
สถานการณ์การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2563
การนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 มีมูลค่า 2,739.58 ล้านเหรียญสหรัฐ (84,742.59 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.20 (ร้อยละ 0.59 ในหน่วยของเงินบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลักกว่าครึ่งหนึ่งเป็นทองคำฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.69 ส่วนสินค้าสำคัญรายการอื่น อาทิ เพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 71.85 (ร้อยละ 65.17 ในหน่วยของเงินบาท) หรือมีมูลค่า 5,442.28 ล้านเหรียญสหรัฐ (165,058.21 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีมูลค่า 3,166.96 ล้านเหรียญสหรัฐ (99,930.57 ล้านบาท) นับเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในอันดับที่ 2 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.68 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ เมื่อหักทองคำฯ ออก การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 1,563 ล้านเหรียญสหรัฐ (47,357.71 ล้านบาท) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 20.18 (ร้อยละ 23.38 ในหน่วยของเงินบาท) ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 มูลค่าการส่งออกสุทธิของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ปี 2563
ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
เมื่อแยกพิจารณาการส่งออกในรายผลิตภัณฑ์สำคัญพบว่า
1) สินค้าสำเร็จรูป เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับเทียม และเครื่องประดับแพลทินัม ลดลงร้อยละ 26.69, ร้อยละ 9.39, ร้อยละ 20.77 และร้อยละ 7.85 ตามลำดับ
2) สินค้ากึ่งสำเร็จรูป เพชรเจียระไน พลอยเนื้อแข็งเจียระไน และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลงร้อยละ 26.22, ร้อยละ 44.13 และร้อยละ 28.42 ตามลำดับ
ตลาด/ภูมิภาคสำคัญในการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย (ไม่รวมทองคำ) (ดังตารางที่ 2) ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 คือ สหภาพยุโรป ลดลงร้อยละ 8.62 จากการส่งออกไปยังเบลเยียม อิตาลี สหราช-อาณาจักร และฝรั่งเศส ตลาดในอันดับที่ 2, 3, 4 และ 5 ได้ลดลงร้อยละ 20.04, ร้อยละ 2.23, ร้อยละ 26.06 และร้อยละ 12.89 ตามลำดับ โดยสินค้าหลักส่งออกไปยังเบลเยียมเป็นเพชรเจียระไน สินค้าส่งออกหลักไปยังอิตาลี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส เป็นเครื่องประดับทอง ที่ล้วนมีมูลค่าลดลงมาก ในขณะที่การส่งออกไปยังเยอรมนี ตลาดที่ครองส่วนแบ่งสูงสุดราวร้อยละ 38 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.06 จากการส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับเงินได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.58
การส่งออกไปยังฮ่องกงหดตัวลงร้อยละ 53.21 เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสะสมในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 ลดลงมาก แต่เมื่อพิจารณาการส่งออกในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวพบว่าไทยส่งออกไปยังฮ่องกงได้เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 83 ส่วนหนึ่งก็อาจมาจากการเร่งส่งออกก่อนที่ไทยจะ Lock down ประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในฮ่องกงเริ่มคลี่คลาย และเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการ Lock down ลง จึงทำให้ไทยส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการไปยังตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นเพชรเจียระไน เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่าและเศษโลหะมีค่า เครื่องประดับทอง พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน
ส่วนตลาดสำคัญอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย อาเซียน และญี่ปุ่น ในช่วง 3 เดือนแรกเติบโตได้ร้อยละ 6.84, ร้อยละ 30.63, ร้อยละ 68.48 และร้อยละ 1.43 ตามลำดับ เป็นเพราะมูลค่าการส่งออกสะสมในช่วง 2 เดือนแรกเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวพบว่ามูลค่าส่งออกของตลาดเหล่านี้ลดลง ซึ่งเป็นเดือนที่หลายประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยและประเทศอื่นๆ ลดลง โดยมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่ลดลงนั้น ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและกำลังซื้อของประชาชนให้ลดลง ผู้นำเข้าจึงลดการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยลดลง มีผลทำให้ไทยส่งออกสินค้าเกือบทุกรายการหลักไปยังตลาดนี้ได้ลดลงไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับทอง พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพชรเจียระไน เครื่องประดับเทียม และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ตามลำดับ
สำหรับการส่งออกไปยังอินเดียลดลงในเดือนมีนาคม เนื่องจากอินเดีย Lock down บางส่วนของประเทศ หลายธุรกิจหยุดดำเนินการชั่วคราว หากแต่ยังพอมีร้านเครื่องประดับที่เปิดทำการอยู่บ้างราวร้อยละ 20-25 แต่จากการที่ชาวอินเดียตื่นตระหนกกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงมีแต่ผู้คนซื้อสินค้าเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น ส่งผลให้ไทยส่งออกสินค้าหลักทั้งเพชรเจียระไนและโลหะเงินไปยังอินเดียได้ลดลงมากถึงราวร้อยละ 40
มูลค่าการส่งออกไปยังอาเซียนลดลงในเดือนมีนาคมจากการส่งออกไปยังสิงคโปร์ ตลาดที่ครองส่วนแบ่งสูงสุดราวร้อยละ 62 ได้ลดลง โดยสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับเทียมและสินค้าสำคัญรองลงมาอย่างเครื่องประดับทองหดตัวลงมากถึงร้อยละ 64.96 และร้อยละ 56.40 ตามลำดับ ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เผชิญกับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ค่อนข้างรุนแรง มียอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 17,000 คน บริษัทต่างๆ ปิดดำเนินการชั่วคราว ประกอบกับความต้องการบริโภคลดลง จึงชะลอการนำเข้าสินค้าจากไทย ในขณะที่ไทยยังส่งออกไปยังมาเลเซีย และเวียดนาม ตลาดในอันดับ 2 และ 3 ได้สูงกว่า 1.34 เท่า และร้อยละ 2.25 ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกหลักไปยังมาเลเซียเป็นเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินที่เติบโตกว่า 5.14 เท่า และ 1.32 เท่า ตามลำดับ ส่วนเวียดนาม สินค้าส่งออกสำคัญอย่างเพชรเจียระไนเพิ่มสูงกว่า 1.61 เท่าแม้ว่าสินค้าหลักอย่างอัญมณีสังเคราะห์จะลดลงร้อยละ 24.47 ก็ตาม
ตารางที่ 2 มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ไปยังตลาด/ภูมิภาคต่างๆ ในระหว่างปี 2562 – 2563
ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
*** กรุณาอ้างอิง “ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)” ทุกครั้ง เมื่อนำบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อ