หน้าแรก / THTI Insight / ข่าวรายวัน / ชำแหละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย 1.44 ล้านล้านบาท จุดแข็ง–จุดเสี่ยงในปี 2569

ชำแหละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย 1.44 ล้านล้านบาท จุดแข็ง–จุดเสี่ยงในปี 2569

กลับหน้าหลัก
13.01.2569 | จำนวนผู้เข้าชม 273

ชำแหละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย 1.44 ล้านล้านบาท จุดแข็ง–จุดเสี่ยงในปี 2569

KEY POINTS

1) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ และกำลังกลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ

2) จุดแข็งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมาจาก 3 กลุ่มหลักที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่น, โฆษณา และการออกแบบ

3) ในปี 2569 อุตสาหกรรมต้องเผชิญความเสี่ยงจาก 6 เทรนด์สำคัญ เช่น การเร่งตัวของเทคโนโลยีและ AI, อำนาจของแพลตฟอร์มดิจิทัล และการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

4) CEA วางยุทธศาสตร์รับมือความท้าทาย โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมไปสู่เศรษฐกิจฐานทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผ่านการพัฒนาคน เมือง และสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการค้า

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะ “งานศิลปะ” หรือ “อุตสาหกรรมทางเลือก” แต่ในฐานะหนึ่งในกลไกหลักที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและอุตสาหกรรมดั้งเดิมเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

ดร.ชาคริต พิชยางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เปิดภาพรวมในงาน Creative Economy Strategic Direction 2026 ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และยังเป็นภาคเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเศรษฐกิจภาพรวมเมื่อเกิดวิกฤต

ไม่เพียงเท่านั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 3.78 แสนล้านบาท และมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคน ในระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งสะท้อนชัดว่า นี่ไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ประเทศต้องให้ความสำคัญ

เมื่อมองไปในระดับโลก ภาพยิ่งชัดขึ้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 71.9 ล้านล้านบาท และสร้างการจ้างงานมากกว่า 50 ล้านตำแหน่ง โดยที่น่าสนใจคือ มูลค่าการส่งออกจากภาคบริการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สูงกว่าสินค้าถึง 34% สะท้อนว่า “ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และบริการ” กำลังเป็นสินค้าหลักของโลกยุคใหม่

ดร.ชาคริต พิชยางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)

แฟชั่น-โฆษณา-ออกแบบ 3 เสาหลักอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย CEA ระบุว่า กลุ่มที่สร้างมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมโฆษณา และอุตสาหกรรมออกแบบ ซึ่งไม่ได้เติบโตแบบโดดเดี่ยว แต่เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ

ขณะที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลง หรือแอนิเมชัน แม้จะยังไม่ติดอันดับต้น ๆ ในเชิงมูลค่าตรง แต่กลับเป็นกลุ่มที่มี “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” สูงที่สุด เพราะสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การบริโภคสินค้า และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว

CEA ระบุว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าสูงสุดของไทย 3 อันดับแรก ได้แก่

1. อุตสาหกรรมแฟชั่น ครอบคลุมเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง และอัญมณี มูลค่า 236,272 ล้านบาท

2. อุตสาหกรรมโฆษณา ที่สร้างเม็ดเงินจากการซื้อสื่อและการผลิตคอนเทนต์ 214,972 ล้านบาท

3. อุตสาหกรรมออกแบบ ซึ่งเป็นกลไกเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการในทุกภาคส่วน 87,312 ล้านบาท

6 เทรนด์เขย่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ปี 2569

อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้างหน้าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไม่ได้ราบเรียบทั้งหมด ดร.ชาคริต ชี้ว่า มีอย่างน้อย 6 เทรนด์ใหญ่ ที่กำลังเปลี่ยนกติกาเกม ได้แก่ การเร่งตัวของเทคโนโลยีและ AI อำนาจของแพลตฟอร์มดิจิทัล การเติบโตของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ พลังของวัฒนธรรมท้องถิ่น พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

“AI ไม่ได้มาแทนคน แต่คนที่ใช้ AI เป็น จะสร้างมูลค่าได้มากกว่า”

ดร.ชาคริต ระบุ พร้อมชี้ว่า หากนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็มีความเสี่ยงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มและคอนเทนต์ไร้พรมแดน

จากบริบทดังกล่าว CEA จึงวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด การเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมไปสู่เศรษฐกิจฐาน IP ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ตั้งแต่การพัฒนาคนด้วยข้อมูลและ AI การยกระดับเมืองสร้างสรรค์ในภูมิภาค การบ่มเพาะผลงานให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ “ขายงานได้จริง”

CEA ประเมินว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยกำลังเผชิญ 6 การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่

Tech & AI Acceleration AI เพิ่มผลิตภาพ แต่หากไม่ปรับตัวอาจตกขบวน

Platform Power แพลตฟอร์มดิจิทัลและ OTT เปิดโอกาสไร้พรมแดน

Creator Economy เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยพุ่งแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท

Regional Rising พลังท้องถิ่นและวัฒนธรรมภูมิภาคเติบโตแซงเมืองหลวง

New Consumerism ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์

High-Value IP การสร้างและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่เลียนแบบยาก

4 ยุทธศาสตร์หลัก ปั้นเศรษฐกิจฐาน IP

เพื่อตอบโจทย์บริบทใหม่ CEA วาง 4 ยุทธศาสตร์หลักในปี 2569 ได้แก่

Maximize Creative Intelligence with Data and AI พัฒนาคนด้วยข้อมูลและ AI เตรียมเปิด TCDC เพิ่มอีก 10 แห่งทั่วประเทศ และร่วมมือกับ WIPO พัฒนาโมเดลข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์

Elevate Regional Creative Cities ยกระดับเมืองสร้างสรรค์ผ่าน City Branding 7 เมือง และจัด Design Week 4 ภูมิภาค สร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี

Leverage Assets for Creative IP บ่มเพาะ IP ผ่าน Content Lab, Music Lab และส่งนักโฆษณาไทยสู่เวทีโลก เช่น Cannes Lions

Platforms for Monetization สร้างเวทีซื้อขายจริง อาทิ Thailand Content IPX, Music Exchange และงานนานาชาติด้านคอนเทนต์

ตั้งเป้า New IP 350 ราย ดันรายได้ครีเอเตอร์โต 30%

CEA ตั้งเป้าในปี 2569 จะสร้าง New IP มากกว่า 350 รายการ เพิ่มจำนวนนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการอีก 3 แสนราย ผลักดันรายได้เฉลี่ยเติบโตมากกว่า 30% และขยายมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโต 5% ต่อปี

ดร.ชาคริต สรุปว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์เปรียบเสมือนการ “แปรรูปทุนวัฒนธรรม” หากขายวัตถุดิบย่อมได้มูลค่าจำกัด แต่เมื่อผ่านการออกแบบ เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์จนกลายเป็น Creative IP จะสามารถสร้างมูลค่าสูงและแข่งขันได้บนเวทีโลก พร้อมก้าวขึ้นเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

-------------------------------------------

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ_www.thansettakij.com/business/marketing/648758 

ข่าวสิ่งทอ, อุตสาหกรรมสร้างสรรค์, ปี 2569, CEA, Thailand, creative, economy, ฐานเศรษฐกิจ