สิ่งแวดล้อมคือกำไรมิใช่ต้นทุน

Keyword:     สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม  สิ่งแวดล้อม  สิ่งแวดล้อมสิ่งทอ  อุตสาหกรรม 

สิ่งแวดล้อมคือกำไรมิใช่ต้นทุน

 

บทความนี้เรียบเรียงมาจากประสบการณ์บริหารของคุณปิลันธน์ ธรรมมงคล เจ้าของธุรกิจสิ่งทอถึง 3 บริษัท คือ ห.ส.น.ธนไพศาล ที่ดำเนินกิจการด้านฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ บริษัท บ้านสิ่งทอ จำกัด และบริษัท กรีนวิล เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตผ้าไหมรายแรกของโลกที่ได้รับฉลากสิ่งแวดล้อม EU-Flower ทั้งหมดเป็นกลุ่มบริษัทที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการวิจัยและพัฒนาผลิตสิ่งทอในเชิงอีโคที่ผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และส่งออกตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างจุดแข็งทางการค้าในกลุ่ม High-end ตลอดจนยกระดับสิ่งทอไทยให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงสู่สิ่งแวดล้อมย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ น้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกย้อมสิ่งทอส่วนใหญ่จะยากต่อการบำบัดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เนื่องจากน้ำทิ้งส่วนใหญ่มีสารปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็น สีย้อม สารเคมี แป้ง และอื่นๆ ที่ตกค้างอยู่ในกระบวนการผลิต

การวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานจึงมีความเป็นจำในการป้องกันปัญหามลพิษ “ธนไพศาล” ถือเป็นโรงงานฟอกย้อมฯ กลุ่มแรกของประเทศ ที่ริเริ่มนำระบบเทคโนโลยีสะอาด(Clean Technology : CT ) มาใช้จัดการสิ่งแวดล้อมที่มุ่งแก้ปัญหาจากแหล่งกำเนิดตั้งแต่ปี 2535 และมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 22 ปี ทำให้โรงงานสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดทุนต้นในการผลิตได้เป็นอย่างมาก จนบริษัทในเครือ “ธนไพศาล” ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ ฉลาก EU-Flower และได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย เช่น ผ้าไหมผสมคอลลาเจน เป็นต้น

กุญแจสำคัญสู่การสร้างองค์กรตระหนักรู้ถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีเบื้องหลังอย่างไร วันนี้ คุณปิลันธน์ ธรรมมงคล จะมาบอกเล่าเรื่องราวการสร้างองค์กรแนวใหม่ จนสามารถพลิกมุมมองของทุกคนในองค์กรให้เกิดความคิดที่ว่า “สิ่งแวดล้อมคือกำไรมิใช่ต้นทุน”

 

 

จัดการปัญหาที่ต้นเหตุ

คุณปิลันธน์กล่าวถึงการทำธุรกิจบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมว่า วันนี้ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา “ธนไพศาล” จึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยนำหลักการเทคโนโลยีสะอาดมาจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงงาน

“หลักการของเทคโนโลยีสะอาดจะเน้นวิธีการป้องกันมากกว่าการแก้ปัญหา คือการลดของเสียตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการผลิตควบคู่กันไป โดยจะลดของเสียในกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ลดการใช้สารเคมี ลดการใช้ทรัพยากรน้ำ และใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น เมื่อของเสียลดลง น้ำเสียจากกระบวนการต่างๆ ก็ลดน้อยลง สารเคมีก็น้อย การเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียก็ง่ายขึ้น น้ำทิ้งลงสู่ธรรมชาติก็ปลอดภัยสำหรับพืชและสัตว์น้ำ เมื่อทรัพยากรต้นทางถูกควบคุมให้ใช้น้อย ปลายทางก็ประหยัดในการบำบัดของเสีย ผลที่ได้คือบริษัทฯ มีกำไรเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี “คุณปิลันธน์ กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างระบบจัดการสิ่งแวดล้อม

สำหรับกระบวนการลดของเสียให้น้อยที่สุดในกระบวนการผลิต “ธนไพศาล” จะยึดหลัก 1 A 3R ประกอบไปด้วย

Avoid คือการหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบและกระบวนการอันก่อให้เกิดมลพิษมาก ๆ ซึ่งทุกวันนี้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก โดยโรงงานจะเลือกใช้สารเคมีที่ย่อยสลายด้วยชีวภาพได้ทั้งหมด

Reduce คือลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้น้อยที่สุด ใช้เท่าที่จำเป็น  เมื่อวัตถุดิบขาเข้าลดลง สารเคมีน้อย การดูแลรักษาหรือการกำจัดของเสียก็ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เดิมบริษัทใช้น้ำในกระบวนการผลิต 200 ลิตร ต่อการย้อมผ้า 1 กิโลกรัม ปัจจุบันลดลงเหลือน้ำ 100 ลิตร ต่อการย้อมผ้า 1 กิโลกรัม พลังงานไอน้ำเคยใช้ 18 กิโลกรัม ต่อการย้อมผ้า 1 กิโลกรัม ปัจจุบันเหลือ 14 กิโลกรัม ส่งผลให้ประหยัดทั้งทรัพยากรน้ำและพลังงาน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและอากาศเสียจากกระบวนการผลิตไอน้ำ เมื่อใช้น้ำน้อย ใช้สีเคมีน้อยลง การบำบัดน้ำเสียก็ง่าย ต้นทุนบำบัดก็ลดลง สามารถควบคุมให้ค่าต่างๆ อยู่ในมาตรฐาน

Reuse หรือการใช้ซ้ำ เป็นการนำทรัพยากรมาใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ที่โรงงานจะใช้เครื่องซักล้างแบบระบบ Counter Flow ที่มีแรงดันน้ำไหลย้อนกลับ สามารถซักล้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้น้ำซ้ำๆ หลายครั้งก่อนปล่อยน้ำทิ้งไป

Recycle หรือการนำกลับมาทำใหม่ ในส่วนนี้ที่บริษัทฯ จะมีบทบาทในการแยกขยะ โดยทำโครงการธนาคารขยะ แล้วส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปรีไซเคิล

ปฏิรูป คน เครื่องจักร และการจัดการ

สำหรับการขับเคลื่อนระบบจัดการสิ่งแวดล้อมให้ได้มาตรฐาน บริษัทฯ ได้มีการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงการทำงานใหม่ๆ ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยมีการปรับปรุงใน 3 ด้าน ประกอบไปด้วย Technology Improvement, Management Improvement, Human Improvement

Technology Improvement หรือ การปรับปรุงเรื่องเทคโนโลยี บริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีและลงทุนด้านเครื่องจักรอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง มีการติดตั้งเครื่อง Continuous Washing Machine ที่มีการไหลของน้ำแบบ Counter Flow  สามารถซักล้างผ้าได้ต่อเนื่อง โดยใช้น้ำไหลย้อนจากอ่างสุดท้ายมายังอ่างแรก น้ำร้อนที่สะอาดจะถูกเติมลงในอ่างที่ 10 แล้ว ไหลย้อนมาอ่างที่ 9 ,8, 7 เรื่อยไปจนถึง อ่างที่ 1 แล้วน้ำที่สะอาดจะถูกใช้ซ้ำถึง 9 ครั้ง ส่วนผ้าที่สกปรกก็จะถูกส่งเข้าซักในอ่างที่ 1 ผ่านไปอ่างที่ 2 ,3 จนถึงอ่างที่ 10 ตามลำดับ ดังนั้น ผ้าจึงถูกซักล้างด้วยน้ำที่สะอาดขึ้นเรื่อยๆ  ส่วนน้ำในอ่างที่ 1 จะเป็นน้ำที่มีสิ่งเจือปนมากที่สุดและมีอุณหภูมิมากกว่า 90 องศาเซลเซียส น้ำนี้จะถูกปล่อยทิ้งเข้าสู่ระบบบำบัด

บริษัทยังไม่หยุดพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยประหยัดพลังงาน ล่าสุดบริษัทได้ติดตั้งอุปกรณ์ใหม่คือ “เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน” จากน้ำเสีย ที่สามารถช่วยลดการใช้พลังงานไอน้ำในกระบวนการซักล้างได้ถึง 50 % ยกตัวอย่างเช่น เดิมน้ำเสียจากอ่างที่ 1  ที่มีอุณหภูมิมากกว่า 90 องศาเซลเซียส จะถูกปล่อยเข้าสู่ระบบบัด ซึ่งส่งผลกระทบให้กับระบบบำบัดมีอุณหภูมิน้ำเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้น้ำร้อนนี้จะถูกต่อเชื่อมเข้ากับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน โดยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เมื่อผ่านเครื่องนี้จะเพิ่มอุณหภูมิเป็น 65 องศาเซลเซียส แล้วถูกส่งไปยังอ่างที่ 10 เครื่องซักก็จะอุ่นน้ำจาก 65 องศาเซลเซียส เป็น 95 องศาเซลเซียส เท่ากับใช้พลังงานอุ่นน้ำเพิ่มขึ้นเพียง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเดิมเราใช้น้ำอุ่น 30 องศาเซลเซียส เติมลงในอ่างที่ 10 เลย ดังนั้นเครื่องต้องเพิ่มอุณหภูมิจาก 30 องศาเซลเซียส มาเป็น 95 องศาเซลเซียส เท่ากับใช้พลังงานเพิ่มอุณหภูมิถึง 65 องศา นี่คือเหตุผลที่สามารถประหยัดพลังงานไอน้ำได้ถึงครึ่งหนึ่ง

Management Improvement หรือการปรับปรุงพัฒนาระบบการจัดการ เพื่อเป้าหมายลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทได้ใช้ระบบการตรวจสอบมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัญหาสำคัญของโรงงานฟอกย้อมที่พบส่วนใหญ่คือปัญหาการย้อมซ้ำที่ยังอยู่ในอัตราสูงเฉลี่ย 20-30 % ไม่เท่ากันแต่ละโรงงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต แนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ บริษัทได้ใช้ระบบการตรวจสอบภายในอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อเสริมจุดเด่นและลดจุดอ่อนในกระบวนการทำงาน

ในกระบวนการผลิตบริษัทแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 3 ด้าน คือ 1.ตรวจสอบของขาเข้า ( Input audit) 2. ตรวจสอบกระบวนการผลิต (Process audit) 3.ตรวจสอบสินค้าสำเร็จ (Out put audit) ดังนี้

1.ตรวจสอบของขาเข้า ( Input audit) เราจะตรวจสอบคุณภาพทุกอย่างที่เป็นวัสดุดิบและปัจจัยการผลิต ให้มีคุณภาพอยู่ในมาตรฐานเดิมตลอด เช่น ตรวจสอบคุณภาพ  สีย้อม สารเคมี  ผ้า  ที่เราใช้ว่ามีคุณภาพตามกำหนดไหม น้ำในระบบผลิตที่ใช้ทุกวันได้มาตรฐานหรือไม่ ไอน้ำต้องบริสุทธ์ไม่มีสิ่งเจือปน เพราะอาจส่งผลต่อการควบคุมการขึ้น - ลงอุณหภูมิได้ เช็คคุณภาพลมอัดว่ามีน้ำเป็นส่วนประกอบไหม ถ้ามีต้องรีบปรับปรุงเพราะลมมีหน้าที่ควบคุมการปิดเปิดวาล์ว ต่อมาก็ตรวจพนักงานว่ามีความรู้ความสามารถเพียงพอต่อการทำงานหรือไม่ มีคู่มือ หรือแผ่นป้ายติดบอกวิธีการใช้เครื่องจักรให้ถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ ทั้งหมดเป็นการตรวจสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้องการกับการผลิต

2. ตรวจสอบกระบวนการผลิต (Process audit) เราจะตรวจสอบผ้าที่ผ่านเข้ากระบวนการผลิตทั้ง 5 ขั้นตอน โดยตรวจทุกๆ ขั้นตอน เช่น ผ้าลอกแป้งออกหมดไหม ผ้าต้มไขมันหมดไหม การฟอกผ้าขาวได้ตามที่กำหนดหรือไม่ หรือก่อนย้อมต้องตรวจหาค่า  pH ว่าเป็นกลางไหม ในขณะเดียวกันระหว่างการย้อม ก็ต้องตรวจสอบเวลาและอุณหภูมิ ปริมาณสารและสีเคมีที่ใช้ว่าได้ทำตามที่ถูกออกแบบหรือไม่

3.ตรวจสอบสินค้าสำเร็จ (Out put audit) หลังการย้อมเราตรวจสอบเฉดสีให้ได้ตามต้องการหรือไม่ ตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความคงทนต่อการซัก ความคงทนต่อการขัดถู และตำหนิผ้าต่างๆ การตรวจสอบทั้ง 3 อย่าง ทีมงานแต่ละแผนกต้องทำงานใกล้ชิดกับห้องแล็บ และทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งส่งผลให้ลดการย้อมซ้ำลงได้ เมื่อไม่ต้องย้อมซ้ำ การใช้น้ำ พลังงาน หรือเคมีต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปโดยอัตโนมัติ

Human Improvement เรื่องสุดท้ายคือการพัฒนาบุคลากร เมื่อก่อนหลายคนมองว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยุ่งยาก เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ปัจจุบันบริษัทได้พิสูจน์ให้พนักงานทุกคนเห็นแล้วว่า การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของกำไร ยิ่งทำยิ่งดียิ่งมีประโยชน์กับทุกฝ่าย กล่าวคือสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ชุมชนล้อมข้างมีความสุข บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตลดลง พนักงานก็ได้รับโบนัสและสวัสดิการต่างๆ เพิ่มขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องกังวลกับการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบริษัทมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้หน่วยงานราชการหรือลูกค้าของบริษัทเกิดความเชื่อมั่นกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัทฯ

ท้ายสุดคุณปิลันธน์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เร็วๆ นี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำลังผลักดันร่าง ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ที่มีการกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและฟอกย้อมจะกำหนดค่าความสกปรกของน้ำทิ้งต้องไม่เกิน 300 ADMI จากเดิมกำหนดไว้ว่าสีและกลิ่นต้องไม่เป็นที่พึงรังเกียจ แต่จากการสำรวจพบว่าโรงงานส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยดีที่สุดอยู่ 400- 600 ADMI ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการที่กำลังถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ เนื่องจากต้องมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่หรือเพิ่มสารเคมีที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่มากขึ้น

“ปัจจุบันผู้ประกอบการกำลังถกเถียงกับภาครัฐว่า 300 ADMI ไม่สามารถทำได้จริง แต่จริงๆ แล้วผมมองว่ายังพอมีหนทาง เราสามารถใช้เทคโนโลยีสะอาดมาเป็นเครื่องมือจัดการสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนกลุ่มสีที่ใช้ในการฟอกย้อมใหม่หาสีที่ติดเนื้อผ้าได้สูงมากๆ  สีในน้ำเสียจะลดลง หรือปรับปรุงที่ระบบการจัดการ คือนำน้ำเสียที่เข้มๆ ไปแยกบำบัดก่อนนำมารวมกับน้ำเสียที่มีสีอ่อน เป็นต้น หลักการนี้สามารถลดสีในน้ำเสียลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งการใส่สารเคมีในระบบบำบัด ทั้งนี้โรงงานจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ทำการทดลองซ้ำๆ จนกว่าจะปฏิบัติจริงได้ ว่าเราสามารถลดเฉดสีในน้ำเสียลงได้” คุณปิลันธน์กล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง : กรเกษ ศิริบุญรอด

รวบรวมโดย : ฝ่ายวิจัยนโยบายและบริการสารสนเทศอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ


 

Share this Post:
View article: 569