เมนูหลัก

 

ประเด็นและบทสรุปที่ทางคณะผู้สำรวจเข้าสำรวจและสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สรุปดังนี้

เวียงจันทร์ ถือเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทั้งในเรื่องของการคมนาคมที่จะส่งสินค้าผ่านไปยังประเทศไทย เพื่อใช้ท่าเรือเทียบเรือของไทยส่งผ่านสินค้าไปยังแถบยุโรป และอเมริกาต่อไป สำหรับในอนาคตคาดว่า แขวงสะหวันนะเขตจะเป็นแหล่งที่ตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่น่าจับตามองอีกแห่งหนึ่ง เพราะตามกรอบยุทธศาสตร์ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS : Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Strategy) จะเป็นเขตพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษ สะหวันเซโน (Savan – Seno Special Economic Zone) และเป็นแขวงที่มีถนนหมายเลข 9 เชื่อมต่อไปยังประเทศเวียดนาม (ถนนหมายเลข 9 เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ East – West Economic Corridor) โดยในปี 2551 (2008) ท่าเรือ “ยาจัง” ของประเทศเวียดนามจะสามารถเปิดให้บริการและให้ลาวสามารถใช้ท่าเรือดังกล่าวในราคามิตรภาพ (ตามข้อตกลง) เพื่อให้ลาวมีทางออกสู่ทะเล ซึ่งจะส่งผลให้โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุตสาหกรรมต่างๆ มีโอกาสขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในแขวงดังกล่าว

และจากการเข้าสำรวจและสัมภาษณ์องค์กรหน่วยงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (Thai Textile Institute : THTI) ในปี 2549 (2006) พบว่า สปป.ลาว มีการจัดตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งสิ้นประมาณ 104 โรงงาน             ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแขวงหลวงพระบาง (เมืองหลวง) จำนวน 101 แห่ง และอยู่ในแขวงสะหวันเขตอีก    3 แห่ง เครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตมีทั้งสิ้นประมาณ 19,000 เครื่อง จำนวนแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม (สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม) มีประมาณ 27,500 คน และความสามารถในกำลังการผลิตของเครื่องจักรสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 45,000 ล้านชิ้น (โดยในปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 35,600 ล้านชิ้น : ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2550)

ตลาดส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญของ สปป.ลาว ได้แก่ ประเทศในกลุ่ม EU และ USA โดยในปี 2006 สัดส่วนในตลาด EU อยู่ที่ประมาณ 96% และอีก 4% เป็นของตลาด USA และในปี 2007 สัดส่วนในตลาด EU อยู่ที่ประมาณ 84% และ USA อยู่ที่ 7% และกลุ่มอื่นๆ อีก 9% รวมทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) จากประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา, ประเทศในกลุ่ม EU, EFTA, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, แคนนาดา เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม EU และสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของ สปป.ลาว รวมทั้งสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (AISP)    ที่ทาง สปป.ลาว ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวจากประเทศไทย และมาเลเซีย

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลปี 2548 (2005) พบว่าในส่วนของปริมาณการส่งออกรวมของสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอยู่ที่ 35,381,000 ชิ้น เพิ่มขึ้น 6.3% โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 151 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อแยกพิจารณาตามตลาดหลักๆ พบว่ามูลค่าการส่งออกรวมของสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปยังตลาดสหรัฐฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 204% และเพิ่มขึ้น 7.7% ในตลาด EU แต่สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ     พบว่ามีมูลค่าการส่งออกลดลงประมาณ 50%

ในขณะที่ตัวเลขสถิติการส่งออกผ้าผืนของไทยในปี 2549 (2006) มูลค่ารวมอยู่ที่ 36,900.1 ล้านบาท  แยกเป็นการส่งออกผ้าฝ้าย มีมูลค่าอยู่ที่ 14,582.0 ล้านบาท และการส่งออกผ้าถัก มีมูลค่าอยู่ที่ 1,635.8 ล้านบาท       ซึ่งสินค้าทั้ง 3 กลุ่มของไทยมียอดมูลค่าการส่งออกไปยัง สปป.ลาว อยู่ในลำดับต้นๆ ของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มผ้าผืน โดยมูลค่าการส่งออกผ้าผืนในปี 2549 (2006) จากไทยไป สปป.ลาว อยู่ในลำดับที่ 7 ของมูลค่าการส่งออกรวมในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1,540.4 ล้านบาท การส่งออกในกลุ่มผ้าฝ้าย อยู่ในลำดับที่ 9         มีมูลค่าอยู่ที่ 630.7 ล้านบาท และการส่งออกในกลุ่มผ้าถัก อยู่ในลำดับที่ 1 มีมูลค่าอยู่ที่ 720.1 ล้านบาท              ของการส่งออกกลุ่มนี้ในปี 2549 (2006)

จากยอดการส่งออกของไทยไป สปป.ลาว ข้างต้นอาจสรุปได้ว่า ในช่วงระยะเวลา  5-10  ปีที่ผ่านมา พบว่าเริ่มมีนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนไทยที่สนใจและเข้าไปตั้งฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปใน          สปป.ลาว เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากแรงงานที่มีราคาถูก การเอื้ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติที่สนใจ    เข้าไปลงทุนในประเทศ อาทิ การให้สิทธิในการเช่าที่ดินในราคาถูก การมีแหล่งไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำที่มี      มากพอที่จะสามารถรองรับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากประเทศต่างๆ ฯลฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวแปรหลักที่สำคัญที่จะสามารถเป็นแรงดึงดูดแก่นักลงทุนตัดสินใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ

และเมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ที่ สปป.ลาว ให้ความสำคัญต่อนักลงทุน คือ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์   จึงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้าไปลงทุนในประเทศ ดังนั้น จึงมีนักลงทุนที่สนใจเข้าไปประกอบกิจการใน สปป.ลาว เป็นจำนวนมาก อาทิ เวียดนาม จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น รวมทั้งไทย โดยนักลงทุนไทยมีการลงทุนสะสมสูงสุดใน สปป.ลาว ซึ่งนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในกิจการพลังไฟฟ้าขนาดใหญ่ และในปัจจุบันมีนักลงทุนไทยกลุ่มอื่นๆ เริ่มเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มมิตรผล, เครือ CP, ประมงน้ำจืด, ยางพารา และข้าว โดยจำนวนและมูลค่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสะสมตั้งแต่ พ.ศ. 2543 – กันยายน 2550 พบว่า ไทยมีจำนวนโครงการที่เข้าไปลงทุนรวม 130 โครงการ มูลค่าการลงทุนสะสม 1,269,000,000 เหรียญสหรัฐ ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง คือ เวียดนาม และจีนมีจำนวนโครงการที่ได้รับการส่งเสริม และมีมูลค่าการลงทุนสะสมรองจากไทย แต่ทั้ง 2 ประเทศกลับใช้ระยะเวลาสะสมอันสั้น เมื่อเปรียบเทียบยอดสะสมกับไทย โดยเวียดนามมีจำนวนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 78 โครงการ มูลค่า 746,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่จีนมีจำนวนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 181 โครงการ มูลค่า 705,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากที่เข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว

การลงทุนใน สปป.ลาว ที่มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนอีกตัวหนึ่ง (โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศไทย)  ก็คือ การดำเนินการจัดเก็บข้อมูลใน สปป.ลาว ให้มีฐานข้อมูลที่เป็นระบบ เนื่องจากการเข้าสำรวจในครั้งนี้      ทางคณะผู้สำรวจพบว่าข้อมูลภายในของ สปป.ลาว มีฐานข้อมูลที่ยังไม่เป็นระบบและมักจะเกิดปัญหาในกรณีการเรียกใช้งาน อาทิ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศไทย - สปป.ลาว โดยเมื่อนำข้อมูลการค้าระหว่าง 2 ประเทศ มาเปรียบเทียบพิจารณาจะพบว่าฐานข้อมูลการค้าระหว่าง สปป.ลาว มีมูลค่าการค้าไม่ตรงกับฐานข้อมูลที่ทางประเทศไทยจัดเก็บ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลการค้าชุดเดียวกัน หรือแม้กระทั่งข้อมูลการค้าระหว่าง สปป.ลาว กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีลักษณะเช่นเดียวกันกับข้อมูลการค้าระหว่างไทย

นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของ สปป.ลาว ที่มีต่อนักลงทุนต่างชาติ โดยทาง Committee for Planning and Investment, Department for Promotion and Management of Domestic and Foreign Investment ได้จำแนกกฎระเบียบออกเป็นดังนี้

>> พื้นที่เขตการส่งเสริมการลงทุนออกเป็น 3 เขต

  • เขตทุรกันดาร จัดอยู่ในเขตที่ 1
  • เขตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น จัดอยู่ในเขตที่ 2
  • เขตที่อยู่ในเมือง จัดอยู่ในเขตที่ 3
  • >> เรื่องอากรกำไร (สำหรับเขตต่างๆ)

  • เขตที่ 1 : ยกเว้น 7 ปีตั้งแต่เริ่มกิจการ
  • เขตที่ 2 : ยกเว้น 5 ปี ต่อจากนั้น 3 ปี ลดเหลือครึ่งหนึ่ง (75%) และในปีที่ 9 คิดอัตราที่ 15% ตลอดไป
  • เขตที่ 3 : 2 ปีแรกคิดอัตราที่ 3%, ต่อจากนั้น 2 ปีครึ่ง คิดอัตราที่ 10% และ ปีที่ 5 คิดอัตราที่ 3%
  • >> การยกเว้นภาษี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีส่งออก (สำหรับการผลิตเพื่อส่งออก แต่ถ้านำเข้าเพื่อผลิต แล้วขายในประเทศต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด) เขตเศรษฐกิจพิเศษ จะต้องเสียอากรต่างจากเขตทั่วไป 

    โดยอุตสาหกรรมฟอกย้อม เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ในอนาคตที่ นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศไทยจะเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะแหล่งน้ำและไฟฟ้าที่เป็นปัจจัยหลักและมีความสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว และทาง สปป.ลาว ได้มีการมอบหมายให้กระทรวงสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับน้ำเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว

    เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จะนำเข้ามาติดตั้ง (ในกรณีที่เป็นเครื่องจักรเก่า) ซึ่งสถานประกอบการมี ความประสงค์ที่จะเคลื่อนย้ายฐานการผลิต โดยนำเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้ามาติดตั้งใน สปป.ลาว ทางหน่วยงาน       ที่ดูแลรับผิดชอบได้กำหนดและระบุว่าถึงประสิทธิภาพของเครื่องจักรพร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำเข้ามาติดตั้งจะต้องมีมาตรฐานของเครื่องจักรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

    ประเด็นเรื่องของแรงงานที่จะเข้ามารองรับในภาคอุตสาหกรรม (สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม) พบว่า น่าจะมีจำนวนที่เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรมฯ ดังกล่าว เพราะเนื่องจาก สปป.ลาว เป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้นแรงงานส่วนใหญ่จึงยังมีการแฝงตัวอยู่ในภาคการเกษตร แต่ปัญหาในเรื่องของจำนวนแรงงานไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ปัญหาที่อาจจะส่งผลตามมา คือ ความไม่คุ้นเคยในการทำงานภาคอุตสาหกรรมของแรงงาน อีกทั้งแรงงานยังขาดทักษะ ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถของแรงงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำในการปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม (สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม) ได้จริง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการจัดให้มีการฝึกฝนอบรมทักษะและพัฒนาความรู้ความสามารถของแรงงาน รวมทั้งยกระดับแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมให้สามารถปฏิบัติงานได้จริงก่อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (Thai Textile Institute : THTI) ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว