ภาพรวมเทคโนโลยีฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ  สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ซอยตรีมิตร ถ. พระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม.10110

3.การตกแต่งสำเร็จ (Finishing)

การตกแต่งสำเร็จสิ่งทอเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมากจากกระบวนการฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ โดยการตกแต่งสำเร็จเป็นการปรับปรุงหรือเพิ่มเติมคุณสมบัติบางอย่างให้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพื่อให้สิ่งทอนั้นมีคุณสมบัติการใช้สอยดีขึ้นหรือตรงต่อความต้องการมากขึ้น   และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การตกแต่งสำเร็จอาจทำได้หลายวิธีทั้งใช้เครื่องจักรในการผลิตหรือใช้สารเคมีเข้าช่วย

การจำแนกประเภทตามกรรมวิธีการตกแต่งมี 2 ประเภท

1)  การตกแต่งสำเร็จเชิงกล (Mechanical Finishing)  เป็นการตกแต่งสิ่งทอโดยใช้เครื่องจักรในการผลิตซึ่งเป็นลักษณะเชิงกล  เป็นการตกแต่งสำเร็จที่เปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของผืนผ้า  เช่น การขัดมัน การตัดขน   การตะกุยขน การทำให้ผ้าหดตัว  เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผ้ามีคุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น เรียบเป็นมันเงา  นุ่ม ผิวสัมผัสดีขึ้น

2) การตกแต่งสำเร็จทางเคมี (Chemical Finishing) เป็นการตกแต่งสำเร็จสิ่งทอด้วยสารละลาย ซึ่งสารตั้งต้นอาจจะมาจากธรรมชาติ หรือสารเคมีสังเคราะห์ขึ้นมา เพื่อช่วยในการปรับปรุงหรือเพิ่มเติมคุณสมบัติแตกต่างออกไปตามที่ต้องการ เช่น การตกแต่งต้านการยับ การตกแต่งต้านการลามไฟ การตกแต่งสะท้อนน้ำ การตกแต่งต้านแบคทีเรีย การตกแต่งต้านไฟฟ้าสถิต การตกแต่งให้มีกลิ่นหอม และการตกแต่งให้ผิวสัมผัสนุ่มดีขึ้น เป็นต้น   ซึ่งในการตกแต่งด้วยสารละลายส่วนใหญ่จะทำในเครื่องสเต็นเตอร์ (Stenter) ซึ่งสามารถใช้ได้กับผ้าหลากหลายชนิด และโครงสร้าง ในปัจจุบันมีเครื่องจักรที่พัฒนามารองรับการตกแต่งสำเร็จทางเคมีหลากหลายรูปแบบได้แก่ เครื่องพ่นสเปร์ย เครื่องตกแต่งผ้า add on finishing เพื่อให้ผ้ามีคุณสมบัติ 2 ด้านไม่เหมือนกัน เป็นต้น

ตัวอย่างการตกแต่งสำเร็จเชิงกลได้แก่

  • การตกแต่งสำเร็จให้ผ้าเรียบและมันเงาหรือขัดมัน (Calendering) การตกแต่งนี้จะเป็นการนำ

ผ้าผ่านลูกกลิ้งร้อนแล้วใช้แรงกดทับด้วยแรงอัดสูง ผ้าที่ผ่านการตกแต่งสำเร็จนี้จะมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นหลายประการ คือ  ผิวผ้าจะเรียบขึ้น ปมหรือขนผ้าจะลดลง ซึ่งบางครั้งในขั้นตอนนี้จำเป็นมากสำหรับการเตรียมผ้าที่จะนำไปเคลือบด้วยเรซินต่อไป  นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความเงามันบนผ้า เพิ่มความทึบของผ้า และผ้าที่ได้จะนิ่มขึ้นด้วย

  • การขัดผิวผ้า (Sueding หรือ Emerising) การตกแต่งนี้เป็นการขัดผิวผ้าด้วยกระดาษทราย (Sand Paper) เพื่อให้มีลักษณะเหมือนหนังกลับและจะนุ่มนวล ผ้าที่ถูกขัดผิวจะมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า peach skin
  • การตัดขนผิวผ้า (shearing หรือ cropping) การตกแต่งนี้จะเป็นการตัดเฉือนเส้นใยที่โผล่ออกมาให้มีความเรียบและความยาวเท่ากัน โดยผ้าจะเคลื่อนที่ผ่านมาที่แท่นตัด และใบมีดหมุนจะตัดขนเส้นใยที่ยาวเกินความต้องการออกไป  เส้นใยที่ตัดออกไปแล้วจะถูกดูดออกจากเครื่องทันที การตกแต่งนี้นิยมใช้กับการตัดขนผ้าขนแกะ หรือในการตัดผิวผ้าโดยการทำเป็นห่วงก่อน เมื่อนำมาตัดเฉือนก็จะได้ผ้าที่มีขนสม่ำเสมอ ให้ผิวสัมผัสคล้ายผ้ากำมะหยี่
  • การตะกุยขน (Napping หรือ Raising) เป็นการตกแต่งที่ทำให้ผิวผ้ามีขนโดยลูกกลิ้งเข็ม จะได้ผ้าที่นุ่มขึ้น
  • การตกแต่งเพื่อเพิ่มผิวสัมผัสและป้องกันการหด ด้วยเครื่อง Sanforize โดยเครื่องนี้จะมีลูกกลิ้งและสายพานยาง โดยลูกกลิ้งทำหน้าที่อัดผ้าให้หดตัวโดยอาศัยสายพานยางเป็นตัวยึดผ้า ทำให้ผ้าเคลื่อนตัวออกได้ช้ากว่าผ้าเข้า

ตัวอย่างการตกแต่งสำเร็จด้วยสารเคมี  ได้แก่

  • การตกแต่งให้นุ่ม (Soft finish) เป็นการทำตกแต่งสำเร็จให้ผ้ามีมีผิวสัมผัสนุ่ม น่าสัมผัส เหมาะกับการใช้งานกับผ้าที่ต้องสัมผัสกับผิวของผู้ใช้ เช่น เสื้อผ้า ชุดกีฬา เป็นต้น  สารที่ใช้ในการตกแต่งให้นุ่มมีหลายประเภท แต่ในปัจจุบันที่นิยมใช้จะเป็นสารสังเคราะห์พวกซิลิโคน (Silicone) และ สารฟลูออโรเรซิน เป็นต้น
  • การตกแต่งในการลดน้ำหนัก (weight reduction) เป็นการตกแต่งด้วยการลดน้ำหนักของผ้าลงโดยการผ้าไปแช่ในสารละลายโซดาไฟ แล้วอบแห้ง ผ้าที่ได้จะมีความนุ่ม ความโปร่งและเบามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคสวมใส่สบายขึ้น นอกจากนี้ผ้ายังมีความเงาคล้ายไหมทำให้สวยงามด้วย นิยมใช้กระบวนการตกแต่งนี้กับเส้นใยสังเคราะห์โดยเฉพาะโพลีเอสเตอร์ เนื่องจากเส้นใยนี้มีสัมผัสที่ค่อยข้างแข็ง ไม่นุ่ม ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้งานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า
  • การตกแต่งขาว (Optical brightening agent (OBA) finish) บางครั้งอาจเรียกว่าเป็นการย้อมขาวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผ้าขาวโดยเฉพาะผ้าใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย บางครั้งสิ่งเจือปนที่มีมาตามธรรมชาติจะยังไม่ขาวเพียงพอแม้จะผ่านการฟอกขาว หรือการทำความสะอาดมาแล้วก็ตาม  การตกแต่งทำโดยใช้สารเรืองแสง จะทำให้ผ้าขาวขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษคือ ตัวสารจะสามารถดูดซึมรังสีอุลตราไวโอเลตที่มาตกกระทบและปล่อยรังสีนั้นกลับออกมาในช่วงของรังสีแสง ส่วนมากจะเป็นแสงสีฟ้า ฟ้าออกม่วง  ฟ้าออกเขียว หรือฟ้าออกแดง ดังนั้นผ้าไม่เพียงแต่จะมีความขาวเพิ่มขึ้นเท่านั้น  แต่ยังมีความสว่างสดใสเป็นพิเศษอีกด้วย
  • การตกแต่งต้านการยับ (Anti-crease finishes)  ผ้าบางชนิดจะยับง่ายเมื่อผ่านการซัก หรือเมื่อสวมใส่การตกแต่งต้านการยับนี้จะช่วยให้ผ้ามีคุณสมบัติคืนตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผ้าเส้นใยเซลลูโลส เช่น ผ้าฝ้าย เรยอน หรือ T/C เป็นต้น สารเรซินที่ใช้ในการตกแต่งกันยับจะเป็นสารพวก “ methylon carbamate” และ “ dihydroxy – diethylon ethylene urea – (DHDMEU)”
  • การตกแต่งต้านการหด (shrinkage proofing finishes)  เป็นการตกแต่งเพื่อป้องกันหดและป้องกันการเสียรูปทรงซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการซักล้างหรือการรีด ทำให้เสื้อผ้าต้องเสียรูปไปจนสวมใส่ต่อไปอีกไม่ได้ การตกแต่งต้านการหดจึงนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นโดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง
  • การตกแต่งต้านการลามไฟ (Flame-retardant Finish) เป็นการตกแต่งเพื่อให้ผ้าต้านการลามไฟหรืออีกนัยหนึ่ง คือติดไฟยากเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟหรือความร้อนสูง   สารที่ตกแต่งต้านการลามไฟนี้มีหลายกลุ่มเช่น  กลุ่มฮาโลเจน (Halogen-based) กลุ่มฟอสฟอรัส (Phosphorus) กลุ่มอนินทรีย์ (Inorganic salt)กลุ่มไนโตรเจน(Nitrogen) แต่ที่นิยมและผ่านการรับรองความปลอดภัยจะเป็นสารกลุ่มฟอสฟอรัส (Phosphorus) และกลุ่มอนินทรีย์ (Inorganic salt)   ในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาได้ให้ความสำคัญกับการตกแต่งต้านการไฟให้กับวัสดุสิ่งทอมาก  ถึงกับมีการออกกฏหมายบังคับใช้สำหรับวัสดุสิ่งทอที่ใช้ในบ้านเรือน โรงแรม เป็นต้น
  • การตกแต่งสะท้อนน้ำ (Water repellent Finish)  ในปัจจุบันมีหลายวิธี  ทั้งวิธีทางกายภาพ เช่น การดัดแปรพื้นผิวเส้นใยโดยใช้เทคโนโลยีพลาสมา หรือวิธีทางเคมี เช่น การการเคลือบผิวเส้นใยด้วยสารที่มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ(Hydrophobic) ได้แก่สารเคมีพวก พาราฟิน แว็กซ์ ซิลิโคนและสารประกอบฟลูออโรคาร์บอน เช่น เทฟล่อน (polytetrafluoroethylene) เป็นต้น
  • การตกแต่งกันไฟฟ้าสถิตย์ (Anti-static Finish)  การเกิดไฟฟ้าสถิตย์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะกระบวนการที่มีการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเส้นใยสังเคราะห์ โดยเฉพาะการผลิตเส้นนใยและผ้าผืนที่มีการใช้ความเร็วในการผลิตสูง จะทำให้พื้นผิวของเส้นใยหรือผืนผ้าเกิดไฟฟ้าสถิตจากแรงเสียดสี และจะถ่ายเทประจุไปซึ่งกันและกัน ที่พบบ่อยได้แก่ ในโรงปั่นด้าย โรงทอผ้า และในโรงฟอกย้อมผ้า ในส่วนของเครื่อง stenter ที่ม้วนผ้าเข้า A-flame เป็นต้น สารตกแต่งต้านไฟฟ้าสถิตย์จัดเป็นสารเคมีที่เติมลงในเส้นใยหรือผืนผ้าเพื่อลดการสะสมของประจุสถิตย์ทางไฟฟ้า (electrostatic charges) สารตกแต่งในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสารที่ดูดความชื้น (Hygroscopic) ซึ่งได้แก่ สารลดแรงตึงผิว เกลือของสารอินทรีย์ ไกลคอล โพลีเอทิลีนไกลคอล เกลือแอมโมเนียมชนิดจตุรภูมิ (quaternary ammonium salts) ฟอสเฟตเอสเทอร์ประเภทสารอินทรีย์   เป็นต้น
  • การตกแต่งกันมอด (Anti-Moth Finishes)  ผ้าขนสัตว์และผ้าที่ผลิตจากใยที่มีเคราติน (keratin)เป็นส่วนประกอบ ตัวมอดชอบกิน ดังนั้นจำเป็นต้องตกแต่งกันมอด สามารถทำได้  2 วิธีด้วยกัน วิธีหนึ่งเป็นการใช้สารเคมีที่กันมอดได้มาอาบเส้นใยไว้ อีกวิธีหนึ่งเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของเคราตินภายในเส้นใย เป็นต้น
  • การตกแต่งให้ทนเปื้อน (Soil Release Finishes) การตกแต่งแบบนี้จะทำให้เส้นใยเกิดความต้านทานไม่ให้สิ่งสกปรกมาเกาะติดได้ เช่น น้ำมันหรือ น้ำสกปรกต่างๆ เหมาะสำหรับการตกแต่งผ้ากันเปื้อน ผ้าปูโต๊ะ กระเป๋าผ้า เป็นต้น
  • การตกแต่งต้านแบคทีเรีย (Anti-bacteria Finishes) สารที่ใช้ในการตกแต่งต้านแบคทีเรียในปัจจุบันมีทั้งสารธรรมชาติ เช่น ไคโตซาน และสารสังเคราะห์ได้แก่ นาโนซิงค์ออกไซค์  ซิลเวอร์ออกไซค์ เป็นต้น การตกแต่งนี้จะไปยับยั้งการเพิ่มจำนวน และการเจริญของแบคทีเรียหลายชนิดซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย และก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้แก่ เกิดอาการคัน กลิ่นเหม็น เป็นต้น
  • การตกแต่งผ้าให้มีกลิ่นหอม (Perfume microencapsulate finishes)โดยใช้เทคโนโลยีไมโครเอ็นแคบซูลเลชั่น  ซึ่งจะประกอบด้วยสารสองส่วนที่สำคัญคือ สารที่เป็นแกนข้างในจะเป็นน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากพืชหรือจากการสังเคราะห์ ส่วนที่ห่อหุ้มหรือเปลือกจะเป็นสารจากขี้ผึ้ง แวกซ์ หรือโพลียูรีเทน เมื่อนำมาตกแต่งสำเร็จบนผ้าแล้วผ้านั้นเกิดการขัดถู เปลือกที่ห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหยก็จะแตกออก แล้วกลิ่นก็จะระเหยออกมา เหมาะสำหรับเสื้อผ้า ชุดทำงาน ชุดสปา เป็นต้น

บทส่งท้าย

การตกแต่งสำเร็จในอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นยังมีอีกหลากหลายวิธี ทั้งการตกแต่งแบบเชิงกลและการตกแต่งด้วยสารเคมี ซึ่งจะใช้วิธีใดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการนั้น ทางผู้ผลิตจะต้องพิจารณาถึงผลดี ผลเสีย และต้นทุนด้วย   สำหรับเนื้อหาของการตกแต่งต่างๆเหล่านี้ ทางทีมงานจะรวบรวมและนำเสนอต่อไปในฉบับๆต่อไปนะคะ

เรียบเรียงโดยทีมงานศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

*******************************************************

ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยี   สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ซอยตรีมิตร ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง

เขตคลองเตย   กรุงเทพ 10110

โทร. 02-713 5492-9 ต่อ 408,413  ติดต่อ ศศิมา ,กรวิกา

แฟกซ์ 02-7135492 ต่อ 415

www.thaitextile.org/tdc

sasima@thaitextile.org

sasimathti@gmail.com