Responsiveness
แนวคิด
Responsiveness นี้ เกิดขึ้นจากปัญหาที่ว่า อุตสาหกรรมต่างกันควรจะมีการบริหาร
"ความเร็ว" และ "ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า"
ต่างกันอย่างไร จากงานวิจัย Responsiveness of Order fulfillment
Processes (Kritchanchai และ MacCarthy, 1999,) พบว่า การนำหลักการสร้างความสามารถในการสนองตอบความต้องการของลูกค้านี้มาใช้ต้องคำนึงถึง
-
สิ่งกระตุ้นที่ทำให้อุตสาหกรรมต้องสร้างความสามารถในการสนองตอบ (stimuli)
-
ความรู้ถึงสิ่งที่มากระตุ้นและหนทางตอบสนองเชิงอุตสาหกรรม (awareness)
-
การสร้างความสามารถในการสนองตอบเชิงอุตสาหกรรม (capabilities)
-
เป้าหมายในการสนองตอบ (goals)
อุตสาหกรรมที่มีลักษณะต่างกันนั้นจะมีชนิดและลักษณะของปัจจัย
4 ตัวนี้ต่างกัน สามารถจำแนกอุตสาหกรรมได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ โดยพิจารณาจากลักษณะของโซ่อุปทานและปัจจัยทั้ง
4 เหล่านี้ ลักษณะของโซ่อุปทานที่ต่างกันสามารถแบ่งแยกได้โดย
-
ลักษณะของผลิตภัณฑ์ ในแง่ของ standardised/ customised product
-
ลักษณะของอุปสงค์ของลูกค้าในแง่ของ demand variability
-
การเริ่มต้นการผลิต (production triggering) ว่าเป็นการผลิตตามแผนเพื่อเก็บสู่คงคลังหรือเป็นการเริ่มต้นการผลิตเมื่อลูกค้าต้องการเท่านั้น
-
ความคาดหวังของลูกค้า
จากปัจจัยเหล่านี้
สามารถพัฒนาและสร้างกลยุทธ์ในการสร้าง Responsiveness เพื่อบริหาร
"เวลา" และ "ความเร็ว" ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้ดังนี้
4.1.
อุตสาหกรรมกลุ่มที่ 1
อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้เป็นจำพวกอุตสาหกรรมอาหาร
อุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่มีความต้องการของลูกค้าในสินค้าเชิงองค์ประกอบ
(specifications) อย่างชัดเจน หากแต่ปริมาณความต้องการของลูกค้านี้จะไม่แน่นอน
และเป็นตัวที่มากระตุ้นให้อุตสหกรรมต้องสร้างความสามารถในการสนองตอบส่วนเป้าหมายของการสนองตอบคือ
การที่มีสินค้าวางขายอย่างต่อเนื่อง (on-shelf) การบริหาร "เวลา"
และ "ความเร็ว" ให้เหมาะสมเพื่อสร้าง responsiveness ในอุตสาหกรรมประเภทนี้
ต้องประกอบด้วย
-
การพยากรณ์ความต้องการลูกค้าอย่างแม่นยำ (Forecast accuracy)
-
การปรับแผนการผลิตผลิตภัณฑ์สุดท้ายอย่างรวดเร็ว (Production plan
adjustment) ตามความต้องการลูกค้า
-
การจัดแรงงานการผลิตให้พอเพียงตลอดเวลา (Workforce capacity)
4.2.
อุตสาหกรรมกลุ่มที่ 2
อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ได้แก่
อุตสาหกรรมสินค้าจำเป็น เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซอุตสาหกรรม
เป้าหมายที่สำคัญของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้คือ การจัดส่งให้ตรงต่อเวลาที่ลูกค้าต้องการ
การบริหาร "ความเร็ว" และ "ความสามารถในการตอบสนอง"
ที่สำคัญของกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดส่งสินค้า ให้ตรงต่อเวลาที่ต้องการ
ดังนั้นอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องมีวัสดุคงคลังไว้ตลอดเวลา
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้โดยทันที เนื่องจากระบบการผลิตของอุตสาหกรรมประเภทนี้โดย
ส่วนมากเป็นการผลิตอย่างต่อเนื่อง (continuous flow line) ปัญหาขัดข้องในระบบการผลิตที่จะทำให้วัสดุคงคลังขาดไป
นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา เช่น การเสียของเครื่องจักร โดยสรุปแล้ว
การบริหาร "เวลา" และ "ความเร็ว" ของอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ควรคำนึงถึง
-
การเตรียมวัสดุคงคลังให้เต็มตลอดเวลา
-
ปัญหาการเสียของเครื่องจักร
-
การจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว
4.3.
อุตสาหกรรมกลุ่มที่ 3
อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ได้แก่
อุตสาหกรรมยานยนต์, การผลิตเสื้อผ้า, ผลิตเหล็กกล้า, ผลิตจักรยาน
อุตสาหกรรมกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ แต่จะมีบางสิ่งที่เหมือนกัน คือ
สามารถผลิตชิ้นส่วนประกอบเก็บไว้ในคลังได้ จนเมื่อความต้องการของลูกค้าเข้ามาในระบบ
จึงสามารถนำมาประกอบได้ตามความต้องการที่ระบุมา เพราะอุตสาหกรรมไม่สามารถทราบองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์สุดท้ายจนกว่าคำสั่งของลูกค้าจะเข้ามาในระบบการบริหาร
"เวลา" และ "ความเร็ว" เพื่อจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพควรคำนึงถึง
-
การพยากรณ์ความต้องการชิ้นส่วนประกอบอย่างแม่นยำ
-
การปรับแผนการผลิตรวมทั้งลำดับการผลิตอย่างรวดเร็วภายหลังจากที่
คำสั่งของลูกค้าเข้ามาในระบบ
-
การจัดเตรียมกำลังการผลิตอย่างพอเพียงหรือการเผื่อกำลังการผลิต
-
การจัดลำดับการผลิตรวมทั้งการเข้า/ออกของงานในระบบผลิต (Sequencing/Input
output/control)
4.4.
อุตสาหกรรมกลุ่มที่ 4
อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ได้แก่
อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ หรือเครื่องจักรอุตสาหกรรมความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้
มีความหลากหลายมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ลูกค้าสามารถกำหนดองค์ประกอบต่าง
ๆ ในผลิตภัณฑ์ได้โดยละเอียด อุตสาหกรรมกลุ่มนี้เพียงแค่สามารถเก็บวัตถุดิบไว้ในคงคลังได้เท่านั้น
การผลิตต้องรอจนกว่าลูกค้าจะกำหนดองค์ประกอบผลิตภัณฑ์การบริหาร "เวลา"
และ "ความเร็ว" เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้
ควรคำนึงถึง
-
การใช้เวลาอันรวดเร็วในการออกแบบ/เขียนแบบผลิตภัณฑ์
-
การจัดลำดับงานจากแผนกออกแบบไปสู่ระบบผลิต
-
การวางแผนกำลังการผลิตและการเผื่อกำลังการผลิต
-
การพยากรณ์ชิ้นส่วนที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน
(modularity)