ความเป็นมาเกี่ยวกับ การทอผ้าไหม ของเพียรกุศล

( Piankusol on the Silk Road )

“เพียรกุศล” เป็นนามสกุลของตระกูล ซึ่งนามสกุลเดิมคือ “ใจบุญ” แต่ได้เปลี่ยนนามสกุลตามสมัยนิยมเมื่อ ฯพณฯท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศให็เปลี่ยนชื่อ นามสกุลทั่วประเทศ

ตระกูล “เพียรกุศล” นี้ ประกอบอาชีพโดยการทอผ้าไหมเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวมามากกว่า 200 ปี เรื่มต้นจาก คุณทวดปึ๋ง แล้วก็มาที่ คุณยายจันทร์นวล จิโน (บุตรสาวของคุณทวดปึ๋ง และเป็นแม่ของ คุณแม่จันทร็สม เพียรกุศล ซึ่งเป็นยายของคุณกิ่งแก้ว เพียรกุศล แต่เป็นทวดของ รุ่นปัจจุบันที่กำลังทำกิจการอยู่ ) ซึ่งคุณยายจันทร์นวล จิโน ได้เล่าให้ฟังว่า ทางลูกชายของคุณยายจันทร์นวล เป็นผู้นำผ้าไหมโสร่งไหมที่ทอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในสมัยนั้นเดินทางไปขายในตัวเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และยังเดินทางไปขาย ถึงประเทศพม่า ด้วยการเดินเท้า เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์ใช้ และตอนขากลับ ก็จะซื้อเส้นไหมจากพม่ากลับมาใช้ทอต่อไป เป็นเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่ง วันเวลาได้มาถึง รุ่นลูกๆ ของคุณยายจันทร์นวล คือ คุณบัวเขียว พรหมชนะ, คุณจันทร์สม เพียรกุศล, คุณจันทร์ฟอง อุประ, คุณคำปัน คันธา ซึ่งต่างก็มีครอบครัวแยกออกไป แต่ก็ยึดอาชีพ ทอผ้าและขายผ้าไหมอยู่ ตามที่บรรพบุรุษ อบรมสั่งสอนมา ต่อมา คุณจันทร์สม ได้เปิดเป็นร้านขายผ้าไหม ชื่อร้าน “เพียรกุศล” ตามชื่อสกุล ที่ตลาดสันกำแพง

ผ้าซิ่นไหมในสมัยนนั้นใช้วิธีย้อมสีตามธรรมชาติ แต่ก็มีความคงทนอยู่ได้ นานเป็นร้อยปี และ เพราะความมีคุณภาพดี ลวดลายละเอียดอ่อน สวยงาม ราคาไม่แพง จึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

ร้านเพียรกุศลในสมัย คุณแม่จันทร์สม ยังเป็นร้านไม้ สองชั้น สำหรับใช้ขายผ้าอย่างเดียว สำหรับการทอผ้า จะมีชาวบ้าน ตามหมู่บ้านต่างๆ ของอำเภอสันกำแพง มารับจ้างทอ โดยรับของไปทอที่บ้านและกลับมาส่ง เมื่อทอเสร็จเรียบร้อย ( สามีคุณแม่จันทร์สม คือ คุณพ่อชิต ซึ่งเป็นครูใหญ่ ร.ร.ประชาบาล อ.สันกำแพง )

สำหรับการเตรียมเส้นไหมดิบในสมัยนั้น เราจะนำไหมดิบมาฟอกเพื่อเอากาวออก กรรมวิธีในการฟอกก็ใช้ไหมดิบลงในกะทะใบใหญ่ที่มีน้ำด่างอยู่แล้วต้มให้เดือด น้ำด่างที่ใช้นี้ก็ได้จากธรรมชาติ โดยการนำเอาฟางข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยวข้าวมาเผา แล้วแช่น้ำไว้ 1 คืน ก็นำเอาน้ำด่างซึ่งมีสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อนๆ รินออกไปใส่กะทะต้ม น้ำด่างนี้มีคุณสมบัติ ช่วยฟอกให้กาวออกได้ง่าย และยังทำให้สีที่ใช้ย้อมผ้าไหมติดแน่น ไม่ลอกไม่ตก และมีความคงทนอีกด้วย

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ( มหาเอเชียบูรพา ) เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำมาก จัดอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง ทุกคนต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดขณะนั้น คุณกิ่งแก้ว เพียรกุศล ( บุตรสาวของ คุณแม่จันทร์สม ได้มีโอกาสติดตามท่านไปทุกแหง และเรียนรู้ขั้นตอน การทอ การย้อม การออกแบบผ้า ทั้งการขายตั้งแต่เยาว์วัย ดังนั้นเมื่อปิดภาคเรียนโรงเรียน คุณกิ่งแก้ว จะช่วยครอบครัว โดยตอนเช้า จะนำของไปขายที่ตลาดสด สันกำแพง พอสายหน่อย ก็จะขี่จักรยาน ( ในสมัยนั้นถนนเชียงใหม่-สันกำแพง การเดินทางลำบากมาก ต้องเดินทางโดยจักรยานหรือรถม้า ) เข้าไปในเมืองเชียงใหม่ ไปขายส่งผ้าไหมในตลาดวโรรส โดยมีผู้ซื้อรายใหญ่อยู่ 2 ราย เป็นคนจีน 1 คน คือ เถ้าแก่เจ๊ก ส่วนอีกหนึ่งเป็นแขก ตลาดวโรรส สมัยนั้นยังเป็นตลาดเก่าอยู่ แต่ละรายจะใช้ร่มใหญ่กางบนพื้นดินที่วางขายของ ยังไม่มีหลังคา ปกคลุมทำให้บรรยากาศเป็นธรรมชาติแท้ๆ และอากาศสดชื่นปลอดโปร่งดี สำหรับราคาผ้าฃิ่นไหมในขณะนั้น ที่คุณแม่จันทร์สม ขายที่เชียงใหม่ ในราคาผืนละ 2.05 บาท เท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2483 คุณกิ่งแก้ว พร้อมด้วยคุณแม่จันทร์สม ได้เดินทางโดยรถไฟ ลงไปขายที่กรุงเทพฯ ( โดยเสียค่าโดยสาร เที่ยวละ 12 บาท ) ทำให้ได้ราคาดีขึ้นหน่อย คือ ผืนละ 2.20 บาท นับเป็นการเริ่มต้นขายในต่างเมือง และก็ได้ถือปฎิบัติสืบต่อมาเรื่อยๆ เพราะขายได้ครั้งละจำนวนมากพอคุ้มกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เสียไป

ร้านค้าที่กรุงเทพฯ ที่เรามาติดต่อขายก็อยู่แถวพาหุรัด ซึ่งเป็นย่านการค้าในสมัยก่อนและมีอยู่หลายร้าน เช่น บริษัทริน จำกัด ของ คุณวิริยา พงศ์พิพัฒน์ , ร้านสอางค์ภูษา ของ คุณวิรัติ และคุณขิม แก้วเจริญ ,

ร้านพัธนภูษา ของ คุณหญิงบุญเจือ กิตติวัฒน์ , ร้านเหรียญทอง และ ร้านพานิชเจริญผล และมีร้านแอนนิต้า และร้านของท้าวแพง ชะนะนิกร ที่ถนนสุริวงศ์ ยังมีร้านอื่นๆ อีกหลายร้านแถวถนนเจริญกรุง และร้านต่างๆ ในโรงแรมที่กรุงเทพฯ

สินค้าที่คุณกิ่งแก้ว นำไปขายส่วนใหญ่เป็นผ้าสะไบ คลุมไหล่ ยกดิ้นเงินและทอง ผ้าพันคอไหม ที่ผลิตออกมาใหม่ๆ ยังไม่มีใครทำที่อื่นๆ นอกจากที่อำเภอสันกำแพงเท่านั้น

สำหรับลายผ้าซิ่นไหมที่เราทอออกมานั้น ทางคุณแม่จันทร์สม ได้ออกความคิดตั้งชื่อให้สะดุดใจผู้ซื้อ ไว้ดังนี้ คือ ตั้งชื่อลายตามชื่อของนางสาวไทย เช่น ลายวงเดือน, ลายพิสมัย, ลายจันทร์สม ฯลฯ ส่วน “ลายเจ็ดวัน” นั้นเป็นซิ่นไหมที่มีตีนซิ่นทอเป็นเจ็ดสี ของวัน คือ ตั้งแต่ อาทิตย์ ถึงเสาร์ ซึ่งแลดูสวยงามมาก

ในสมัยที่พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีระพงศ์ ภานุเดช ทรงนำชัยชนะ ในการแข่งรถแข่ง จากต่างประเทศมาสู่ประเทศไทย คนไทยทุกคนรู้สึกภูมิใจ และตื่นเต้น กับชัยชนะครั้งนั้นอย่างมาก กลายเป็นแฟชั่นตามพระองค์สวมใส่ก็เป็นสีฟ้า ดังนั้นสีของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ผลิตออกมาเป็นสีฟ้า จึงเรียกตามชื่อพระองค์ท่านว่า “สีพีระ” เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ สำหรับลายผ้าซิ่นสีฟ้า จึงเรียกกันว่า “ลายพีระ” ไปด้วย ในระยะนั้นผ้าซิ่นสีพีระนี้จะขายดี และมีคนสั่งซื้อมากเป็นประวัติการณ์

ที่ผ่านมา จะเป็นกี่ทอผ้าที่ใช้เรียกว่า กี่มือ แต่ต่อมาทางรัฐบาล โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ช่วยเหลือแนะนำวิธีการกี่กระตุก , กี่แจ๊กการ์ด ซึ่งสามารถทอได้เร็วขึ้น และได้ลวดลายสวยงาม ดีขึ้นอีกด้วย

ในสมัยนั้นถ้านั่งรถไฟไปกรุงเทพฯ ในขณะที่รถวิ่งผ่านสถานีรายทางได้มองเห็นผู้คนแต่งตัวด้วยผ้าไหมที่เราผลิตออกมาจำหน่ายกันมากพอดู นอกจากนี้ยังพบในงานปอยหลวง และ งานมงคลต่างๆ อีกด้วย ทำให้ทราบถึงความนิยมที่ผู้คนมีต่อผ้าไหมไทย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “เพียรกุศล” เป็นตระกูลทอผ้าไหมมาถึง 4 ชั่วอายุคนแล้ว ทุกคนในตระกูลล้วนมีอาชีพทางทอผ้าไหมตลอดชีวิตของทุกๆ คน

 

คุณกิ่งแก้ว (เพียรกุศล) ไชยคุปต์ (ผู้เล่า)

วีรพรรณ – อุดมเกียรติ เพียรกุศล (เรียบเรียง)