สถานการณ์การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2560

Keyword:     2560  นำเข้าส่งออกอัญมณี  ส่งออก  สถานการณ์  อัญมณี&เครื่องประดับ  อุตสาหกรรม  เดือนมิถุนายน 

สถานการณ์การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2560

มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยในรูปเงินเหรียญสหรัฐตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71* ในระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน ปี 2560 มีมูลค่าลดลงร้อยละ 22.99 (ร้อยละ 24.51 ในหน่วยของเงินบาท) จากเดิมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 ที่มีมูลค่า 8,173.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (289,968.01 ล้านบาท) มาอยู่ที่ 6,294.53 ล้านเหรียญสหรัฐ (218,891.43 ล้านบาท) นับเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในอันดับที่ 3 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.54 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากพิจารณามูลค่าส่งออกไม่รวมทองคำฯ พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 3,602.21 ล้านเหรียญสหรัฐ (125,047.46 ล้านบาท) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 0.43 (ร้อยละ 2.42 ในหน่วยของเงินบาท)

แผนภาพตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย (รวมทองคำ) ในเดือนมกราคม – มิถุนายนปี 2560

ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

สถานการณ์การส่งออก

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ คือทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูปในสัดส่วนร้อยละ 42.77 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมหากแต่ปรับตัวลดลงร้อยละ 40.91 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 อันเป็นผลมาจากมูลค่าส่งออกทองคำสะสมในไตรมาสแรกที่ลดลงมาก ทั้งนี้ หากพิจารณาการส่งออกทองคำในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวพบว่าปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 1.02 เท่าซึ่งสอดคล้องกับราคาทองคำที่ขยับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 1,260.26 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (http://www.kitco.com) ในเดือนดังกล่าว เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ซบเซา สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างกาตาร์และกลุ่มประเทศอาหรับ การเลือกตั้งในอังกฤษ รวมถึงการร่วงลงของดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 28.76 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวม และมีมูลค่าลดลงร้อยละ 0.09 โดยการส่งออก เครื่องประดับทอง หดตัวลงร้อยละ 5.16 อันเนื่องมาจากราคาทองคำที่ผันผวนในแนวบวกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จึงส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอความต้องการซื้อเครื่องประดับทองออกไป ทั้งนี้ ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกหลักเครื่องประดับทองของไทยเครื่องประดับเงินยังคงขยายตัวได้ร้อยละ 12.47 จากการส่งออกไปหลายตลาดสำคัญได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเยอรมนี และจีน ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 และ 3 ต่างมีมูลค่าเติบโตร้อยละ 2.42 และ1.24 เท่า ตามลำดับ โดยบริษัทผู้ส่งออกหลักในสองตลาดดังกล่าวคือ บริษัท แพนดอร่า จำกัด สะท้อนถึงความต้องการบริโภคสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกที่มีเพิ่มขึ้น เครื่องประดับแพลทินัมปรับตัวลดลงร้อยละ 39.79 อันเป็นผลจากการส่งออกไปยังญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตลาดหลักใน 2 อันดับแรกของไทยที่มีมูลค่าหดตัวลงต่อเนื่องร้อยละ 25.55 และร้อยละ 55.27 ตามลำดับทั้งนี้ จากรายงานของ The World Platinum Investment Council (WPIC)คาดการณ์ว่า ในปี 2560 ผู้บริโภคทั่วโลกจะมีความต้องการบริโภคเครื่องประดับแพลทินัมลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปี 2559

เพชร เป็นสินค้าส่งออกรายการสำคัญในอันดับ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.17 ปรับตัวลดลงร้อยลง 6.49 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย โดยมีเพชรเจียระไนเป็นสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้ ซึ่งยังคงมีมูลค่าลดลงร้อยละ 6.59 ส่วนหนึ่งอาจมาจากกำลังซื้อที่ลดลงตามความซบเซาของภาวะเศรษฐกิจโลก อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะชาวสหรัฐฯ ที่บริโภคเพชรสังเคราะห์ (lab-grown diamonds) มากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคที่ยังคงนิยมเพชรธรรมชาติ มีความกังวัลกับเพชรสังเคราะห์ที่ปะปนอยู่ในท้องตลาดจำนวนมากจนทำให้ไม่มั่นใจในการซื้อเพชรเจียระไน

พลอยสี เป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 4 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 10.49 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของไทย เติบโตได้ร้อยละ 8.14 โดยสินค้าส่งออกหลักในหมวดนี้เป็น พลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) ขยายตัวร้อยละ 22.14 จากการส่งออกไปยังฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ ตลาดหลักใน 3 อันดับแรก ที่ต่างเติบโตสูงขึ้นร้อยละ 30.97, ร้อยละ 19.46 และร้อยละ 13.26 ตามลำดับ นอกจากนี้ ไทยยังสามารถส่งออกไปยังอินเดีย และจีน ที่อยู่ในอันดับ 4 และ 5 ได้เพิ่มขึ้นกว่า 1.45 เท่า และร้อยละ 33.51 ตามลำดับ สะท้อนถึงความต้องการพลอยเนื้อแข็งเจียระไนฝีมือคนไทยที่ยังมีอยู่มากในตลาดดังกล่าว ส่วนการส่งออกพลอยเนื้ออ่อนเจียระไนหดตัวลงร้อยละ 12.97 โดยเป็นผลมาจากการส่งออกไปยังตลาดหลักใน 3 อันดับแรกอย่างฮ่องกง สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ ที่ต่างปรับตัวลดลงร้อยละ 13.23, ร้อยละ 18.47 และร้อยละ 10.98 ตามลำดับ

เครื่องประดับเทียมเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 5 ในสัดส่วนร้อยละ 2.51และมีมูลค่าลดลงร้อยละ 11.22เนื่องมาจากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ตลาดสำคัญในอันดับ 2 ได้ลดลงมากถึงร้อยละ 34.93 ในขณะที่การส่งออกไปยังตลาดในอันดับ 1 อย่างลิกเตนสไตน์ ยังสามารถเติบโตได้ร้อยละ 9.90

(โดยมีรายละเอียดตามแนบ)

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

31 กรกฎาคม 2560

*พิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ว่าด้วย “ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์”


 

Share this Post:
View article: 174