หน้าแรก / THTI Insight / ข่าวรายวัน / ผู้เชี่ยวชาญฟันธง ศาลมีแนวโน้มสูงยกเลิก 'ภาษีทรัมป์' เปิดทางสหรัฐงัดภาษีอื่นกดดันคู่ค้า

ผู้เชี่ยวชาญฟันธง ศาลมีแนวโน้มสูงยกเลิก 'ภาษีทรัมป์' เปิดทางสหรัฐงัดภาษีอื่นกดดันคู่ค้า

กลับหน้าหลัก
14.01.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 75

ผู้เชี่ยวชาญฟันธง ศาลมีแนวโน้มสูงยกเลิก 'ภาษีทรัมป์' เปิดทางสหรัฐงัดภาษีอื่นกดดันคู่ค้า

KEY POINTS

1) ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะมีคำสั่งยกเลิก "ภาษีทรัมป์" ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA)

2) หากศาลสั่งยกเลิก รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น หนี้สาธารณะสูงขึ้น

3) แม้ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิก สหรัฐฯ ยังสามารถใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 232 และมาตรา 301 เพื่อตั้งกำแพงภาษีหรือใช้มาตรการกดดันประเทศคู่ค้าต่อไปได้

โลกการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีกำหนดประกาศคำตัดสินในวันที่ 14 มกราคม 2569 (ตามเวลาในสหรัฐ) ต่อคดีสำคัญที่ท้าทายอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีสั่งเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในอัตราตั้งแต่ 10–50% โดยอ้างอำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568

มาตรการดังกล่าวถูกวิพากษ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก ต้นทุนภาคธุรกิจ ผู้นำเข้าสหรัฐ รวมถึงค่าครองชีพของชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง

หากศาลตัดสินว่าการใช้ IEEPA เพื่อเก็บภาษีศุลกากรเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ผลลัพธ์อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนทางนโยบายครั้งใหญ่ ทั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีที่จัดเก็บไปแล้วกว่า 1.3–1.5 แสนล้านดอลลาร์ การเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐคืนหรือชดเชยเงินภาษีแก่ผู้นำเข้าและภาคธุรกิจ รวมถึงแรงกระแทกทางการเมืองที่อาจย้อนกลับมาสู่รัฐบาลทรัมป์ในสายตาชาวอเมริกันและประชาคมโลก

คำตัดสินครั้งนี้จึงไม่เพียงชี้ขาดคดีความทางกฎหมาย แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบการค้าโลก และเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของสหรัฐในฐานะผู้นำเศรษฐกิจโลก โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชน ผู้ส่งออกเตรียมออกมาให้ความเห็นอย่างเข้มข้นหลังคำตัดสินถูกเปิดเผย

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เชื่อว่าศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการเก็บภาษีทั้งหมด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อใช้เก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA

ทั้งนี้หากมีการยกเลิก รัฐบาลสหรัฐจะต้องคืนเงินภาษีหลายแสนล้านดอลลาร์ให้ผู้ประกอบการ และอาจต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชย ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐสูงขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาษีตามกฎหมาย IEEPA จะถูกยกเลิก แต่ทรัมป์อาจเลี่ยงไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น มาตรา 232 หรือมาตรา 301

โดยมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ถูกมองว่ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ หลังผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายนี้เคยถูกใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียม โดยไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% และสูงถึง 50% สำหรับสินค้าบางรายการ และสามารถขยายไปยังสินค้าเฉพาะกลุ่มอื่นได้ แต่ไม่สามารถใช้แบบครอบจักรวาลเหมือนภาษีตอบโต้

ขณะที่มาตรา 301 แห่ง Trade Act of 1974 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่าใช้การค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ โดยมาตรการตอบโต้รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้า การจำกัดหรือห้ามนำเข้า การระงับสิทธิทางการค้า และการกดดันผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังอาจมีการตรวจสอบการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (Transshipment) จากประเทศต้นทางที่ส่งไปยังสหรัฐ หากตรวจพบจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งพิสูจน์ตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงเช่นเดียวกับบางประเทศที่ถูกเรียกเก็บไปก่อนหน้านี้

“ต้องจับตาผลการตัดสินครั้งนี้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่โดยส่วนตัวคาดว่าศาลจะตัดสินให้ยกเลิกตามเหตุผลที่กล่าวมา ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีตอบโต้จากประเทศคู่ค้าในอัตราต่ำสุด 10% และสูงสุด 50% เช่น บราซิลและอินเดีย จากเดิมที่เก็บเพียง 3–4% ขณะที่ไทยถูกเก็บในอัตรา 19% ส่งผลให้การค้าและห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกปั่นป่วน” ดร.อัทธ์กล่าว

ทั้งนี้ แม้การส่งออกของไทยไปสหรัฐจะขยายตัวสูงในปีที่ผ่านมา โดย 11 เดือนแรกมีมูลค่า 65,318 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% และคาดว่าการส่งออกไทยในภาพรวมทั้งปีจะขยายตัว 10.5–11% แต่ในเชิงเศรษฐกิจจริง ไทยแทบไม่ได้ประโยชน์

“ผมมองว่าภาษีทรัมป์ในปีที่แล้วเป็น ‘ภาพลวงตา’ ต่อ GDP ไทย แม้ส่งออกโตเป็นเลขสองหลัก แต่ GDP โตไม่ถึง 2% เพราะไม่ใช่การผลิตจริงทั้งหมดในประเทศ มีทั้งสินค้าที่ผลิตในไทย และสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาสวมสิทธิ์ไทยส่งออก” ดร.อัทธ์ กล่าว

-------------------------------------------

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ_www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648888 

ข่าวรายวัน, US, ภาษีทรัมป์, tax, IEEPA, Reciprocal Tariff, ฐานเศรษฐกิจ