สศอ.ร่วมกับ สถาบันฯสิ่งทอ เผยสุดยอด 5 ผลงานวิจัย ผลิตภัณฑ์จากวัสดุทางชีวภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมความมั่นคง อุปกรณ์ป้องกัน และสาธารณภัย พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงและอุปกรณ์ป้องกันให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จัดกิจกรรม เชื่อมโยงเครือข่าย Supply Chain ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมความมั่นคง อุปกรณ์ป้องกัน และสาธารณภัย เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นประธานเปิดงาน
ภายในงานมีการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน เทคโนโลยีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากวัสดุทางชีวภาพ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สำคัญ อาทิ เสื้อป้องกันของมีคม วัสดุลอยน้ำพองลมด้วยตัวเอง หมวกผจญเพลิง ชุดฝึกทหาร และแผ่นเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หน่วยงาน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้าร่วมเสวนาอย่างคับคั่ง
นอกจากนี้ ยังมีพิธีส่งมอบผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงและอุปกรณ์ป้องกันให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดนิทรรศการและสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดจนกิจกรรมสร้างการรับรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเปิดโอกาสทางธุรกิจของกลุ่ม Supply Chain ซึ่งช่วยต่อยอดความร่วมมือและพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต.
กิจกรรมภายใต้โครงการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์จากวัสดุทางชีวภาพ
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
“กิจกรรมเชื่อมโยง Supply Chain อุตสาหกรรมความมั่นคง: ยกระดับนวัตกรรมวัสดุชีวภาพสู่เศรษฐกิจยั่งยืน”
อุตสาหกรรมความมั่นคงถือเป็นหนึ่งใน อุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) โดยแผนแม่บทย่อยอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เกิดการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรมที่ต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมเดิม เช่น สิ่งทอเทคนิค (Technical Textiles) เพื่อผลิตอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะด้านความปลอดภัยและการป้องกัน นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสองทาง (Dual-use Technology) และอุตสาหกรรมการจัดการภัยพิบัติ ครอบคลุมตั้งแต่การบรรเทาผลกระทบ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไปจนถึงการฟื้นฟูและการฝึกซ้อมปฏิบัติการ ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างความต้องการใหม่ให้กับภาคการผลิตและการบริการ
ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้าน ฐานการเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งมีวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมาก หากได้รับการพัฒนาและแปรรูปด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะสามารถสร้าง นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
มูลค่าตลาดโลกและศักยภาพการเติบโต
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ตลาดโลกชี้ว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงในปี 2566 อยู่ที่ 2,190 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2575 การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึง โอกาสมหาศาลของผู้ประกอบการไทย หากสามารถปรับตัวสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมควบคู่กับการพัฒนาวัสดุชีวภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่น ชุดฝึกภาคสนาม รองเท้า เครื่องนอน และเสื้อชูชีพ ที่ยังมีความต้องการสูงในประเทศ แต่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในประเทศจึงถือเป็นโอกาสเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญ
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงอย่างจริงจัง โดย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ได้ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์จากวัสดุทางชีวภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงของประเทศหรืออุปกรณ์ป้องกันต่างๆจากสิ่งทอที่ผลิตจากวัสดุทางชีวภาพจากพืชหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้
2.พัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศให้มีองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
3.สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงซัพพลายเชนให้เกิดความร่วมมือในการผลิตการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสามารถขยายผลสู่เชิงพาณิชย์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความมั่นคงของประเทศ
สำหรับการดำเนินงานได้มีการจัดกิจกรรมการสนทนาแบบกลุ่ม (Focus Group) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุชีวภาพและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ” หนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นคือ การใช้วัสดุชีวภาพ (Bio-based Materials) และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่รองรับการใช้งานด้านความมั่นคงและการบรรเทาสาธารณภัย แนวคิดนี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ แต่ยังเป็นการตอบโจทย์มาตรฐานใหม่ของโลกที่มุ่งสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงถือได้ว่า วัสดุชีวภาพอาจเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมความมั่นคง โดยภายในการประชุมได้สรุปข้อเสนอแนะสำคัญ ดังนี้
• การใช้วัสดุเหลือทิ้ง แม้อาจมีต้นทุนสูง แต่เป็น แนวโน้มหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้กฎระเบียบสากล
• การพัฒนา Plant-Based และวัสดุหมุนเวียน คือโอกาสของไทย โดยควรเน้นการผสมผสานวัสดุธรรมชาติกับวัสดุสังเคราะห์เพื่อลดการใช้พลาสติก
• การสร้าง ศักยภาพนักวิจัยและห้องปฏิบัติการ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันเชิงเทคโนโลยี
• การคัดเลือกผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ต้องสอดคล้องกับ โอกาสเชิงธุรกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
• การสนับสนุน Startup ไทย ให้ต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ
เมื่อได้แนวทางจึงนำไปสู่การวิจัยโดยร่วมกับภาคการศึกษาและภาคเอกชนและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้ผลลัพธ์ คือ
1.เสื้อป้องกันของมีคม (Stab-Resistant Vests)
2.วัสดุลอยน้ำพองลมด้วยตัวเอง (Self-Inflating Rescue Tube)
3.หมวกผจญเพลิง (Firefighter Helmet)
4.ชุดฝึกทหาร (Army Field Uniform)
5.แผ่นเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย (Spinal Board)
เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต: พลังร่วมสร้างความมั่นคง สร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กิจกรรม“เชื่อมโยง Supply Chain อุตสาหกรรมความมั่นคง” ในวันนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ยังได้รวบรวมผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิจัย สมาคมวิชาชีพ และผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มาร่วมกันสร้าง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย Supply Chain นวัตกรรมด้านวัสดุชีวภาพ ที่แข็งแกร่ง สามารถต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมความมั่นคง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยไม่เพียงมุ่งตอบโจทย์ความมั่นคง แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมาย เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ได้เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก พร้อมทั้งสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน อย่างแท้จริง