
Aditya Birla Group กับความสำเร็จบนเวทีโลก - การบูรณาการนวัตกรรมและเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ผู้นำการผลิตเส้นใยเซลลูโลสในระดับสากล
Aditya Birla Group ก้าวสู่การเป็นผู้นำในฐานะผู้ผลิต Man-made Cellulosic Fibre: MMCF รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ซึ่งความสำเร็จอันโดดเด่นนี้มีรากฐานสำคัญจากการยึดมั่นในวินัยการบริหารทุนที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ พร้อมด้วยการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการแนวดิ่ง หรือการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ (วัตถุดิบ) ไปจนถึงปลายน้ำ (สินค้าสำเร็จรูป) อย่างเต็มรูปแบบ และการมุ่งเน้นขับเคลื่อนพันธกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม
โดยมี Birla Cellulose ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือ Grasim Industries ทำหน้าที่กำกับดูแลสายงานธุรกิจเยื่อกระดาษและเส้นใย ปัจจุบันมีเครือข่ายฐานการผลิตรวม 12 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนาขั้นสูง 5 แห่ง กระจายตัวอยู่ใน 6 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้มีกำลังการผลิตเส้นใย MMCF ทั้งหมด สูงถึงประมาณ 1.25 ล้านตันต่อปี
การขยายขนาดธุรกิจและการบูรณาการโครงสร้าง
Birla Cellulose[1] เริ่มสร้างรากฐานความได้เปรียบเชิงขนาด (Scale) จากโรงงานผลิตเพียงแห่งเดียวที่มีกำลังการผลิต 5,000 ตัน ณ เมืองนัคดา ประเทศอินเดีย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเส้นใยเซลลูโลสของกลุ่มบริษัทในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จากการขยายฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีการขยายตัวสู่โรงงาน 4 แห่งในอินเดียภายใต้การดำเนินงานของ Grasim พร้อมทั้งการจัดตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ จนมีกำลังการผลิตรวมทั่วโลกสูงถึง 1.25 ล้านตันในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ธุรกิจยังคงรักษาโครงสร้างการดำเนินงานแบบ บูรณาการตามแนวดิ่ง (Vertical Integration) โดยควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการป่าไม้ การผลิตเยื่อไม้เกรดละลายน้ำ (Dissolving-grade wood pulp) การผลิตสารเคมีหลักที่จำเป็น ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งกลยุทธ์การควบคุมห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจรนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน
ในมิติของการจัดอันดับความสามารถทางอุตสาหกรรม Birla Cellulose ครองตำแหน่งผู้ผลิตเส้นใย Man-made Cellulosic Fibre: MMCF รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก หากพิจารณาจากปริมาณการผลิต โดยแม้จะมีสัดส่วนรองจากผู้นำตลาดเพียงรายเดียว แต่มีระดับการดำเนินงานที่ทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่นในระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Benchmarks) ในระดับสูง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะดังกล่าว โดย Birla Cellulose ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งในรายงาน Hot Button Report ขององค์กร Canopy ติดต่อกันหลายครั้ง ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการคุ้มครองอันเข้มงวดในการรักษาพื้นที่ป่าดั้งเดิมซึ่งมีระบบนิเวศซับซ้อนและมีอายุยาวนาน และพื้นที่ป่าที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทำลาย ความโปร่งใสในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบไม้ ตลอดจนความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาเส้นใย “ยุคใหม่” (Next-generation fibres) ที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิล ซึ่งตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
ฐานการผลิตส่วนใหญ่ของ Birla Cellulose มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตระบบปิด (Closed-loop) และระบบกึ่งปิด (Closed-loop-lite) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการดักจับและหมุนเวียนสารละลายกลับมาใช้ใหม่ อันเป็นกลไกสำคัญในการลดปริมาณการปล่อยน้ำเสียและมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการผลิตเส้นใยวิสโคสในรูปแบบดั้งเดิม
ตัวอย่างความสำเร็จที่สำคัญคือการพัฒนาเส้นใย Liva Reviva ซึ่งเกิดจากการบูรณาการนวัตกรรมโดยการนำเศษขยะสิ่งทอจากกระบวนการก่อนการบริโภค (Pre-consumer textile waste) ในสัดส่วนร้อยละ 30 มาผสมผสานกับเยื่อไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์กรพิทักษ์ป่าไม้ (FSC) นวัตกรรมดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะสิ่งทอที่จะถูกนำไปฝังกลบได้ถึงร้อยละ 15–30 แล้ว ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพและคุณสมบัติทางกายภาพตามมาตรฐานของเส้นใยวิสโคสทุกประการ
นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทาน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังได้รับการออกแบบให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ผ่านแพลตฟอร์ม GreenTrack™ ของบริษัท พร้อมทั้งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Recycled Claim Standard (RCS) และดัชนีชี้วัด Higg Index ซึ่งช่วยให้แบรนด์พันธมิตรสามารถเข้าถึงดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ตรวจสอบได้ในเชิงปริมาณ ตั้งแต่แหล่งกำเนิดของเส้นใยจนถึงปลายทางของผลิตภัณฑ์
พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ของ Birla Cellulose ครอบคลุมตั้งแต่เส้นใยวิสโคสมาตรฐาน (Standard Viscose), โมดัล (Modal), ไมโครโมดัล (Micro-modal) ไปจนถึงเส้นใยสมรรถนะสูงชนิดพิเศษ (Specialised Performance Variants) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นชั้นนำ (Fast-fashion), ผู้ผลิตรองเท้าระดับพรีเมียม, แบรนด์ชุดกีฬา ตลอดจนผู้ผลิตสิ่งทอสำหรับที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังได้สร้างความโดดเด่นผ่านตราสินค้า “Liva” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง (Consumer-facing Label) โดยนำเสนอทั้งในรูปแบบผ้าผืนสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของใช้ส่วนตัว (Personal Care) แนวทางดังกล่าวถือเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างการผลิตเส้นใยจาก "ต้นน้ำ" เข้ากับเซกเมนต์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ใน "ปลายน้ำ" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การดำเนินงานแบบคู่ขนาน (Dual-track Approach) นี้เอง ที่ช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถขยายอิทธิพลครอบคลุมทั้งในมิติของการตัดสินใจเลือกใช้วัตถุดิบในระดับองค์กร (B2B) และการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคขั้นสุดท้าย (End-user) ต่อการเลือกใช้เครื่องแต่งกายที่เน้นความยั่งยืนไปพร้อมกัน
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา Birla Cellulose ได้เดินหน้าขยายกำลังการผลิตในรูปแบบการขยายจากฐานการผลิตเดิม (Brownfield Expansion) อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการที่โดดเด่นที่สุดคือการเพิ่มขีดความสามารถการผลิตอีก 219,000 ตัน ณ โรงงานวิลัยยัต (Vilayat) ในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเส้นใยวิสโคสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากด้านปริมาณแล้ว กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อมุ่งเน้นนวัตกรรมการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Lower-carbon processes) การเพิ่มอัตราการหมุนเวียนทรัพยากรในกระบวนการผลิต และการพัฒนาเส้นใยจากวัตถุดิบผสม (Blended-feedstock fibres) โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลและลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากไม้ใหม่ (Non-virgin wood) ในระยะยาว
การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เหล่านี้สอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับพันธสัญญาด้านการลดคาร์บอน (Decarbonisation Pledges) ของอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก อีกทั้งยังถูกออกแบบมาเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของ Aditya Birla Group ให้โดดเด่นทั้งในด้านปริมาณการผลิตและมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
หมายเหตุ : [1]Birla Cellulose ซึ่งเป็นธุรกิจเยื่อกระดาษและเส้นใยของ Aditya Birla Group และเป็นบริษัทในเครือของ Grasim Industries ถือเป็นผู้ผลิตเส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์ชั้นนำที่มุ่งเน้นความยั่งยืน เส้นใยจากธรรมชาติของบริษัทมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนตามธรรมชาติและป่าไม้ที่ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน
Birla Cellulose ดำเนินการโรงงานเยื่อและเส้นใย 12 แห่งทั่วโลก ซึ่งนำกระบวนการการดึงเอาวัสดุที่ใช้แล้วกลับสู่กระบวนการรีไซเคิลเป็นวัสดุเดิมที่พร้อมใช้งานใหม่อีกครั้งและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพต่อสิ่งแวดล้อมในการรีไซเคิลวัตถุดิบและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ Birla Cellulose มีโรงงานผลิตเยื่อและเส้นใย รวมถึงสำนักงานการตลาดในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สวีเดน ตุรกี บังกลาเทศ จีน ไทย และอินโดนีเซีย โดยมีสำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย
ศูนย์วิจัยขั้นสูงระดับโลกทั้ง 5 ศูนย์พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัยและหน่วยงานโรงงานต้นแบบ สินค้านวัตกรรมรุ่นใหม่ อาทิ Livaeco by Birla Cellulose, Liva Reviva, Birla Excel และ Birla Spunshades ได้รับการออกแบบด้วยคุณสมบัติที่ยั่งยืนเหนือระดับ
ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นและกว้างยิ่งขึ้น Birla Cellulose ร่วมมืออย่างแข็งแกร่งกับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าและทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรต่าง ๆ เช่น Canopy, Sustainable Apparel Coalition (SAC), Zero Discharge of Hazardous Chemicals (ZDHC), Changing Markets Foundation, Textile Exchange, Fashion for Good และอื่น ๆ อีกมากมายเพื่อเรียนรู้และนำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการดำเนินงานทั่วโลกและทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานมาใช้อย่างต่อเนื่อง เส้นใยของ Birla Cellulose มีการนำไปใช้งานในหลากหลายกลุ่ม อาทิ สิ่งทอ เครื่องตกแต่งภายในบ้าน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการถักทอ และสิ่งทอเทคนิค เป็นต้น
-----------------------------------------
ที่มา : TexSPACE Today และ Aditya Birla