หน้าแรก / THTI Insight / ข้อมูล นำเข้า-ส่งออก / สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568

สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568

กลับหน้าหลัก
07.07.2568 | จำนวนผู้เข้าชม 252

สถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71* ในเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568 ขยายตัวได้ร้อยละ 91.60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีมูลค่า 6,323.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 12,116.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.77 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้น หักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 6,647.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 72.59 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) รายเดือน พบว่า เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.34 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568

 ตารางที่ 1 มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2567 และปี 2568

ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

สถานการณ์การส่งออก

ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 1 มีสัดส่วนร้อยละ 45.14 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 121.20 โดยราคาทองคำในเดือนพฤษภาคมเพิ่มสูงขึ้นจากเมษายนเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 3,277.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (World Gold Council) เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า โดยราคาทองคำชะลอตัวลงจากสามารถขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดในเดือนเมษายน ประกอบกับการระงับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ที่กำหนดไว้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นจากนักลงทุน เช่นเดียวกับกองทุน SPDR Gold ที่มีการขายทองคำสุทธิในเดือนพฤษภาคม 16.93 ตัน

แพลทินัม เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.25 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสะสมไปยังอินเดียในสามเดือนแรกที่สูงถึงสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเดือน พฤษภาคมลดลงเหลือเพียง 21.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการควบคุมเข้มตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ทั้งนี้ การส่งออกแพลทินัมไปอินเดียนั้น เป็นผลจากช่องว่างของคำนิยามแพลทินัมที่เปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์ที่มีแพลทินัมอย่างน้อยร้อยละ 2 เป็นสินค้าแพลทินัมได้โดยเป็นการเลี่ยงการจ่ายภาษีที่สูงกว่าหากนำเข้าเป็นทองคำ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีโดยร้อยละ 95.45 เป็นการส่งออกไปยังอินเดีย 

เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 18.74 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.30 โดย สินค้าส่งออกหลัก คือ เครื่องประดับทอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.80 เนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดทั้ง 5 อันดับแรก อย่างสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิตาลี ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.19, ร้อยละ 16.93, ร้อยละ 55.38, ร้อยละ 13.56 และร้อยละ 7.45 ตามลำดับ ส่วนการส่งออก เครื่องประดับเงิน ขยายตัวร้อยละ 20.19 จากการส่งออกไปยัง อินเดีย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ตลาดสำคัญในอันดับ 1-4 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 152.21, ร้อยละ 11.67, ร้อยละ 4.21 และร้อยละ 3.10 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกไปยังออสเตรเลีย ตลาดอันดับ 5 ลดลงร้อยละ 1.52 ขณะที่การส่งออกเครื่องประดับ แพลทินัม ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 91.10 มาจากการส่งออกไปยังญี่ปุ่น ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และไต้หวัน ตลาดสำคัญทั้ง 5 อันดับแรก ได้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.59, ร้อยละ 71.38, ร้อยละ 66.47, ร้อยละ 294.57 และร้อยละ 14,543.84 ตามลำดับ 

พลอยสี เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 8.23 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.43 โดยสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ เป็น พลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.01 เป็นผลจากการส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั้ง 5 อันดับแรก อย่างฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอิตาลี ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.37, ร้อยละ 12.74, ร้อยละ 11.58, ร้อยละ 6.79 และร้อยละ 1.01 ตามลำดับ ส่วน พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน หดตัวลงร้อยละ 0.17 จากการส่งออกไปยังฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ซึ่งเป็นตลาดอันดับที่ 1, 3 และ 5 ได้ลดลงร้อยละ 5.36, ร้อยละ 16.61 และร้อยละ 17.06 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับ 2 และ 4 อย่าง สหรัฐอเมริกาและอินเดีย ยังเติบโตได้ร้อยละ 33.63 และร้อยละ 5.82 ตามลำดับ

เพชร เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.20 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย มีมูลค่าลดลงร้อยละ 35.39 โดยมี เพชรเจียระไน เป็นสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ ซึ่งลดลงร้อยละ 35.17 จากการส่งออกไปยังตลาดสำคัญใน 5 อันดับแรก ทั้งฮ่องกง เบลเยียม อินเดีย อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ล้วนลดลงร้อยละ 24.30, ร้อยละ 53.36, ร้อยละ 70.93, ร้อยละ 18.43 และร้อยละ 43.56 ตามลำดับ

ตารางที่ 2 มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยรายสินค้า ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2567 และปี 2568

ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 91.76 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ในอันดับ 1-5 และ 7-9 อย่างอินเดีย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิตาลี และญี่ปุ่น ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 852.42, ร้อยละ 7.23, ร้อยละ 12.15, ร้อยละ 9.87, ร้อยละ 32.93, ร้อยละ 21.67, ร้อยละ 2.20 และร้อยละ 30.01 ตามลำดับ ส่วนตลาดอันดับที่ 6 และ 10 อย่างสวิตเซอร์แลนด์และเบลเยียม ลดลงร้อยละ 7.49 และร้อยละ 22.70 ตามลำดับ 

มูลค่าการส่งออกไปยัง อินเดีย ขยายตัวได้จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างแพลทินัม ที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 87 เพิ่มขึ้นจากที่ไม่เคยมีการส่งออกมาก่อนในเดือนเดียวกันของปี ก่อนหน้า รวมทั้งสินค้ารองลงมาอย่างเครื่องประดับเงิน พลอย เนื้ออ่อนเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 152.21 และร้อยละ 5.82 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไนและพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลดลง ร้อยละ 70.93 และร้อยละ 6.25 ตามลำดับ

การส่งออกไป ฮ่องกง ที่เติบโตได้นั้น จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน รวมทั้งสินค้าสำคัญรองมาทั้งเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.37, ร้อยละ 16.93 และร้อยละ 8.71 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไนและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 24.30 และ ร้อยละ 5.36 ตามลำดับ

สำหรับการส่งออกไป สหรัฐอเมริกา ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่าง เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อน เจียระไน และอัญมณีสังเคราะห์ ล้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.19, ร้อยละ 11.67, ร้อยละ 12.74, ร้อยละ 33.63 และร้อยละ 1,040.85 ตามลำดับ

ขณะที่การส่งออกไปยัง เยอรมนี มีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับเงิน (ที่มีสัดส่วนร้อยละ 73) รวมทั้งสินค้าสำคัญอย่างเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่าเครื่องประดับเทียม และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.21, ร้อยละ 54.87, ร้อยละ 25.52 และร้อยละ 9.81 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกเครื่องประดับทอง และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 0.61 และร้อยละ 35.56 ตามลำดับ

ส่วนการส่งออกไป สหราชอาณาจักร ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (ที่มีสัดส่วนร้อยละ 55) ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.38 รวมทั้งสินค้าสำคัญอื่น ๆ อย่างเครื่องประดับเงิน เพชรเจียระไน เครื่องประดับแพลทินัม และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.10 ร้อยละ 9.53 ร้อยละ 294.57 และร้อยละ 19.19 ตามลำดับ

การส่งออกไปยัง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 62) รวมทั้งเพชรเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.56 และร้อยละ 15.90 ตามลำดับ ขณะที่พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 14.97 และร้อยละ 18.55 ตามลำดับ

มูลค่าการส่งออกไปยัง อิตาลี ที่เติบโตได้นั้น อันเนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทอง (มีสัดส่วนร้อยละ 61) และพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.45 และร้อยละ 1.01 ตามลำดับ ส่วนพลอยเนื้ออ่อน เจียระไน เพชรเจียระไน และเครื่องประดับเงิน หดตัวลงร้อยละ 17.06, ร้อยละ 5.83 และร้อยละ 8.87 ตามลำดับ

ส่วนการส่งออกไป ญี่ปุ่น ซึ่งขยายตัวได้นั้น เป็นผลจากการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการอย่างเครื่องประดับทอง เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เครื่องประดับแพลทินัม และเครื่องประดับเงิน ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.11, ร้อยละ 66.16, ร้อยละ 60.59 และร้อยละ 5.92 ตามลำดับ ส่วนเพชรเจียระไน ลดลงร้อยละ 35.04

สำหรับการส่งออกไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ ปรับตัวลดลง เนื่องมาจากการส่งออกสินค้าสำคัญอย่างเครื่องประดับทอง พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน และเครื่องประดับเทียม ลดลงร้อยละ 18.01, ร้อยละ 16.61 และร้อยละ 11.63 ตามลำดับ ส่วนสินค้าหลักอย่างพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ยังขยายตัวได้ร้อยละ 11.58

การส่งออกไป เบลเยียม ที่หดตัวลงนั้น มาจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเพชรเจียระไน (มีสัดส่วนร้อยละ 30) ได้ลดลงร้อยละ 53.36 ส่วนสินค้าสำคัญรองลงมาอย่างพลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเจียระไน และเครื่องประดับเทียม ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 37.47, ร้อยละ 13.39 และร้อยละ 44.89 ตามลำดับ

แผนภาพที่ 1 แผนภาพแสดงตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

บทสรุป

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยระหว่าง เดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 91.60 แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เมื่อไม่รวมการส่งออกทองคำ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 72.59 และหากพิจารณาถึงมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เมื่อหักออกด้วยมูลค่าการส่งออกทองคำ และมูลค่าสินค้าส่งกลับจากต่างประเทศ พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสุทธิขยายตัวได้ร้อยละ 79.98 มีรายละเอียดดังตารางที่ 3 โดยสินค้าสำคัญหลายรายการอย่าง เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับแพลทินัม พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และเครื่องประดับเทียม เติบโตได้ดี

ตารางที่ 3 มูลค่าการส่งออกสุทธิของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปี 2567 และปี 2568

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 นั้น ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเพียงร้อยละ 2.3 ในปี 2568 นี้ลดลงจากตัวเลข เดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.7 โดยเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุด นับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551 ปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องสงครามการค้าที่ทวีความ รุนแรงขึ้น รวมทั้งยังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เกือบร้อยละ 70 ของโลก ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ตลอดจนตลาดเกิดใหม่ในทุกภูมิภาค ซึ่งอุปสรรคทางการค้าดังกล่าวจะส่งผลให้การค้าโลกตึงตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พร้อมกับความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างกว้างขวาง ความไม่แน่นอนที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการสู้รบกันยังคุกรุ่น เป็นผลกระทบสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ

สถานการณ์ส่งออกในห้าเดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงการเพิ่มคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีใหม่จะเริ่มมีผล ซึ่งนอกจากผู้ประกอบการควรเร่งผลิตตามคำสั่งซื้อแล้ว การใช้กลยุทธ์แนวทางแบบผสมผสาน เน้นไปที่การตลาดของหน้าร้านและการสร้างพันธมิตรกับผู้ค้าปลีก ร่วมกับต้องสร้างการมีอยู่ในโลกดิจิทัลอย่างแข็งแกร่งเพื่อรองรับยอดขายออนไลน์โดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาแบบจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว การใช้ Instagram อย่างเป็นกลยุทธ์ การสร้างเนื้อหาออร์แกนิกที่มีคุณภาพ การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสม และการเริ่มใช้ Pinterest เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการเข้าชมเว็บไซต์โดยไม่ต้องแบกรับ ค่าใช้จ่ายโฆษณาสูง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จที่สอดคล้องกับเทรนด์อุตสาหกรรมและความต้องการของผู้บริโภค

ศูนยข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

กรกฎาคม 2568


*พิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ว่าด้วย “ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์”

 

ภาวะอัญมณี, รายงานวิเคราะห์, อุตสาหกรรม, อัญมณีและเครื่องประดับ, GIT, สถานการณ์, การส่งออก, Export, ปี 2568, สะสม 5 เดือน, มกราคม-พฤษภาคม, GIT Information Center