหลายเส้น ล็อตหนึ่งประมาณ 20-30 เส้น กว่าทำเสร็จแต่ละเส้นจึงต้องใช้เวลานาน โดยลูกค้าที่เข้ามาซื้อ มีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่น ไปจนถึงวัยเกษียณ ส่วนใหญ่จะซื้อไปเพื่อใช้ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น ไปงานปาร์ตี้, ไปเที่ยวต่างประเทศ, งานอีเวนต์ต่าง ๆ
“เส้นหนึ่งจริง ๆ กว่าจะได้ต้องใช้เวลานาน ต้องมีขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมใช้งาน ซึ่งเนกไทเป็นสินค้าที่บอบบางมาก ซักเครื่องไม่ได้ ไม่งั้นฟอร์มเขาจะหัก ถ้าบิดนิดเดียว คือ ใช้ไม่ได้แล้ว รีดก็ไม่หาย แล้วก็ต้องคุยกับลูกค้าอีกว่าเขาอยากได้แบบไหน บางคนก็จะบอกมาเลยว่าอยากได้โทนสีประมาณนี้นะ ช่วยหาให้หน่อย บางทีก็ให้เราช่วยออกแบบให้ว่าถ้าจะใช้ในโอกาสนี้ควรจะเป็นโทนสีประมาณไหน รูปแบบประมาณไหน พอได้โจทย์จากลูกค้าเราก็ต้องลองมาขึ้นแบบให้ดูอีกทีว่าประมาณนี้ได้ไหม แล้วถึงจะลงมือทำ ดังนั้นต่อเส้นเกือบจะใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เลยด้วยซ้ำ บางทีมีคำสั่งพิเศษมา เช่น อยากให้ลองทำธีมแฮรี่พอตเตอร์ เราก็ต้องไปคิดมาอีก หรืออย่างลูกค้าบางคนส่งเนกไทของคุณพ่อที่เพิ่งเสียมาให้ บอกให้ช่วยแต่งให้หน่อย เขาจะเอามาใส่เพื่อระลึกถึงคุณพ่อ เราก็ตั้งใจทำให้อย่างเต็มที่ มันมีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น เหมือนเราไม่ได้ขายแค่สินค้าอย่างเดียว แต่มันมีคุณค่ากว่านั้น”
โดยเนกไทต่อเส้นจะอยู่ที่ราคาเริ่มต้น 790 บาท - 950 บาท หากมีคำสั่งพิเศษเพิ่มขึ้นมา ก็บวกเพิ่มขึ้นไปอีกหน่อย เฉลี่ยยอดขายต่อเดือน คือ ไม่ต่ำกว่า 500 เส้น ล่าสุดเดือนเมษายนที่ผ่านมาขายไปได้เกือบพันเส้นอย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้วเลยทีเดียว
กระตุ้นตลาดเนกไทมือสองบูม
บูมเล่าว่าจากการสังเกตไม่เพียงแต่ผู้บริโภคเท่านั้นที่หันมานิยมใช้เนกไท เพื่อการแต่งตัวมากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดเนกไทมือสองคึกคักมากขึ้นด้วย เริ่มมีการนำไปต่อยอดเป็นรูปแบบต่าง ๆ ให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้มากขึ้น
“อยู่ดี ๆ ก็มีร้านเนกไทมือสอง ทักบอกว่าตอนนี้กระแสเนกไทมือสองขายดีขึ้นมากๆ เลย เขาคิดว่าน่าจะมาจากเราหลังจากที่ลงคลิปไป ก็เลยทักมาถามว่าเผื่อสนใจจะเหมาสินค้าของเขาไปขาย หรือดีลซื้อกันต่อเนื่องยาวๆ เลยไหม ตอนแรกก็งงๆ เพราะเราก็เคยซื้อเขามาไม่เส้นแอง แต่พอเขาอธิบายให้ฟัง ก็เข้าใจ เขาบอกว่าตอนนี้มีลูกค้าซื้อไปใช้เองเยอะขึ้น พ่อค้าแม่ค้าก็มาซื้อเอาไปทำสินค้าขายต่อ เขาเลยมาถามว่าถ้าเผื่อสนใจ ก็จะได้หาเส้นสวย ๆ มาไว้ให้ เพราะเขาเชื่อว่ามาจากเรา
“พอรู้แบบนั้นก็ดีใจนะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงกระเพื่อม หรือจุดกระแสให้เนกไทที่เคยเป็นสินค้าถูกทิ้ง คนไม่ค่อยนำกลับมาใช้ ได้กลายเป็นไอเทมที่คนสนใจอีกครั้ง และก็สร้างรายได้เพิ่มให้กับพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ ด้วย ผมมองว่าก็เป็นเรื่องดีนะ เพราะขยะเสื้อผ้าในธุรกิจฟาสต์แฟชั่นตอนนี้มีขึ้นเยอะมากๆ จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรใหม่ทุกครั้งก็ได้ แค่ลองนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลง ประยุกต์ให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง เพราะสินค้าแฟชั่นแต่ละตัวมันมี Cycle ให้วนกลับมานิยมใช้ได้อีกครั้งอยู่แล้ว เหมือนตอนนี้ที่คนหันมานิยมใช้เนกไทกันมากขึ้น ทั้งสินค้ามือสองและสินค้าใหม่ มองว่าก็น่าจะมาจากเหตุผลนี้ด้วยเหมือนกัน”
สำหรับอนาคตต่อไป บูมมองไว้ว่าอยากลองขยายสินค้าอื่นเพิ่มเติมไปด้วย โดยยังคงเน้นคอนเซปต์การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว มาผสมรวมกับงาน D.I.Y และงานคราฟต์ ไปจนถึงอาจมีสินค้าใหม่บ้าง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ได้ชอบใช้สินค้ามือสอง แต่ยังไงก็จะไม่ทิ้งงานอัพไซเคิลที่ทำอยู่แน่นอน โดยเขาได้ฝากแง่คิดสำหรับการนำสิ่งที่มีอยู่ กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งว่า
“จริงๆ สินค้าแฟชั่นที่มีอยู่บนโลกใบนี้มันเพียงพอแล้วกับการใช้งาน เราเพียงแค่นำมาดัดแปลง ประยุกต์ใช้ใหม่ เพราะจริง ๆ แล้วคุณค่าของสิ่งของไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาที่ตั้ง บางทีของราคาเป็นหมื่น แต่ปีหนึ่งใช้ครั้งเดียว มันก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไร เทียบกับของราคาไม่กี่ร้อย แต่ใช้ทุกวัน หรือทุกครั้งที่ได้ใช้รู้สึกว่ามีความสุข มูลค่ามันก็เกิด ส่วนหนึ่งที่ขยะแฟชั่นเกิดขึ้นบนโลกนี้เยอะ ก็เพราะคนไม่ได้มองเห็นมูลค่าจริงๆ แค่ตกเทรนด์ก็ทิ้งละ ไปซื้อของใหม่ ไปบริจาค แต่ถ้าเราให้ความสำคัญมากขึ้น ของทุกชิ้นสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เสมอ บางครั้งอาจจะไม่ใช่รูปแบบเดิม แต่เป็นรูปแบบใหม่ก็ได้ เหมือนเนกไทที่เราทำอยู่ แค่ลองมองมันออกไปให้ไกลกว่าเดิม ไม่ติดอยู่แค่ในกรอบ มันอาจให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าเดิม อาจทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นสำหรับร้านค้า หรือฝั่งผู้บริโภคอาจทำให้เรามีของใหม่ ๆ ใช้ที่ประยุกต์มาจากของเดิม โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้” บูมกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้
-------------------------------------------
ที่มา : SME THAILAND CLUB
Text : Surangrak Su.
Photo : Sunun Lorsomsab
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี