
รายงานล่าสุดจากดัชนีความตึงเครียดทางธุรกิจของยุโรปโดย Weil (WEDI) เผยว่า ภาคการค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบสภาวะวิกฤตทางการเงินรุนแรงที่สุดในภูมิภาค
Corporate distress remains above the long-run average in Q1 2026 and, notably, is already higher than before the 2022 Ukraine war energy crisis. Credit: Dani Ber/Shutterstock.
รายงาน WEDI ชี้ว่า ธุรกิจยุโรปเปราะบางเกินรับมือ หลังเผชิญมรสุมภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงานรอบใหม่
รายงานฉบับล่าสุดจาก Weil European Distress Index (WEDI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดล่วงหน้าที่ทั่วโลกจับตามองเพื่อประเมินสภาวะตึงเครียดทางการเงินและความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ระบุว่า บรรดาบริษัทในยุโรปได้ก้าวเข้าสู่ระลอกความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตการณ์ตลาดพลังงานครั้งล่าสุด ในสภาวะที่พื้นฐานทางธุรกิจเดิมมีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว
ในไตรมาสแรกของปี 2026 ดัชนีความตึงเครียดทางการเงินของภาคธุรกิจยังคงอยู่เหนือค่าเฉลี่ยสะสมระยะยาว และมีระดับความรุนแรงสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตพลังงานปี 2022 ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากต้องรับมือกับสภาวะต้นทุนบีบคั้นรอบใหม่จากจุดเริ่มต้นที่เสียเปรียบและเปราะบางกว่าเดิม
แม้จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในระดับไตรมาส แต่ภาคค้าปลีกยังคงเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในยุโรป โดยดัชนีความตึงเครียดพุ่งสูงกว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด และหากประเมินแบบย้อนหลัง 6 เดือน จะพบว่าสถานการณ์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 ปัจจัยด้านกำไรเป็นแรงกดดันหลักจากค่าจ้างที่สูงขึ้น สวนทางกับอุปสงค์ที่ชะลอตัว ส่งผลให้เซกเตอร์นี้มีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นใหม่
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบสภาวะตึงเครียดเป็นอันดับ 2 โดยมีความกดดันเพิ่มขึ้นในไตรมาสล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของระเบียบการค้าโลก บริษัทจำนวนมากเริ่มชะลอการใช้จ่ายด้านทุนเพื่อรับมือกับอุปสงค์ที่ลดลง ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง คาดว่าจะซ้ำเติมให้ความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจถดถอยลงไปอีก
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค เยอรมนี ยังคงรั้งตำแหน่งตลาดที่มีสภาวะตึงเครียดสูงสุดในภูมิภาคยุโรป โดยมีปัจจัยกดดันด้านสภาพคล่องและกำไรเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่แนวโน้มการล้มละลายสะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่ยังคงเปราะบาง แม้เศรษฐกิจมหภาคจะเริ่มมีสัญญาณบวก แต่ความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเยอรมนีกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของต้นทุนและราคาพลังงาน
สภาวะตึงเครียดในภาคธุรกิจของ ฝรั่งเศส ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี 2026 ส่งผลให้ฝรั่งเศสก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่ประสบปัญหาหนักเป็นอันดับสองในยุโรป และเป็นประเทศที่สะท้อนภาพการถดถอยได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องและกำไรท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูง แต่อุปสงค์กลับอ่อนแรงลง ซึ่งการที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แผ่วลง ยิ่งตอกย้ำว่าฝรั่งเศสเผชิญกับมรสุมความผันผวนรอบนี้ในสภาวะที่เปราะบางอย่างยิ่ง
สหราชอาณาจักร ติดอันดับสามของตลาดที่ประสบสภาวะตึงเครียดสูงสุดในยุโรป โดยเผชิญแรงกดดันทั้งในมิติของสภาพคล่องและกำไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบางและการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษซึ่งล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% เนื่องด้วยความกังวลด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน หากการปรับลดดอกเบี้ยต้องล่าช้าออกไป ธุรกิจที่ขาดอำนาจในการตั้งราคาและพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศจะตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากยิ่งขึ้น
ดัชนีดังกล่าวยังคงเป็นเครื่องมือชี้วัดระดับสากลที่สะท้อนถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ โดยให้มุมมองเชิงรุกต่อสภาวะกดดันในภาคธุรกิจของยุโรป ด้วยระดับความตึงเครียดที่พุ่งสูงเกินกว่าช่วงก่อนวิกฤตพลังงานปี 2022 ยิ่งตอกย้ำว่าเหล่าผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจรอบใหม่ในสภาวะที่รากฐานทางการเงินอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
โจทย์สำคัญที่ต้องจับตาคือความรวดเร็วในการก่อตัวของแรงกดดันเหล่านี้ หากราคาพลังงานและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย ฐานะทางการเงินของบริษัทที่เปราะบางอยู่แล้วจะยิ่งถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด โดยเฉพาะในเซกเตอร์ที่พึ่งพาพลังงานและอุปสงค์จากผู้บริโภค ความเสี่ยงในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงแค่การเผชิญกับปัจจัยลบใหม่ แต่คือการที่ปัจจัยเหล่านั้นจะเข้ามาเร่งปฏิกิริยาต่อรอยร้าวเดิมที่มีอยู่ให้ลุกลามเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญ "พื้นที่รับแรงกระแทกที่ลดน้อยลง" กับ "ความเร็วของวิกฤตระลอกใหม่"
คุณแอนดรูว์ วิลกินสัน หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปรับโครงสร้างหนี้ (Co-Head of Restructuring) ประจำสำนักงานลอนดอนของ Weil กล่าวว่า “สิ่งที่น่าตกใจในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงแค่สภาวะตึงเครียดทางการเงินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แต่คือ 'ตำแหน่งแห่งที่' ของเราในวงจรเศรษฐกิจปัจจุบัน ภาคธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความผันผวนรอบใหม่ในสภาวะที่ถูกกดดันอย่างหนักอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่า 'พื้นที่ว่างสำหรับรองรับแรงกระแทก' (Room to absorb shocks) ของบริษัทต่าง ๆ แทบจะไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ความเสี่ยงสำคัญที่เราต้องจับตามองคือ 'ฝีเท้า' หรือความเร็วของวิกฤต หากราคาพลังงานยังคงทรงตัวในระดับสูงและความเชื่อมั่นทางธุรกิจยังคงถดถอย เราอาจได้เห็นสภาวะวิกฤตก่อตัวรวดเร็วกว่าวงจรเศรษฐกิจครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทที่ตัดสินใจชะลอการลงทุนไปก่อนหน้านี้ หรือกลุ่มธุรกิจที่มีส่วนต่างกำไรค่อนข้างบาง”
ขณะที่ คุณนีล เดวานีย์ หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปรับโครงสร้างหนี้ (Co-Head of Restructuring) ประจำสำนักงานลอนดอนของ Weil กล่าวเสริมว่า “ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าไม่ใช่เพียงแค่ว่าใครอยู่อันดับต้น ๆ ของตารางวิกฤต แต่คือ 'การก่อตัวของภาวะตึงเครียดภายใต้ผิวน้ำ' ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป เราเริ่มเห็นแรงกดดันที่กัดเซาะภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับสัญญาณเตือนระยะแรกที่ปรากฏในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และพลังงาน
สิ่งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มเหล่านี้คือ 'เซกเตอร์ที่มีความสำคัญเชิงระบบ' และต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล หากสภาวะตึงเครียดในภาคส่วนเหล่านี้ยังคงก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ มันจะบ่งชี้ถึง 'วงจรวิกฤตที่แผ่ซ่านและฝังรากลึก' ซึ่งไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่กลุ่มธุรกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้บริโภคอีกต่อไป”
-------------------------------------------
Source: JustStyle.com
Photo credit: Dani Ber/Shutterstock