|
|
Logistics
& Supply Chain Management
(3) โดย อรุณ บริรักษ์ [3-1-2002]
'พันธกิจเชิงกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจ' แนวทางในการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อการจัดการโซ่อุปทานของโลกที่ดีกว่า
เป็นความท้าทายที่เกิดจากความต้องการของลูกค้าที่ให้มีการจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้รวดเร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
รวมทั้งการให้บริการหลังการขายที่มีคุณภาพสูงแก่ตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งทั่วโลก
ปัจจุบันธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากได้ย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศและต้องพึ่งพากลุ่มธุรกิจของท้องถิ่นในการป้อนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่จำเป็นให้
แน่นอนการดำเนินการในลักษณะนี้ช่วยให้ธุรกิจข้ามชาติลดต้นทุนการผลิตและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันบริษัทข้ามชาติก็ประสบกับปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของผู้จัดส่งสินค้าให้แก่บริษัทข้ามชาติ
ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 การจัดการโซ่อุปทานได้กลายเป็นวิธีการที่ถือว่ามีความเป็นเลิศในการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของโซ่อุปทาน
แนวคิดหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน คือ การแข่งขันกันของกลุ่มธุรกิจ (โซ่อุปทาน)
ไม่ใช่การแข่งขันรายธุรกิจ จากการวิจัยของธุรกิจต่างๆ ที่มีประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อและผู้จัดส่งสินค้าในโซ่อุปทานที่มีความเข้มแข็งมักจะสร้างความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้เป็นเพราะการจัดการโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการร่วมมือกันอย่างกว้างขวางระหว่างสมาชิกทั้งหมดในโซ่อุปทาน
ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำให้การปฏิบัติงานเกิดความคล่องตัวเพิ่มขึ้น
ผู้ประกอบการในระดับกลางและเล็กสามารถเพิ่มความสำคัญของตนเองในความสัมพันธ์ทางธุรกิจทั้งกระบวนของตนได้
ด้วยการใช้วิธีการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในแนวดิ่งและแนวราบ กลุ่มธุรกิจที่มีใช้แนวคิดในการจัดการโซ่อุปทานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้จัดส่งของผู้จัดส่ง
(suppliers' suppliers) และเพื่อตอบสนองต่อลูกค้าของลูกค้า (customers'
customers) ให้ดีขึ้น ทั้งนี้การจัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนำการจัดการโซ่อุปทานไปใช้ได้สำเร็จ
ก็จะนำไปสู่สถานการณ์ของชัยชนะ (win-win-win)" สำหรับผู้จัดส่ง ผู้ซื้อ
และผู้บริโภคในที่สุด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งท้าทายที่จะเพิ่มการรับรู้วิธีการจัดการโซ่อุปทานที่เหมาะสมและนำวิธีปฏิบัติที่ดีมาใช้ประโยชน์
หัวใจของความสำเร็จในการจัดการซัพพลายเชนอยู่ที่ความสามารถในการจัดการให้หน่วยธุรกิจที่มีอยู่หลากหลายเหล่านี้ร่วมมือร่วมใจกันวางแผนและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นหนึ่งเดียว
โดยให้ความสำคัญกับผลประ โยชน์โดยรวมของทั้งซัพพลายเชนมากกว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ความร่วมมือกันอาจจะเกิดได้ทั้งในด้านของการบริหารอุปสงค์ (Demand Management)
เพื่อลดความไม่แน่นอนและความแปรปรวนในระบบลง หรือร่วมมือกันเพื่อสร้างขีดความสามารถในการให้บริการ
ในต่างประเทศความสำคัญของการจัดการซัพพลายเชนมีมาอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่
1980 อาจจะกล่าวได้ว่า การพัฒนาศาสตร์และองค์ความรู้ในการจัดการซัพพลายเชนในประเทศเหล่านี้
ได้ผ่านช่วงของการเรียนรู้และการตกผลึกทางความคิด ตลอดจนการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานและปฏิรูปทัศนคติ
(mindset) ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับปรัชญาการจัดการซัพพลายเชนแล้ว
และได้ก้าวสู่ช่วงของการนำความรู้และประสบการณ์มาขยายผลให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจอย่างจริงจัง
การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์และเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคนำไปสู่การจัดการซัพพลายเชนหรือการจัดการโซ่อุปทานนั้นก็เพื่อลดขั้นตอน
ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ กว่า
10 ปีที่ผ่านมา แนวคิดการจัดการซัพพลายเชนได้เพิ่มความสำคัญขึ้นมาเป็นลำดับ
จนกลายเป็นแนวความคิดที่ได้รับความนิยมและมีความสำคัญของบริษัทชั้นนำ
ในอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่เมืองใหญ่ๆในเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงค์โปร์
การหันมาจัดสรรหาแหล่งทรัพยากรจากทั่วโลก การเน้นเรื่องการแข่งขันเรื่องเวลาและคุณภาพ
ได้นำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากเหตุผลเหล่านี้ได้ยกความสำคัญของการจัดการซัพพลายเชนต่อสายตาของนักบริหาร
ทำให้หลายๆบริษัทมองหาวิธีการที่ทรงประสิทธิภาพในการประสานการไหลเวียนของวัสดุที่เข้า-ออกในบริษัท
กุญแจสำคัญของการประสานงานนั้นก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
Supplier การนำเอาสินค้าที่ปราศจากตำหนิสู่ลูกค้าที่เร็วกว่าและแน่นอนกว่าคู่แข็ง
ไม่สามารถมองว่าเป็นการได้เปรียบคู่แข่งแต่ถือว่าเป็นความต้องการพื้นฐาน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ จำเป็นที่จะต้องมีการประสานที่ใกล้ชิดระหว่าง Supplier
และผู้จัดจำหน่าย |
|