
KEY POINTS
1) ภาคการผลิตของกลุ่มยูโรโซนกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางปี 2022 เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยประเทศกรีซและสเปนเป็นผู้นำในการเติบโต ในขณะที่เยอรมนีแม้จะยังหดตัวแต่ก็มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการหดตัวในอัตราที่ช้าลง
2) ในทางกลับกัน ภาคการผลิตในเอเชียส่วนใหญ่ (ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน) ประสบภาวะหดตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์และการแข่งขันจากสินค้าจีน มีเพียงอินเดียที่เติบโตสวนกระแสอย่างโดดเด่นที่สุดในรอบ 17 ปี ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจจีนยังคงมีความขัดแย้งกันระหว่างผลสำรวจของภาครัฐและเอกชน
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างภาคการผลิตในยุโรปที่เริ่มกลับมาขยายตัว กับภาคการผลิตในเอเชียที่กำลังหดตัวลง ท่ามกลางผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
การฟื้นตัวของภาคการผลิตในยุโรป (Euro Zone)
นับเป็นสัญญาณบวกครั้งแรกในรอบหลายปีสำหรับกลุ่มยูโรโซน กิจกรรมโรงงานในยูโรโซนมีการขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 การฟื้นตัวนี้ขับเคลื่อนโดย “อุปสงค์ภายในประเทศ” ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing Purchasing Managers’ Index: PMI) ของยูโรโซน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 50.7 ในเดือนสิงหาคม (จาก 49.8 ในเดือนกรกฎาคม) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี และทะลุระดับ 50.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์แบ่งระหว่างการเติบโตกับการหดตัว
ประเทศกรีซและสเปนเป็นผู้นำในการเติบโตของภาคการผลิตในภูมิภาคนี้ ส่วนเยอรมนี (ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม) แม้ว่าภาคการผลิตจะยังคงหดตัว แต่ก็เป็นการหดตัวในอัตราที่ช้าลง โดยดัชนีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 38 เดือน และเกือบจะแตะระดับ 50 สิ่งนี้สร้างความหวังให้กับเศรษฐกิจเยอรมันที่หดตัวลง 0.3% ในไตรมาสก่อนหน้าอันเนื่องมาจากความต้องการที่ลดลงจากคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐฯ
Cyrus de la Rubia หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Hamburg Commercial Bank ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวนี้เป็นของจริงแต่ยังคงเปราะบาง ระดับสินค้าคงคลังลดลง และยอดคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ยังคงได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน เขาแนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับภาษีของสหรัฐฯ คือการสร้างความเข้มแข็งให้อุปสงค์ภายในประเทศ
สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงกรอบการค้าเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม แต่จนถึงขณะนี้มีการบังคับใช้เพียงแค่ภาษีพื้นฐานที่ 15% เท่านั้น
ส่วนสหราชอาณาจักร (ที่อยู่นอกสหภาพยุโรป) ภาคการผลิตประสบภาวะถดถอยอีกครั้งในเดือนสิงหาคม หลังจากที่มีสัญญาณการฟื้นตัวก่อนหน้านี้ สาเหตุมาจากความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าและการปรับขึ้นภาษีภายในประเทศ
วิกฤตภาคการผลิตในเอเชีย
ในทางตรงกันข้ามกับยุโรป ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ต่างเผชิญกับการหดตัวของกิจกรรมการผลิตในเดือนสิงหาคม ซึ่งภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายจากการกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” (Double-whammy) เพราะนอกจากจะเจอภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นแล้ว ยังต้องเจอกับการแข่งขันจากสินค้าส่งออกราคาถูกของจีนอีกด้วย
1. ญี่ปุ่น ดัชนี PMI ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 49.7 ในเดือนสิงหาคม (ต่ำกว่าเกณฑ์ 50 เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน) แม้จะดีขึ้นเล็กน้อยจาก 48.9 ในเดือนกรกฎาคม
2. เกาหลีใต้ กิจกรรมโรงงานหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยดัชนี PMI อยู่ที่ 48.3
แม้ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะมีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แต่ก็ทำได้เพียงผ่อนคลายแรงกดดันบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้ขจัดปัญหาทั้งหมดสำหรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก Toru Nishihama นักเศรษฐศาสตร์จาก Dai-ichi Life Research Institute คาดการณ์ว่าผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ จะรุนแรงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น ไทยและเกาหลีใต้ จะมีความเปราะบางเป็นพิเศษ
สัญญาณที่สับสนในประเทศจีน
สถานการณ์ในจีนมีความขัดแย้งกันของข้อมูล ระหว่างผลสำรวจของภาคเอกชนและภาครัฐ ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
1. ผลสำรวจเอกชน: ดัชนี PMI ภาคการผลิตของ RatingDog China (จัดทำโดย S&P Global) พลิกกลับมาขยายตัวอย่างเหนือความคาดหมายที่ระดับ 50.5 ในเดือนสิงหาคม
2. ผลสำรวจทางการ: ข้อมูลจากทางการจีนกลับระบุว่ากิจกรรมการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า
3. สถานะสงครามการค้า: ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขยายระยะเวลา “พักรบ” ทางภาษี (Tariff truce) กับจีนออกไปอีก 90 วัน โดยระงับการขึ้นภาษีอัตราเลขสามหลักออกไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน
อินเดีย ดาวรุ่งที่เติบโตสวนกระแส
อินเดียกลายเป็นข้อยกเว้นที่โดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างมาก เศรษฐกิจอินเดียเติบโตถึง 7.8% ในไตรมาสล่าสุด ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก กิจกรรมภาคการผลิตในเดือนสิงหาคมขยายตัวด้วยอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 17 ปี ทำสถิติใหม่สูงสุด อย่างไรก็ตาม แม้จะเติบโตได้ดี แต่มีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลทรัมป์มีแผนจะตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50% สำหรับสินค้าจากอินเดีย เช่น เสื้อผ้า อัญมณี และเครื่องประดับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตในไตรมาสถัดไป
โดยสรุป ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของยุโรปที่ขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อภายในประเทศ ในขณะที่เอเชีย (ยกเว้นอินเดีย) กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากสงครามการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าผลกระทบนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
-------------------------------------------
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ประจำกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และ reuters.com