THTI
 
 
Logistics & Supply Chain Management (2) โดย อรุณ บริรักษ์ [2-1-2002]
             กระบวนการซัพพลายเชนนั้น อันที่จริงแล้วมีขั้นตอนมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กระบวนการของแต่ละบริษัทนั้นจะสั้นกว่าเป็นอย่างมาก การต่อเนื่องเชื่อมโยงกระบวนการนั้นให้ไปถึงเป้าหมาย ทั้งนี้ต้นทุนทางด้านซัพพลายเชนนั้น จะไปอยู่ที่การจัดเก็บสินค้าเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นของซัพพลายเออร์ หรือโรงงานผู้ผลิต หรือผู้ค้าปลีก และผู้ค้าส่ง ต้นทุนในส่วนนี้ นอกจากการจัดเก็บสินค้ามากเกินไป การคาดคะเนที่ผิดพลาดและใช้ไม่ได้นั้น ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึง ที่เราคิดว่า Best Practice ที่สุดนั้นเราจะดูกันที่ 85% โดยจะต้องมีความแม่นยำขนาดนั้น ความผิดพลาดทางด้านการคาดคะเน จะต้องไม่ทำให้สินค้าเกิดการขาดแคลนขึ้น เพราะจะก่อให้เกิดความสูญเสียทางด้านส่วนแบ่งการตลาด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ หากคาดคะเนผิดแล้ว เราก็จะมีของขายน้อยอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไป เพราะปกติวิสัยของลูกค้าคนไทยนั้น หากไม่พบสินค้าที่ต้องการ ก็จะซื้อสินค้าต่างชนิดไป หรือมองที่ราคาว่าอาจจะถูกกว่า คนไทยจะไม่ค่อยมีในเรื่อง Brand Loyalty มากนัก ว่าหากไม่พบสินค้านั้น ก็อาจจะแวะกลับมาวันรุ่งขึ้นเพื่อซื้อ ประการหนึ่งที่จะต้องสนใจคือ การจัดส่งสินค้านั้น จะต้องฝึกอบรมพนักงานเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการบริการเพื่อให้ไปถึงมือลูกค้าอย่างเรียบร้อย จะต้องหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องการผิดสัญญา โดยอ้างว่าจะส่งในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทำได้ นอกจากชื่อของแบรนด์สินค้าจะไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไปแล้ว ตามห้างต่างๆ ก็เริ่มผลิตเฮ้าส์แบรนด์ของห้างตัวเองออกมาแล้ว แข่งกับเจ้าที่เป็นยักษ์ใหญ่ในตลาด ซึ่งคุณภาพก็ใกล้เคียงกันมาก ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาในวงการมักจะมีปัญหาเรื่องสินค้าคงคลังที่เกี่ยวกับสินค้าที่สต็อคไว้ ส่วนหนึ่งจะไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่สินค้าบางอย่างที่ผู้บริโภคอยากจะได้นั้น กลับไม่มีสต็อคเก็บเอาไว้ให้ได้จับ จ่าย ในบางครั้ง การเก็บสินค้าโดยค่าเฉลี่ย ซึ่งทำให้สินค้าบางอย่าง ที่อาจจะแปรผันตามปัจจัยแวดล้อม และอาจจะไม่เป็นไปตามค่าเฉลี่ยบ้าง ก็อาจจะสูญเสียคุณค่าไปแล้วก็ได้ มีข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ และผมได้ความรู้นี้มาจาก คุณพจมาน ภาษวัธน์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่าย Supply Chain ของ Nestle' ซึ่งเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจกล่าวคือ ในห้างสมัยใหม่นั้น สินค้าคงคลังที่จะอยู่ในกระบวนการของผู้ผลิตมาถึงผู้ค้าส่ง ค้าปลีกแล้ว จะใช้เวลาอยู่ประมาณ 145 วันขาย แต่ถ้าเป็นห้างค้าปลีกแบบธรรมดาแล้วจะใช้เวลาประมาณ 177 วันทีเดียว ที่เราจำเป็นต้องเก็บไว้มากนั้น เพื่อกันไว้ในอนาคตว่าจะได้มีขายไว้ให้ลูกค้าได้ การที่จะประหยัดต้นทุนทางด้านสินค้าคงคลังที่ได้มีการคำนวณไว้แล้วว่าจะได้ประมาณ 7.7% นั้นจะมาจาก 2 ส่วนใหญ่คือ การปรับปรุงวิธีการทำงาน และการบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ การบริหารสินค้าคงคลังนั้นจะหมายถึง การถ่ายโอนสินค้าจากผู้ผลิต เข้ามาจัดเก็บไว้ เพื่อนำไปส่งมอบให้กับผู้รับมอบสินค้าอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่การบริหารสินค้าคงคลัง เป็นการบริหารการวางแผนที่จะต้องกำหนดจำนวนสินค้าคงคลังที่เหมาะสม หากมีน้อยเกินไปก็จะเสียสัดส่วนการตลาด ขณะที่มีมากเกินไปก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงเกินปกติ สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำคือ ผู้ค้าปลีก และผู้ผลิตจะต้องเปิดเผยข้อมูลซึ่งกันและกัน ผู้ผลิตมีหน้าที่จะต้องเอาสินค้าไปเติมให้กับผู้ค้าปลีก ตามที่ตกลงกันไว้คือ 6-12 วัน สิ่งที่สามารถทำได้คือ จำเป็นต้องลดต้นทุนทางด้านหีบห่อลงไปมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าการลดต้นทุนนั้น ทำให้งานทางด้านโลจิสติกส์ของเสียหายไปแล้ว จนไม่สามารถเข้าไปป้องกันสินค้าต่างๆ ภายในได้ด้วย สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงอย่างมาก คือการมี ทัศนคติที่ดี การมีทีมเวิร์คที่ดี มีทักษะที่เหมาะสม จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก การมองวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก จะเห็นว่ากระบวนการขั้นตอนที่ปฏิบัติการ หากเกิดการผิดพลาดในจุดใดจุดหนึ่ง ย่อมก่อผลกระทบในส่วนอื่นไปด้วย ดังนั้นการบริหาร Supply Chain และการจัดการว่าด้วย logistics มีส่วนสำคัญยิ่งในขีดความสามารถในการแข่ง และการคงอยู่ในตลาดในอนาคต