THTI
 
 
หัวใจของการค้าขาย Supply Chain Management (2)                       ปรมินทร์ จาวลา

             ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึง Bullwhip Effect ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการบริหารห่วงโซ่การจัดหาวัตถุดิบสินค้า ซึ่งผู้อ่านคงพอเข้าใจแล้วว่าในกระบวนการของ Supply Chain นั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งย่อมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในกระบวนการต่างๆ ได้ง่าย
              ฉะนั้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการจึงต้องเน้นไปที่การลดความถี่ของข้อบกพร่องให้มากที่สุด
               ในเมื่อ Bullwhip Effect เกิดขึ้นจากการประสานข้อมูลที่ไม่สอดคล้องลงตัว หรืออาจพูดได้ว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนหนี่งที่การจัดการข้อมูล (information flow) ที่ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน เช่น ผู้ผลิต A อาจเก็บสินค้ามากเกินกว่าความต้องการของลูกค้า หรืออาจรวมไปถึงการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้ามากเกินความต้องการ (อันเนื่องมาจากการผลิตที่มากเกินไป) ทำให้เกิดการสูญเสียเรื่องเงินลงทุน
               ทั้งนี้ก็เพราะการบริหาร Flow ของข้อมูลทั้งสองฝ่ายไม่ประสานกัน จึงไม่แปลกที่เรื่องของการจัดการ Supply Chain จะกลายมาเป็นเรื่องของการบริหารข้อมูลเป็นหลัก (Information Management) เพื่อการแก้ปัญหา Bullwhip ที่เกิดขึ้น
                ความจำเป็นในการลด "Bullwhip Effect" นั้นมาเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่า อะไรคือแรงผลักดันให้เกิด การวางแผนความต้องการสั่งซื้อสินค้าในจำนวนมากขึ้น อีกทั้งรายการสินค้าที่หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มปริมาณคำสั่งซื้อขึ้นหลายๆ จุดในห่วงโซ่ของการจัดส่งสินค้า
                 กระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดความผันแปรของ "Bullwhip Effect" ก็คือ ความเข้าใจของบรรดาลูกค้า
                 และผู้จัดส่งสินค้าที่มีต่อแรงผลักดันความต้องการสั่งสินค้า ตลอดจนรูปแบบการจัดส่งสินค้า
                 การทำงานร่วมกันในการปรับปรุงคุณภาพของข่าวสารข้อมูล และปรับลดช่วงระยะเวลาในการดำเนินการตลอดทั้งกระบวนการ
                 นอกจากนี้แล้วในการพยายามลด "Bullwhip Effect" และเพิ่มผลการดำเนินงานที่ดีสำหรับธุรกิจจะมีจุดสังเกต ตามหัวข้อต่อไปนี้
                 1. สร้างกลไกการตรวจสอบความต้องการที่แท้จริงในผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากมีการจักทำโปรโมชั่น ก็จำต้องอยู่บนพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และไม่นำการซื้อ หรือ Demand อันเนื่องมาจากโปรโมชั่นมาเป็นข้อมูลความต้องการของลูกค้า
                   จุดนี้เป็นเรื่องที่องค์กรหลายๆ แห่ง ประสบปัญหาเป็นอย่างมากที่จะต้องไม่สร้างภาพลวงตาจากยอดขายเนื่องจากการทำโปรโมชั่น และหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลง หรือการขึ้นลงของราคา (Price Fluctuation) นำเสนอผลิตภัณฑ์ของที่ราคาใดราคาหนึ่ง เพื่อลดการซื้อที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการโปรโมทลดราคาเป็นครั้งคราว
                  2. ทำความเข้าใจกับรูปแบบของความต้องการสินค้าในแต่ละขั้นตอนของระบบจัดส่งสินค้า เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจถึงระบบจัดส่งที่อาจเป็นตัวก่อปัญหา ทั้งเรื่องความซ้ำซ้อน และเรื่องต้นทุน ผมยกตัวอย่างการทำ Backhauling ของ Tops Supermarket ซึ่งน่าสนใจมาก
                  ที่ Tops มีการจัดการวางระบบขนส่งใหม่เพื่อลดระยะเวลาในการส่งสินค้า และเพื่อลดระยะเวลาในการเก็บสินค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวให้มากที่สุด โดยไม่มีการวิ่งรถเปล่าโดยไม่มีสินค้าบรรทุก
                  3. เพิ่มความถี่ และคุณภาพของความร่วมมือกันในการแปรปันข้อมูลความต้องการสินค้า
                   "ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องของการแบ่งปันและการประสานข้อมูลอย่างแท้จริง"
                   ลองดูตัวอย่าง Dell Computer ที่ประสานข้อมูลการสั่งสินค้ากับ Sony ซึ่งเป็น Supplier ด้านจอมอนิเตอร์ให้กับ Dell เพียงผู้เดียว ทำให้ Dell ไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้าของ Sony ไว้ในสต็อกแม้แต่น้อย
                   4. ปรับลดรายการส่งเสริมการขายซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาลูกค้าเลื่อนคำสั่งซื้อ ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อรูปแบบการสั่งซื้อที่ราบรื่น
                   5. นำเสนอบริการ VMI (vendor managed inventory) โดยการร่วมมือกับลูกค้าในการวางแผนรายการสินค้า เพื่อวางโครงการความต้องการสินค้าในขั้นท้ายสุดจากนั้น ตรวจสอบความต้องการเพื่อให้ได้ระดับวีเอ็มไอ ที่แท้จริง
                   ตามระบบของ VMI แล้ว การส่งมอบหน้าที่ให้การเก็บ และจัดส่งสินค้าให้ผู้ผลิตดำเนินการแทนนั้นจะลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกสินค้าทั้งในส่วนของฝ่ายผลิตเอง และรวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของผู้ค้าปลีก เพราะเกิดการเก็บสินค้าไว้ที่จุดเดียวเท่านั้น เท่ากับเป็นการลดปัญหาในสื่อสารจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งหริอที่เรียกว่า "การลดระยะของห่วงโซ่ลง" (Shorten the Chain) (เช่นกันกับกระบวนการขายตรง (Multi Level Marketing) ที่ช่วยให้เกิดการลดขั้นตอนของ Supply Chain ได้ หากคุณหรือผู้จัดจำหน่ายของคุณเกิดสินค้าขาดแคลน)
                    P&G ได้ร่วมมือกับ 3M ในการใช้ระบบ VMI โดยให้ 3M เป็นผู้ดูแลเรื่องการจัดเก็บสินค้า ผ้าอ้อม โดย P&G ให้ข้อมูลต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์รอบการผลิต ส่งผลให้ระดับสินค้าคงคลังที่ต้องจัดเก็บของ P&G ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 4 สัปดาห์ในปี 1988 เหลือ 1 สัปดาห์ ในปี 1993
                     เรื่องสำคัญต่อการแก้ปัญหา Bullwhip Effect ที่ได้รับความสนใจ และมีความสำคัญเป็นอย่างมากคือ เรื่องของการพยากรณ์ (Forcasting) ที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตและจัดเก็บสินค้าที่ถูกต้องต่อความต้องการมากที่สุด กระบวนการคาดการณ์หรือพยากรณ์อาจนำผลที่ดีหรือร้ายมาสู่บริษัท หรืออาจเพิ่ม Bullwhip Effect ให้มากยิ่งขึ้นได้ หากกระบวนการทีทำมาใช้ให้ได้ผลผลาด ปัญหาเรื่องปริมาณความต้องการสินค้าที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการเกิดความยุ่งยากในการบริหารอุปกรณ์เครื่องมือในการ การขนส่ง และบุคลากรของบริษัท ดังนั้นในความพยามยามแก้ปัญหา Bullwhip Effect ผู้ประกอบการส่วนมากจึงได้นำกลไกที่ใช้สำหรับคาดการณ์อนาคตมาใช้แต่โชคไม่ดีที่ว่าไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะมีประสิทธิภาพในการทำนายได้อย่างถูกต้องแม่นยำโดยไม่มีข้อผิดพลาด บริษัท P&G ทำการศึกษาความต้องการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแพมเพอร์สของเด็กทารก ซึ่งความต้องการนี้จะคงที่ และสามารถทำนายการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แต่ปรากฏว่าคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายที่มีมายังโรงงานผลิตนั้น มีความผันผวนมาก และไม่มีความแน่นอนทำให้การสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตของบริษัท P&G ยิ่งมีความผันแปรมากขึ้นไปอีกบ่อยครั้งที่มีการเก็บวัตถุในการผลิตมากเกินความจำเป็น หรือในบางครั้งมีไม่พอต่อการผลิต
                     P&G ประสบปัญหาเรื่องการผลิตผ้าอ้อมเด็ก ได้ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่มีข้อมูลที่แน่นอนเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค และมีการประสานข้อมูลกับฝ่ายขายไม่ดีพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้สำหรับกรณีนี้อาจเป็นทั้งการผลิตสินค้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
                     โดยมากแล้วบรรดาธุรกิจมักจะทำการผลิตสินค้าเกินความเป็นจริงอยู่เสมอในกรณีของ P&G อย่าลืมว่าการผลิตสินค้าออกมาก็คือ การมีต้นทุนการเก็บสินค้ามากเกินความต้องการของตลาดก็ย่อมมี "ต้นทุนจม" เกิดขึ้น หรือถ้าจะคิดมากๆ และลึกๆ ในเชิงการเงินก็ย่อมมี "ค่าเสียโอกาส" ในการนำต้นทุนที่เสียไปนั้นไปสร้างประโยชน์ด้านอื่น ก็คือมีแต่เสียกับเสีย
                      ผมเคยอ่านข้อเขียนของ ไมเคิล เดล (เจ้าของ Dell Computer ชื่อกระฉ่อนโลก) ที่เขาเชื่อว่ามูลค่าของสินค้าจะลดลง 1% ในทุกๆ 1 สัปดาห์เสมอ ลองคิดดูว่าธุรกิจที่มีมูลค่าสูงๆ 1% ที่ลดลงไปตามความคิดของ Dell จะมีมูลค่ามากมายเพียงใด ด้วยเหตุนี้กระมั้ง Dell จึงดูจะเกลียดชังการเก็บสต็อกสินค้าเหลือเกินจนปัจจุบันอยู่ 18 ชั่วโมงเท่านั้น
                      เมื่อเร็วๆ นี้งานวิจัยซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์เทิรน์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการจำแนกสาเหตุของการเกิด Bullwhip Effect ซึ่งได้ใช้เครื่องมือในการทำนายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นความผันผวนด้านราคาการปรับลดค่าขนส่งและลดปริมาณลง
                      งานวิจัยนำไปสู่ การพัฒนาเทคนิควิธีการทำจะลดความผันแปรในระบบการจัดส่งสินค้าของแต่ละบริษัท  พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานซึ่งรวมไปถึงการพยากรณ์เพื่อการลดปัญหาในการผลิต
                      นับเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จะรู้ถึงอนาตคเมื่อผู้มีส่วนร่วมใน Supply Chain ได้รู้ถึงยอดขายในสัปดาห์หน้าเดือนหน้า และปีหน้า พวกเขาก็เพียงแต่ลงทุนในอุปกรณ์เครื่องมือวัตถุดิบ และจ้างทีมงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้นนอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีมากในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลกำไร
                       หากเราได้รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ปัญหาก็คือเราใม่รู้ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราต้องมีการคาดการณ์ การทำนายล่วงหน้า เพราะแทบจะทุกๆ สายการบริหาร การคาดการณ(Forcasting) ก็จะเข้าๆไปมีส่วนร่วม และเป็นประโยชน์ทั้ง Marketing ที่ต้องการพยากรณ์การเติบโตของตลาด Financing ก็ย่อมต้องการทราบการเคลื่อนไหวของการเงินเพื่อวางแผน ทุกๆ ฝ่ายล้วนต้องการ "รู้อนาคต" 
                       การพยากรณ์และการคาดการณ์สำหรับ Supply Chain ก็คือกระบวนการบริหารอุปสงค์ หรือ Demand Management นั้นเอง
                       คือทำให้การคาดการณ์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดความผิดพลาดให้น้อยลง เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้การคาดการณ์ที่ดีที่สุดมีประสิทธิภาพและใกล้เคียงความจริงมากที่สุดเพื่อลดข้อบกพร่องให้น้อยลงไป
                       เมื่อพิจารณาถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคาดคะเนสำหรับองค์กรหนึ่ง อาจรวมไปถึง ผู้จัดการและพนักงานฝ่ายขาย ฝ่ายวิเคราะห์งบการเงิน ฝ่ายผลิต และฝ่ายรายการสินค้า    
                       เช่นเดียวกับ ฝ่ายตลาด ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหาร นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ก็จัดว่ามีความจำเป็นในการเก็บรักษา และให้ข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทรัพยากรเหล่านี้มีต้นทุนสูงมากแต่จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับกระบวนการคาดการณ์ได้เท่าไร 
                       บริษัทอาจไม่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนทรัพยากรเหล่านี้ไปในกระบวนการคาดการณ์ด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เป็นต้นว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการขาดทักษะความชำนาญ  ขาดเครื่องมือ และที่สำคัญคือ แรงจูงใจที่จะทำงานที่เกี่ยวกับการคาดการณ์ให้ดี
                       นอกจากนี้บางคนอาจมีจุดยืนส่วนตัวที่มีผลต่อการคาดการณ์เป็นต้นว่า นักการตลาดอาจเมินยอดขายไว้ในระดับสูงสำหรับแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะออกใหม่(ผมไม่เคยเห็นนักการตลาดคนไหนที่คาดการณ์ว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ของตนจะตกต่ำฉะนั้นจึงต้อระวังเรื่อง Bias และภาพลวงตาเหล่านั้น)
                       แม้แต่ระบบกาบริหารการจัดส่งสินค้าที่ใหม่ที่สุดก็ยังไม่สามารถหยุดยั่ง "Bullwhip Effect" ได้โดยอัตโนมัติ เพราะมันคือปัญหาของกระบวนการบริหารความต้องการสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งบ่อยครั้งที่รวมไปถึงนโยบาย ระบบตรวจสอบ การปฏิบัติและในบางกรณียังเกี่ยวพันกับค่านิยมและความเชื่อหลักองค์กร
                       ตราบใดที่ยังมีระบบห่วงโซ่อุปทานอยู่ ไมเคิล โดโนเวน  กล่าวว่า "คงเป็นการยากที่จะขจัดปัญหาทั้งหมดไปได้ เพราะ Supply Chain Management คือการบริหารระบบที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากมาย แต่เราต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิด effect น้อบที่สุด"
                       แต่ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการหนึ่งๆ อาจไม่เกิดปัญหาในองค์กรอีกแห่งหนึ่งได้เพราะเหตุนี้จึงต้องบอกว่า Bullwhip Effect เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อมี Supply Chain Management จึงขึ้นอยู่กับการบริหารกระบวนการและข้อมูลให้สัมพันธ์ในแต่ละห่วงโซ่ขององค์กรต่างๆ
                       โดโนเวน ยังบอกอีกว่าองค์กรที่มีปัญหาเหล่านี้เสียบ้างจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น พูดกันง่ายๆ ก็คือ Bullwhip Effect ในปริมาณน้อยๆ จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้ (แต่อย่ามากนัก ไม่งั้นคงเหนื่อย)
                       เข้าทำนอง "ปัญหามา ปัญญามี"            

                         

ที่มาจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 ต.ค.45