THTI
 
 

บทสรุป 9 ประการสู่ความสำเร็จด้าน Supply Chain

                นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คือ หนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้าน Supply Chain Management กล่าวว่า แก่นของการบริหารนั้นเป็นไปตามคำกล่าวของซุนวูที่ว่า นักบริหารจะต้องปรับตัวให้เหมือนกับน้ำ เข้าไปภาชนะได้ทุกรูปแบบ ดังนั้นหากภาคเอกชนทุกวันนี้ไม่มีการปรับตัวแล้ว ก็คงล้มหายตายจากไปกันหมดแล้ว มีแต่ทางด้านภาคการศึกษาเท่านั้นที่จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วย โดยสภาวะโลกาภิวัตร์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้จะดำเนินต่อไปได้ เพราะทุกฝ่ายได้มีการปรับตัวไปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วย
                 "ที่ผ่านมานั้นเราปล่อยให้โลกการศึกษา และโลกของการทำงานจริง อยู่กันคนละทิศละทาง ไม่มีการนำมาประสานซึ่งกันและกัน ยิ่งเราอยู่ในช่วงปฏิรูปการศึกษาด้วยแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงการพึ่งพาอาศัย(Dependence) ซึ่งจะมีการพัฒนาไปถึงการพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน (Independence) ในอนาคตอันใกล้ด้วย สังคมถึงจะอยู่รอด"
                  รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวต่อไปว่า การปรับตัวของวงการธุรกิจที่ผ่านมาทั้งการลดขนาดองค์กร (Desizing) ให้มีความสวยงามแต่ต้องแข่งแกร่งด้วย ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรไม่มากนัก แต่ก็๋สามารถทำงานได้อย่างมากมาย ดังนั้นการจัดการด้านซัพพลายเซน จะต้องคำนึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
                  เคล็ดลับของการจัดการด้าน Supply Chain ว่า การดำรงธุรกิจในปัจจุบันให้คงอยู่ได้ จะต้องหันไปดูลูกค้าซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้ว่าเป็น Chain ของใครและเป็น Chain ที่แข็งกว่าฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และการร่วมมือกันเป็นพันธมิตรนั้น มีความผูกพันกันเพียงใดด้วย นิพจน์ได้สรุปถึงหลักการที่ได้จากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำว่ามีอยู่ 9 ประการ ด้วยกัน คือ
                   1. ลดขั้นตอนในการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันอยู่อย่างมากมาย
                   2. จะต้องมีการนำระบบบาร์โคด์ เข้ามาบันทึกข้อมูลภายในองค์กร เพื่อให้ไปสู่มาตรฐานสากล
                   3. จะต้องให้การดำเนินการของพนักงานเป็นไปด้วยความแม่นยำและเที่ยงตรง โดยความผิดพลาดของมนุษย์นั้นจะต้องลดจำนวนลงนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
                   4. จะต้องวัดพฤติกรรมของผู้ค้าขายกันว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด
                   5. จะต้องสนับสนุนให้องค์กรลดต้นทุนในการดำเนินการลงมาให้มากที่สุด แต่คงประสิทธิภาพสูงสุดไว้
                   6. ลดสินค้าคงคลังของบริษัทให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดขององค์กร
                   7. จะต้องใช้การบริหารเชิงรุกทางด้านธุรกิจเข้ามา เพื่อให้เกิดความพอใจในหมู่ของลูกค้า และนักธุรกิจอื่นที่เราติดต่อด้วย
                   8. เชื่อมโยงระบบ EDI หรือ E-commerce เข้าให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้ Supply Chain Management เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบทั้ง 2 นี้
                   9. จะต้องสร้างฐานความร่วมมือเชื่อมโยงกับลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งระบบ
                   อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับศาสตร์การบริหารของญี่ปุ่นแล้ว เขาจะมีปัญหาอยู่ทุกแห่งที่มีการหยิบยกเข้าไปใช้เพราะเขามักจะคำนึงลูกค้าเป็นการใหญ่ จะว่าเป็นข้อดีก็ดี จะว่าเป็นข้อเสียก็ใช่ เรามักจะเจอปัญหาว่า ลูกค้าจะซื้อในสิ่งที่เราไม่มี ถือว่าเป็นที่ซ้ำๆ กันอยู่เรื่อยๆ ในทุกองค์กร

จากหนังสือพิมพ์ Intertransport Logistics ฉบับวันที่ 16-31 ตค.45