|
หัวใจของการค้าขาย
Supply Chain Management (1) ปรมินทร์
จาวลา
เมื่อสมัยที่ธุรกิจดอทคอมกำลังเฟื่องราว
5 ปีก่อน กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
ถูกนำมากล่าวถึงอย่างเข้มข้น ด้วยถือว่าเป็นหัวใจธุรกิจดอทคอม เพราะธุรกิจที่บูมสุดขีดขนาดหลักสูตรบริหารธุรกิจชื่อดังต่างยกมาเป็นกรณีศึกษาในช่วงนั้นก็คือ
ร้านขายหนังสือ amazon.com และ Dell computer
ด้วยว่าการขายหนังสือของ
amazon เป็นการขายหนังสือและสินค้าอื่นๆ ที่ไม่มีสต็อกสินค้าของตัวเอง
แต่สามารถให้บริการจัดส่งสินค้าตามออเดอร์ของลูกค้าทั่วโลกได้ตามกำหนดเวลา
นั่นหมายความว่า amazon จะต้องมีระบบการจัดการและบริหาร Supply Chain
ที่สมบูรณ์ที่สุดทำนองเดียวกับคอมพิวเตอร์เดลล์
ถึงทุกวันนี้
แม้ดอทคอมจะโรยแสงไปจากวงการธุรกิจแล้ว หากหัวใจธุรกิจการค้าการขายก็ยังคงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ
Supply Chain เช่นเดิม เพียงแต่ว่ากาลครั้งนี้นักบริหารต้องทำความเข้าใจบริบท
อุปสรรค และความเชื่อมโยงของการบริหารข้อมูลในห่วงโซ่แต่ละห่วงอย่างรอบคอบ
ในทฤษฎีการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
หรือ Supply Chain Management จะมองและให้ความสำคัญที่ตรงจุดกลางของวงจรสินค้า
คือ การเคลื่อนย้าย และจัดจำหน่ายสินค้า หากพบว่าการบริหารในจุดนี้ผิดพลาดและล่าช้า
ก็จะส่งผลให้ธุรกิจต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปได้มากมายมหาศาล
ลองคิดง่ายๆ
ว่า เมื่อคุณเดินซื้อของในซูเปอร์สโตร์และต้องการซื้อแชมพูเอ แต่เมื่อเดินไปถึงชั้นวางสินค้ากลับไม่พบยี่ห้อที่ต้องการ
คุณย่อมไม่กลับบ้านมือเปล่า แต่จะได้แชมพูบีที่วางอยู่ในชั้นใกล้เคียงกันแทน
ตัวอย่างนี้แปลว่า
เจ้าของสินค้าแชมพูเอ บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้สต็อกสินค้าในซูเปอร์สโตร์ขาดไป
need ของผู้บริโภคจึงไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทันที โอกาสที่แชมพูเอจะสูญเสีย
loyalty จากลูกค้าไปก็มีมากตามไปด้วย หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำซาก
ดังนั้นการบำรุงรักษาหัวใจการค้าคือ
การบริหาร Supply Chain ย่อมเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับธุรกิจการค้าการขายหลังยุคดอทคอม
เพราะ Supply Chain สามารถเข้ามาช่วยรักษาและก่อให้เกิดประสิทธิภาพของธุรกิจได้
ตามปกติแล้ว
Supply Chain และ Logistics มีบทบาทอย่างสูงในการเป็นเครื่องมือสำหรับองค์กรในการดำเนินงานต่างๆ
ซึ่งครอบคลุมและสัมพันธ์กับแทบทุกหน่วยทุกฝ่ายทั้งระบบการผลิต (Manufacturing)
การจัดซื้อ (Procurement) การจัดจำหน่าย (Distribution) การขนส่ง (Transport)
การจัดเก็บ (Storage & Warehousing) และการบริหารข้อมูล (Information
management) รวมทั้งการพยากรณ์ (Forcasting) ความต้องการสินค้าและบริการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
หรือจะพูดกันให้ชัดก็ว่า
ธุรกิจในยุคนี้อาจไม่สามารถใช้ Economy of Scale ที่เน้นเพียงการผลิตจำนวนมากได้อีกต่อไป
แต่จำต้องแข็งขันกันด้วยความเร็ว ใครเร็วกว่า ก็ได้เปรียบกว่า (Economy
of Speed)
ในนิตยสาร
mba ฉบับล่าสุดเดือนกันยายน ได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
หากมีผู้ผลิตสินค้า 3 ราย คือ A B และ C ที่อยู่ในธุรกิจที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน
แต่อาจต่างคุณภาพ และมีนาย ก เป็นลูกค้าที่มีอุปสงค์กำลังต้องการซื้อสินค้าประเภทนี้
นาย ก เลือกที่จะสั่งซื้อสินค้าจาก บริษัท c แม้ว่าจะมีคุณภาพต่ำกว่าบริษัทอื่นๆ
ก็ตาม เพราะจากประสบการณ์แล้ว สินค้าจากบริษัท C สามารถจัดส่งให้ถึงมือ
นาย ก ได้รวดเร็วที่สุด
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่สำคัญคือ
ความเร็ว การจัดการ Supply Chain คือความพยายามในการย่นระยะเวลา รวมถึงเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนย้าย
และขนส่งสินค้า ที่ต้องมีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด
จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันทั้งสิ้นในการจัดการระบบที่ซับซ้อน
การย่นเวลาไม่ได้อยู่ที่การทำให้เร็ว
หรือเร็วที่สุด แต่จะเน้นไปที่ว่าบริษัทสามารถใช้เวลาในการส่งมอบสินค้าผ่านกระบวนการของตนได้ทันท่วงที
และเชื่อถือได้มากเพียงใด และต้องสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้อีกด้วย
มีการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ
Supply Chain อยู่บ่อยครั้งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นประเด็นใหม่
การพัฒนากลยุทธ์จัดการ Supply Chain ก็คือ การศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทั้งหมด ฝรั่งเขาเรียกว่า Bullwhip Effect
ซึ่งเป็นข้อบกพร่องและปัญหาที่เกิดจากการจัดการ Supply Chain นั่นเอง
จริงๆ
แล้ว ก่อนที่จะเข้าถึงวิธีแก้ไขอุปสรรคที่ว่า นักบริหารก็ต้องทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
Bullwhip Effect
ในสื่อต่างประเทศมีวารสารเฉพาะด้านเกี่ยวกับ
Supply Chain Management ซึ่งได้กล่าวถึงปัญหาที่เรียกว่า Bullwhip
Effect เอาไว้เขียนโดย อาร์.ไมเคิล โดโนแวน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร
Supply Chain ระบุสาระเอาไว้ดังนี้
วัตถุประสงค์ของการบริหารระบบการจัดส่งสินค้า
(Supply Chain) ก็คือ เพื่อทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพสูงด้วยความเร็วสูง
ซึ่งจะทำให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าได้ทันตามกำหนดเวลาโดยไม่มีการติดขัด
อย่างไรก็ตาม
ความลังเลต่อการสั่งสินค้าโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า รวมไปถึงสาเหตุอันเนื่องมาจากสินค้าหมดสต็อก
จะทำให้เกิดการบิดเบือนผิดรูปไปในกระบวนการจัดส่งสินค้า ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายและทำลาย
supply chain นั้นๆ ได้ โดยสาเหตุนั้นมีอยู่หลายประการ และบ่อยครั้งก็มักจะเป็นสาเหตุที่ประกอบร่วมกัน
ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Bullwhip Effect
สิ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบือนความต้องการโดยทั่วไป
ได้แก่ ตัวลูกค้า, นโยบาย, การทำโปรโมชั่น, กระบวนการ, การขาย, ระบบการผลิต
และซัพพลายเออร์
ความต้องการสินค้าโดยปราศจากการวางแผน
ส่งผลให้เกิด ภาวะความต้องการจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพียงสัญญาณที่ขาดหายไปเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ
ของลูกค้าแต่ละราย แต่ความยุ่งยากนั้นได้สะท้อนกลับมายังระบบการจัดส่งสินค้า
และบ่อยครั้งส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือซัพพลายเออร์ที่อยู่ท้ายสุดในห่วงโซ่ของระบบ
หลายต่อหลายครั้งความต้องการที่โลเลไม่แน่นอนเหล่านี้
ทำให้เกิด การแข่งกันผลิตอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความต้องการเข้าครอบครองและเร่งให้มีการจัดส่งวัตถุดิบมากขึ้น
รวมทั้งการจัดตารางเวลาสำหรับการผลิตเสียใหม่
ผลกระทบที่มีต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจก็คือ
รายการสินค้าในสต็อกมีมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพ ต้นทุนค่าวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ค่าล่วงเวลา และต้นทุนการขนส่งสินค้า
ในกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ
มาตรฐานการบริการลูกค้าตกต่ำลง ระยะเวลาการจัดส่งนานขึ้น ยอดขายลดลง
ต้นทุนเพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปในที่สุด นี่คือ Effect
อย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นได้ ลองนึกถึงการหวดแส้ เมื่อเราขยับแกว่งข้อมือเล็กน้อยแต่ปลายแส้จะแกว่งมากกว่าข้อมือเราเป็นอันมาก
ในการอธิบายกราฟจะหมายถึงกราฟที่แกว่งแบบน้อยๆ เมื่อจุดเริ่มต้น แล้วก็เริ่มแกว่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงปลาย
สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมค้าปลีก
Bullwhip Effect อาจหมายถึง การขยายตัวของการเคลื่อนไหวน้อยๆ ที่จุดเริ่มต้น
ไปเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและแรงขึ้น ที่จุดถัดไป
ในการผลิต
อาจหมายถึง ปรากฏการณ์ที่ผู้จัดส่ง A เก็บสินค้าคงคลังมากกว่าผู้จัดส่ง
B (หรือศูนย์กระจายสินค้า DC) และผู้จัดส่ง B เก็บสินค้าคงคลังมากกว่าผู้ค้าปลีก
เป็นอย่างนี้เป็นทอดๆ
ทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นเพราะในการสั่งสินค้าแต่ละจุด
แต่ละจุดจะสั่งสินค้าเผื่อขาดเอาไว้จากปริมาณที่แท้จริง (Safety Stock)
ของตัวเองไว้ เมื่อดูทั้งระบบการผลิตและการจัดส่ง จะมีการเก็บสินค้ามากเกินความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริง
หรือปัญหาอีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากการสื่อสารและติดต่อกันที่ไม่มีประสิทธิภาพจากจุดหนึ่งไปถึงจุดหนึ่ง
ทำให้การคาดคะเนสินค้าที่จำต้องผลิตและจัดเก็บมีสูงเกินความจริงมาก
ซึ่งอาจส่งผลถึงปัญหาในการขนส่งที่ล่าช้าลง และทำให้สินค้าขาดช่วงได้
ในการแก้ปัญหาแบบนี้ในหลายๆ
ประเทศ ผู้ผลิตกับผู้จัดส่งและผู้ค้าปลีกจะมีการแบ่งปันข้อมูลกันเป็นเครือข่ายข้อมูล
(Electronics Point of Sale Data) เพื่อนำมาใช้ในการพยากรณ์การขายร่วมกัน
หรือกรณีของบริษัทวอลโว่
ที่ครั้งหนึ่งฝ่ายการผลิต ทำการผลิตรถยนต์สีเขียวออกมาเป็นจำนวนมากกว่าปกติ
เนื่องจากข้อมูลบ่งบอกว่าสีเขียว เป็นสีที่ลูกค้าสั่งซื้อแล้วเป็นจำนวนมาก
แต่ความจริงแล้ว ยอดสั่งซื้อที่ว่านี้ เกิดจากการทำ Promotion ต่างๆ
(ทั้งลดราคา แจก แถม) ของฝ่ายขาย ที่พยายามจะระบายรถสีเขียวที่มีอยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมาก
(เพราะลูกค้าและตลาดไม่นิยมรถสีนี้ออกไป) แต่ฝ่ายผลิตไม่รับทราบข้อมูลนี้
เพราะเพียงแต่เห็นข้อมูลการขายเท่านั้น จึงสั่งผลิตสีเขียวออกมาอีกครั้ง
ซึ่งยิ่งทำให้วอลโว่ประสบปัญหามากขึ้น
แผนการส่งเสริมการขาย
อาจเป็นการทำให้ความต้องการสินค้าบิดเบือนไปก็เป็นได้ ซึ่งส่งผลต่อการคาดคะเนการผลิต
เช่นกรณีของวอลโว่ที่ได้กล่าวมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดถึงความต้องการของลูกค้าต่อสินค้า
การจัดทำโปรโมชั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการพยากรณ์ คือการที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก
อาจเนื่องมาจากการทำโปรโมชั่นของบริษัท เช่น การลดราคา ทำให้เกิดการนำ
Future Demand หรือความต้องการในอนาคตมา กรณีเช่นนี้จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าความต้องการที่แท้จริงนั้นมีเท่าใด
ทำให้การวางแผนการผลิตมีปัญหาได้
Wal-Mart
ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ออกแผนในการที่จะลดราคาสินค้าทุกวัน
เป็นราคาเดียวตลอดทั้งปี โดยไม่มีการแบ่งเป็นช่วงเทศกาล หรือฤดูกาล
ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหา Over Demand หรือการกักตุนสินค้าจากผู้บริโภคที่เห็นการลดราคาสินค้า
Wal-Mart สามารถทราบ Demand ที่แท้จริงได้เพราะไม่มีการขึ้นลงของราคา
(Price Fluctuation) ที่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาด และนำไปสู่
Bullwhip Effect ได้
ปัญหาในเรื่องการขนส่งก็ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดได้เช่นกัน
กล่าวคือ ลูกค้าไม่มีความมั่นใจในประสิทธิภาพของคุณ ว่าจะสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ
หรืออีกนัยหนึ่ง บรรดาลูกค้าของคุณไม่เชื่อว่าคุณจะจัดส่งสินค้าได้ทันตามเวลาที่กำหนด
ผลก็คือ ลูกค้าจะป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำคำสั่งซื้อมากกว่าที่ต้องการไปยังผู้ผลิต
ด้วยความหวังที่ว่าพวกเขาจะได้รับสินค้าที่ต้องการเมื่อถึงคราวจำเป็น
และจากนั้นเมื่อสินค้ามีมากตามความพอใจแล้ว ก็สั่งยกเลิกคำสั่งซื้อในอนาคต
หรือบ่อยครั้ง
ส่วนลดในเรื่องค่าขนส่งจะกระตุ้นปริมาณการสั่งซื้อสินค้า หลายต่อหลายครั้ง
ทำให้ลูกค้าเพิ่มคำสั่งซื้อทีละมากๆ (เพื่อประหยัดค่าขนส่ง) แล้วก็ทำการลดความต้องการลงในภายหลัง
ซึ่งก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่ทราบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นและยกมาเป็นตัวอย่าง
ในตอนหน้าเราจะมาดูถึงการแก้ปัญหา หรือการทำให้ปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆ
ที่เกิดจาก Bullwhip Effect เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ที่มาจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30
ก.ย.45
|