|
การแข่งขันทางด้านเวลา
(Time-based competition) ดร.ธนัญญา
วสุศรี
การแข่งขันทางธุรกิจที่เวลาเป็นข้อได้เปรียบทางการค้าที่สำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถเปลี่ยนสถานะจากการเป็นผู้สามารถแข่งขันในการรับคำสั่งซื้อ
(Order qualifiers) กลายเป็น ผู้ชนะจากการได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า
(Order Winners) ดังนั้นการแข่งขันทางด้านเวลาหรือการบริหารงานที่มีเวลาเป็นตัววัดประสิทธิภาพ
(time-based management) จึงหมายถึง การบริหารงานที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วภายใต้คุณภาพและต้นทุนที่ลูกค้ายอมรับได้
ความคิดในการบริหารงานแบบเดิม
ๆ มีแนวความคิดว่า เราจะไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพดีได้ในขณะเดียวกัน
หรือเราไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำโดยมีความสามารถในการส่งมอบอย่างรวดเร็วได้
หรือ เราไม่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพดีได้ นักวิชาการหลายท่านทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ
อาทิเช่น Crosby, Juran และ Feigenbaum เป็นต้น ได้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพสามารถช่วยลดต้นทุนได้
โดยการออกแบบระบบการผลิตที่ป้องกันการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า,
การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตและจัดส่งได้โดยง่าย รวมถึงการจัดอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานและข้อจำกัดต่าง
ๆ ซึ่งวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถจัดเป็น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการป้องกันไม่ให้ความไม่มีคุณภาพเกิดขึ้น
(Prevention cost) โดยผลที่ได้จาก prevention cost คือ การลดลงของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการตรวจทดสอบ
(inspection) และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อสินค้าเสียหาย (failure)
เช่น scrap, rework, downgrading หรือ lost sales จึงสามารถสรุปได้ว่า
ต้นทุนไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเมื่อต้องการพัฒนาคุณภาพ ในทางตรงกันข้าม
ต้นทุนจะลดลงเมื่อคุณภาพดีขึ้น ลองคิดดูง่าย ๆ ถ้าผลิตแล้วเป็นไปตามคุณภาพตั้งแต่ครั้งแรก
ย่อมจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการผลิตที่มีการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า
ในทำนองเดียวกัน
ถ้าหากองค์กรมีเป้าหมายในการตอบสนองความต้องการทางด้านเวลาของลูกค้า
ผลประโยชน์ที่จะได้คือ กิจกรรมในการผลิตลดลง, รอบระยะเวลาในการผลิตสั้นลง,
การไหลของสินค้าคงคลังรวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จะลดลง เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรเนื่องจากจะต้องทำการรักษาระบบไม่ให้ไม่การเสียอย่างกระทันหันของเครื่องจักรเกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่า การตั้งเป้าหมายในการลดเวลา จะทำให้ต้นทุนลง ในขณะเดียวกัน
การมุ่งหาแหล่งที่มาหรือต้นเหตุของการทำงานล่าช้า จะช่วยลดข้อบกพร่องของสินค้าหรือบริการ
เนื่องความยากลำบากในการควบคุมแปรปรวนของคุณภาพผลิตภัณฑ์จะขึ้นอยู่จำนวนกิจกรรมหรือกระบวนการที่ใช้ในการแปลง
input ให้เป็น output ได้ ดังนั้นการตั้งเป้าหมายทางด้านเวลา เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าและบริการได้รวดเร็วขึ้น
ผลพลอยได้คือคุณภาพที่ดีขึ้น และต้นทุนที่ลดต่ำลง
การบริหารทางด้านเวลากับการเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการ
องค์กรที่สามารถนำเอาการแข่งขันทางด้านเวลามาเป็นเกณฑ์ (performance
measure) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีขึ้น จะนำไปสู่การเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการได้ดีขึ้น
การที่องค์สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
นอกจากลูกค้าจะพึงพอใจแล้ว ยังส่งผลทำให้ลูกค้าสามารถลดจำนวนสินค้าคงคลังลง
ซึ่งจะทำให้เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้, ถ้าระยะเวลาในการผลิตสินค้าลดลง
องค์กรจึงมีความสามารถในการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการสามารถทำได้
โดยมุ่งเน้นที่การผลิตในขนาดเล็กแต่มีความหลายหลาย, การเพิ่มสินค้าและบริการใหม่ในรอบระยะเวลาที่สั้นลง
และการลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการพยากรณ์ความต้องการ เนื่องจากมีความสามารถในการผลิตที่สั้นลง
ช่วงระยะเวลาในการพยากรณ์ความต้องการล่วงหน้าก็สั้นลง เมื่อช่วงระยะเวลาการพยากรณ์สั้นลง
ความแม่นยำของการพยากรณ์ย่อมมากขึ้น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการสต๊อกสินค้า
หรือการที่สินค้าขาดสต๊อกย่อมลดลง
จะเห็นได้ว่าการนำเอาเวลามาเป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาองค์กรจะมีประโยชน์มากมาย
แต่ในขณะเดียวกันข้อจำกัดของ time-based management ก็ยังคงมีอยู่ได้แก่ความต้องการความรวดเร็ว
และระดับความเร็วที่ต้องการ องค์กรที่ผลิตสินค้าที่สามารถพยากรณ์ได้ง่าย
เช่น ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ปริมาณสูงและราคาค่อนข้างต่ำ ซึ่งการผลิตสินค้าดังกล่าวสามารถจัดเตรียมได้ล่วงหน้า
และสามารถทำการผลิตได้โดยไม่ต้องการความรวดเร็ว รวมทั้งในกรณีที่ลูกค้าไม่ต้องการสินค้ารวดเร็ว
เพราะมีความสามารถในการวางแผนความต้องการได้อย่างดีล่วงหน้า การส่งมอบสินค้ารวดเร็วสำหรับลูกค้ากรณีนี้จึงไม่มีความจำเป็น
ซ้ำยังอาจเป็นการ waiting inventories สำหรับลูกค้าอีกต่างหาก นอกจากนี้หากบริษัทต้องการปรับปรุงให้ระดับความสามารถในการตอบสนองของลูกค้ารวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
เราจำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า และผู้ส่งมอบวัตถุดิบด้วยว่ามีความสามารถในระดับเดียวกับเราหรือไม่
(Harrison and van Hoek, 2001) ได้กล่าวถึงกรณี Toyota ว่า Toyota
ใช้ระบบ JIT ในการบริหารการผลิต โดยที่ Toyota สามารถประกอบรถและส่งรถให้แก่ลูกค้าได้ภายในเวลา
5 วัน แต่อย่างไรก็ตาม Toyota ไม่ได้นำเอาตัวเลข 5 วัน เอามาใช้ในการบริหาร
ทั้งนี้เนื่องจาก Toyota ยังไม่อยากสร้างภาระให้แก่บริษัทผู้ส่งมอบวัตถุดิบ
และที่สำคัญลูกค้าพอใช้กับความรวดเร็วในการตอบสนองของ Toyota ในปัจจุบัน
การเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองจึงยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในขณะนี้
ตอนนี้ก็จะขอสรุปถึง
time-based management จะช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง
รวดเร็ว และต้นทุนที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นที่ลดเวลาเป็นหลัก ผลพลอยได้ต่าง
ๆ จากการลดเวลา ก็คือ การลดลงของกิจกรรมที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ลดลง
ทำให้คุณภาพที่ดีขึ้นเนื่องจากต้นเหตุของความแปรปรวนลดลง และทำให้ต้นทุนลดลง
แต่อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรมีลักษณะที่แตกต่างกัน ความรวดเร็วไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการเป็น
order winners การบริหารงานทางด้านเวลา time-based management ก็ไม่จำเป็นต้องมาใช้
เอกสารอ้างอิง
Harrison, A. and van
Hoek, R. (2001) Logistics Management and Strategy. Prentice Hall.
|