ไทยวางเป้าหมายสู่การเป็นฮับการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า

Keyword:     hub  กฎระเบียบอัญมณี  ศักยภาพ  อัญมณีและเครื่องประดับ  อุตสาหกรรม  เศรษฐกิจ 

ไทยวางเป้าหมายสู่การเป็นฮับการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมศักยภาพที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเกือบ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานถึง 800,000 คนด้วยภูมิปัญญาการปรับปรุงคุณภาพพลอยสีให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่างฝีมือเจียระไนอัญมณี รวมถึงช่างฝีมือผลิตเครื่องประดับมีทักษะความชำนาญเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับใน10 อันดับแรกของโลก ส่วนการค้าในประเทศเองก็คึกคักจากแรงซื้อของคนในประเทศและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยปีละกว่า 30 ล้านคน รวมถึงนักธุรกิจต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เดินทางเข้ามาซื้ออัญมณีและเครื่องประดับในไทยคาดว่าจะมีมูลค่าการค้าในประเทศสูงเกือบเท่ากับมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์โดยวางเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

สถานการณ์การค้า

สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในตลาดโลก และสินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตได้จะถูกส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องด้วยทักษะฝีมือแรงงานของไทยมีความชำนาญสูงทั้งการเจียระไนอัญมณีและผลิตเครื่องประดับอีกทั้งผู้ประกอบการไทยเองมีการพัฒนาศักยภาพการผลิต การตลาด ตลอดจนได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกใน 10 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรกในปี 2559 (อันดับ 1 ของเอเชีย)และมีมูลค่าส่งออกกว่า 14,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น และอาเซียน เป็นต้น สินค้าส่งออกสำคัญอันดับแรกคือ ทองคำฯ รองลงมาได้แก่ เครื่องประดับแท้ทั้งเครื่องประดับเงิน (อันดับ 2 ของโลก) และเครื่องประดับทอง (อันดับ 13 ของโลก) พลอยสีทั้งพลอยเนื้อแข็งเจียระไน (อันดับ 4 ของโลก) และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน (อันดับ 2 ของโลก)ตามลำดับ

ส่วนการนำเข้านั้นเนื่องจากไทยขาดแคลนวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่าจึงจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ กึ่งวัตถุดิบ และโลหะมีค่าจากต่างประเทศ โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เพชร พลอยสี ทองคำ โลหะเงิน และแพลทินัม แหล่งนำเข้าสำคัญของไทย อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และประเทศในแถบแอฟริกา เป็นต้น

ด้านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับภายในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีมูลค่าสูงไล่เลี่ยกับมูลค่าการส่งออก โดยมีผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งเครื่องประดับที่อยู่ในระบบกว่า 8,000 รายและนอกระบบอีกหลายพันราย ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้นส่วนกลุ่มผู้ซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศ แบ่งเป็น 1) ชาวไทยที่มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่นิยมซื้อทองรูปพรรณ 96.5% และบางส่วนซึ่งเป็นผู้มีฐานะมั่งคั่งมักจะซื้อเพชรเครื่องประดับเพชร และทองคำแท่ง สำหรับเก็บสะสมเป็นสินทรัพย์และเก็งกำไรด้วย 2) ชาวต่างชาติที่มาทำงานและอาศัยอยู่ในเมืองไทย 3) นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยปีละกว่า 30 ล้านคน รวมถึงพ่อค้าชาวต่างชาติที่เดินทางมาซื้อสินค้าและหิ้วกลับไปจำหน่ายในประเทศตนและ 4) ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองติดชายแดนไทยเดินข้ามพรมแดนมาซื้อเครื่องประดับในฝั่งไทยโดยเฉพาะทองรูปพรรณ

สถานการณ์การผลิต

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นอุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ[1] เป็นการผลิตเพื่อส่งออกร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 เป็นการจำหน่ายภายในประเทศปัจจุบันมีผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่จดทะเบียนอยู่ในระบบราว 2,200 ราย และอีกนับพันรายเป็นธุรกิจในครัวเรือน

สำหรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย จำแนกเป็น

1)       อุตสาหกรรมเจียระไนพลอยสีส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ใช้เครื่องมือเครื่องจักรผลิตอย่างง่ายไม่ซับซ้อน จึงใช้เงินลงทุนไม่สูงนัก และช่างฝีมือไทยมีทักษะและความชำนาญในการเจียระไนพลอยสีเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกรวมถึงผู้ประกอบการมีเทคนิคในการปรับปรุงคุณภาพพลอยสีด้วยการหุงหรือเผาพลอยด้วยความร้อน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทยที่ยังไม่มีประเทศใดสามารถทำได้ทัดเทียม ทั้งนี้ คาดว่ามีการจ้างงานในอุตสาหกรรมเจียระไนพลอยสีเกือบ 20,000 คน โดยผู้ประกอบการเจียระไนพลอยสีและช่างฝีมือส่วนมากจะกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าพลอยสีอย่างกรุงเทพฯ จันทบุรีและตาก

2)       อุตสาหกรรมเจียระไนเพชรเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ในการเจียระไนเพชรค่อนข้างซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีสูง จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับมีต้นทุนฝึกช่างเจียระไนใหม่ที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้อุตสาหกรรมเพชรเจียระไนไทยส่วนใหญ่เป็นของบริษัทต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตมาตั้งโรงงานในไทย อาทิ เบลเยียม อิสราเอล เป็นต้นเพื่ออาศัยแรงงานมีฝีมือของไทยแต่มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าในประเทศของตนมากรวมถึงใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการจ้างงานช่างฝีมือเจียระไนเพชรกว่า 4,000 คน

3)       อุตสาหกรรมผลิตเครื่องประดับไทยมีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงินโดยช่างฝีมือไทยมีความสามารถผลิตสินค้าด้วยความประณีตและสวยงามเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินใน 2 อันดับแรกของโลกมานานนับทศวรรษทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและขนาดย่อมที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศและบางส่วนจำหน่ายในประเทศจึงมีการผสมผสานระหว่างการผลิตสินค้าด้วยมือและใช้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีค่อนข้างสูงโดยทั่วไปมักผลิตสินค้าแบบรับช่วงผลิต (Sub-Contract) หรือก็คือการรับจ้างผลิตสินค้าตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง มีเพียงไม่กี่รายที่ผลิตสินค้าและจำหน่ายในแบรนด์ของตนเอง ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กมีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องประดับซึ่งมักจะผลิตสินค้าโดยใช้แรงงานมีฝีมือและใช้เครื่องมือเครื่องจักรอย่างง่าย เน้นจำหน่ายสินค้าในประเทศ

ศักยภาพและความพร้อมของไทย

หากพิจารณาถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก สามารถสรุปปัจจัยส่งเสริมต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ดังนี้

1)      ความสามารถในการเผาพลอย:แม้ว่าปัจจุบันไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ แต่จากการเป็นเจ้าของเทคนิคการปรับปรุงคุณภาพพลอยสีด้วยความร้อน อันเป็น

ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังไม่มีประเทศใดทัดเทียม ทำให้พลอยก้อนจากทั่วโลกกว่าร้อยละ 80 ถูกส่งมาปรับปรุงคุณภาพที่ไทย และช่วยให้ประเทศไทยยังคงมีวัตถุดิบอัญมณีไหลเวียนเข้าออกอย่างต่อเนื่อง

2)      แรงงานทักษะฝีมือสูง:ไทยมีแรงงานเจียระไนพลอยสี เพชร และช่างฝีมือผลิตเครื่องประดับที่มีทักษะ ความชำนาญ และความประณีตในการผลิตค่อนข้างสูงเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก รวมถึงแรงงานใหม่ก็สามารถฝึกสอนได้ง่าย และพัฒนาทักษะฝีมือได้ในเวลาอันรวดเร็ว จึงนับเป็นจุดแข็งที่สำคัญและยังเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย อาทิ Pandora Production Co.,Ltd. ซึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับเงินเพียงแห่งเดียวที่กระจายสินค้าไปทั่วโลกRosy Blue Diamond Co., Ltd.ผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ของโลกสัญชาติเบลเยียมซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในหลายอำเภอในจังหวัดพิษณุโลกและ Abbeycrest PLC บริษัทรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ ซึ่งดำเนินธุรกิจออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงิน ตั้งฐานการผลิตอยู่ในจังหวัดลำพูน เป็นต้น

3)      ผู้ประกอบการเชี่ยวชาญการค้าและปรับตัวได้ไว:ผู้ประกอบการกิจการอัญมณีและเครื่องประดับไทยเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจและหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งด้านการแสวงหาวัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต และการตลาด รวมถึงความเอาใจใส่ต่อลูกค้าทุกรายเสมือนเป็นญาติมิตรของตนเองซึ่งสร้างความประทับใจและช่วยคงความสัมพันธ์กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

4)      ความพร้อมด้านทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน:ประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเชื่อมโยงกับทุกภูมิภาคของโลก มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และระบบการขนส่งที่ดี โดยไทยมีสนามบินในประเทศและนานาชาติหลายแห่ง รวมถึงระบบถนนที่เชื่อมโยงทุกจังหวัด จึงทำให้การเดินทางทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศสะดวกมีโรงแรมที่พักหลากหลายระดับให้เลือกใช้บริการ อีกทั้งยังมีธรรมชาติที่งดงามและสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกจำนวนมาก

5)      พื้นที่การค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ:ไทยมีย่านค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของต่างชาติหลายแห่ง โดยแหล่งสำคัญคือ ตลาดพลอยจันทบุรี (ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองจันทบุรีบริเวณถนนตรีรัตน์ ถนนศรีจันทร์ และตรอกกระจ่าง)ตลาดพลอยแม่สอด (ตั้งอยู่บนนถนนประสาทวิถี อำเภอ

แม่สอด จังหวัดตาก) และย่านการค้าในกรุงเทพฯ บริเวณถนนสีลม ถนนเจริญกรุง ถนนเยาวราช และถนนข้าวสารนอกจากนี้ ยังมีศูนย์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร เช่น ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี (Gemopolis)อีกทั้งไทยยังมีงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และกันยายน

6)      หน่วยงานเฉพาะทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับที่เข้มแข็ง:สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการรับประกันคุณภาพมาตรฐานสินค้า สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาคุณภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมแบบครบวงจรและการให้บริการข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวในตลาดโลกแก่ผู้ประกอบการ รวมถึงไทยยังมีสมาคมและชมรมเกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของภาคเอกชน เพื่อดำเนินกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรม

7)      การส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ:รัฐบาลไทยได้ให้การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมาอย่างต่อเนื่องนานนับทศวรรษโดยออกมาตรการส่งเสริมทั้งด้านภาษี การเงิน การตลาดทั้งในและต่างประเทศ และลดขั้นตอนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อทำให้การค้าเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น รวมถึงการร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดโดยเปิดรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคการค้าต่างๆ อีกทั้งยังได้มอบหมายให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการอัญมณีและเครื่องประดับครอบคลุมทุกด้านอีกด้วย

นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ

เพื่อช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกภายในอีก 5 ปีข้างหน้ารัฐบาลไทยจึงได้ออกมาตรการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยดังนี้

1)      มาตรการด้านภาษีเดิมทีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยอยู่ระหว่างร้อยละ 0-10 และภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ร้อยละ 7 ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการแข่งขันและเพื่อให้มีสินค้าหลากหลายในประเทศเหมาะสมกับการเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ รัฐบาลจึงได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทุกชนิดตั้งแต่เมื่อต้นปี 2560และเนื่องจากไทยจะต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นเพื่อดึงดูดให้มีวัตถุดิบอัญมณีไหลเวียนเข้ามาในประเทศมากขึ้น รัฐบาลจึงได้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาที่นำวัตถุดิบอัญมณี (ที่ยังไม่เจียระไน) เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยผู้ซื้อจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของรายได้จากการขายอัญมณีทันทีที่มีการซื้อขายสินค้าพร้อมทั้งออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและใบเสร็จรับเงินให้กับผู้ขายเพื่อใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรอีกทั้งรัฐบาลยังยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีนำเข้า หรือขายอัญมณีและโลหะมีค่า (ทองคำขาว ทองขาว เงิน และพาลาเดียม) ที่ยังมิได้ประกอบเป็นตัวเรือนสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับรายจ่ายประเภทเงินเดือน และค่าจ้างของแรงงานที่เป็นช่างเครื่องประดับ เป็นระยะเวลา 3 รอบบัญชี

2)      มาตรการด้านมาตรฐานสินค้าโดยมุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมีการจัดทำเครื่องหมายรับรองมาตรฐานเครื่องประดับโลหะมีค่า (Hallmark) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่จะได้สินค้าคุณภาพตรงตามมาตรฐาน

3)      มาตรการด้านฝืมือแรงงาน โดยมุ่งยกระดับฝีมือแรงงาน กำหนดอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมสำหรับช่างเจียระไนพลอย ช่างหล่อเครื่องประดับ ช่างตกแต่งเครื่องประดับ และช่างประกอบอัญมณีบนตัวเรือนเครื่องประดับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับช่างฝีมือในอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยรักษาบุคลากรมีฝีมือไว้ได้ นับเป็นการลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือในอุตสาหกรรมนี้

4)      มาตรการทางการเงิน โดยขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับผู้ประกอบการ SMEsวงเงิน 30,000 ล้านบาท จากเดิมที่จะต้องยื่นขอสินเชื่อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นขอสินเชื่อได้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560

5)      มาตรการส่งเสริมด้านการตลาด โดยเชื่อมโยงเข้ากับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในย่านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จัดให้มีงานแสดงสินค้า Thailand Grand Sale การประชาสัมพันธ์สินค้าที่มีคุณภาพให้แก่นักท่องเที่ยวผ่านสื่อต่างๆ เช่น สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของสายการบินต่างๆ เป็นต้นรวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก โดยได้ประกาศความพร้อมในระหว่างการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Ruby Forum 2017 และงานประชุม CIBJO CONGRESS 2017 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยระหว่าง2-7 พฤศจิกายน 2560 โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน จาก 42 ประเทศทั่วโลก

6)      มาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนประกอบกิจการอัญมณีและเครื่องประดับได้จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)หรือการนิคมอุตสาหกรรมซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากร เช่นการยกเว้น/ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลการยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักร และวัตถุดิบ/วัสดุจำเป็นและสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรเช่นอำนวยความสะดวกนักลงทุนให้บริการนำเข้าช่างฝีมือและผู้ชำนาญการจากต่างประเทศ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Expert System) เป็นต้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยมีนิคมอุตสาหกรรมอัญมณี (Gemopolis)ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญแห่งหนึ่งโดยมีผู้ประกอบกิจการจากหลายประเทศทั่วโลกมาตั้งฐานการผลิตอยู่ที่นิคมแห่งนี้ อีกทั้งไทยยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด และเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ซึ่งธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 ของอัตราปกติ เพิ่มอีก5 ปี อีกทั้งผู้ประกอบการยังสามารถใช้แรงงานต่างชาติได้ เป็นต้น

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ธันวาคม 2560



 

 


 

[1] อุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ การทำเหมือง การเผาพลอย การเจียระไนพลอยอุตสาหกรรมกลางน้ำ อาทิ การออกแบบ การขึ้นรูปตัวเรือน หล่อโลหะ การเข้าตัวเรือน ฝังพลอย ขัดผิวเป็นต้นอุตสาหกรรมปลายน้ำ อาทิ การตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การขนส่ง การประกันภัย เป็นต้น

 

 

Share this Post:
View article: 501