|
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของ สปป.ลาว จัดทำขึ้นทุกๆ 5 ปี เพื่อใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะกลาง มีเป้าหมายหลัก คือ เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และมุ่งขจัดความยากจนของประชาชน โดยลาวเริ่มใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับแรกตั้งแต่ปี 2524 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2548
ล่าสุด รัฐบาล สปป.ลาวอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศใช่วงปี 2549-2553 มีรายละเอียด ดังนี้
-
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ : แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 กำหนดอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ เฉลี่ยร้อยละ 7.2 ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และการส่งเสริมการส่งออกของประเทศ
-
มุ่งขจัดความยากจน : การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานให้กับประชาชน ทั้งนี้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 กำหนดให้พลเมืองของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 380 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในปี 2547 เป็น 720 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ภายในปี 2553
-
การส่งออก : แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 กำหนดเป้าหมายมูลค่าการส่งออกขยายตัวร้อยละ 10 ต่อปี ในช่วงปี 2549-2553 เพื่อผลักดันให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญในการเพิ่มรายได้ในการส่งออกให้กับลาว ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป และเหมืองแร่ ทั้งนี้ รัฐบาลลาว คาดว่าการส่งออกรวมของประเทศในช่วงปี 2549-2553 จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.92 พันดอลลาร์สหรัฐ โดยในปี 2553 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนฯ คาดว่ามูลค่าส่งออกของอุตสาหกรรมต่างๆ จะเป็น ดังนี้
เป้าหมายมูลค่าส่งออกของลาว (ปี 2553)
นอกจากนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ยังเน้นสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจของลาว ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องต่างจากเดิมที่การพัฒนาประเทศต้องพึ่งพาภาครัฐ และการช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ลาว มีศักยภาพเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ มีดังนี้
-
สปป.ลาวยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) จากประเทศผู้นำเข้าถึง 48 ประเทศทั่วโลก อาทิ ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (European Union : EU) และญี่ปุ่น เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของลาวยังอยู่ในระดับต่ำ สังเกตได้จากมูลค่าการส่งออกรวมของลาวที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของอาเซียน ยิ่งไปกว่านั้น EU ยังขยายสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปภายใต้โครงการ Everything But Arms (EBA) ให้แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งรวมถึงลาวมาตั้งแต่ปี 2544 โดย EU ยกเว้นการเรียกเก็บภาษีนำเข้า และยกเลิกการกำหนดโควตานำเข้าสินค้าทุกประเภทจากลาว ซึ่งที่ผ่านมาหลักเกณฑ์การพิจารณาแห่งกำเนินสินค้า
-
สปป.ลาวได้รับสถานการณ์เป็นคู่ค้าปกติ (Normal Trade Relation : NTR) จากสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2547 ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากลาวลดลงจากร้อยละ 45 เหลือร้อยละ 2.4 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกของลาวไปสหรัฐฯ ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญของลาวที่มีศักยภาพในการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุธรรมชาติ
-
โครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ (น้ำเทิน 2) ซึ่งมีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2552 จะทำให้รัฐบาลลาวมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าสัมปทานโครงการ รวมทั้งเพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ก่อสร้างเขื่อน รวมถึงเป็นแหล่งสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศจากการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในระยะต่อไป
-
การลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากลาวยังคงมีทรัพยากรแร่ทั้งที่สำรวจพบแล้ว และรอการสำรวจอยู่จำนวนมาก ประกอบกับความต้องการแร่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แร่ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลให้สัมปทานสำรวจแร่ในหลายพื้นที่กับบริษัทผู้ดำเนินการเหมืองแร่ต่างชาติ อาทิ บริษัทเหมืองแร่จากจีนและเวียดนามที่เข้าไปสำรวจแร่เหล็กในพื้นที่เขตภูขี้เหล็กในเขตปกครองพิเศษไชยสมบูรณ์ (ปัจจุบันเป็นแขวงเวียงจันทร์) และพื้นที่เขตเมืองเวียงไชย ในแขวงหัวพัน ตามลำดับขณะที่การส่งออกแร่ทองแดงจากเหมืองเซโปน ซึ่งเป็นเหมืองทองคำและทองแดงใหญ่ที่สุดในลาว ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
|