รีเทลเทรนด์ 2017 “โลเคชั่น” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป จะอยู่รอดต้องยกระดับเป็น “AIR SPACE” เท่านั้น

Keyword:     airspace  news  ข่าวรายวัน  รีเทล  เทรนด์2017 

รีเทลเทรนด์ 2017 “โลเคชั่น” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป จะอยู่รอดต้องยกระดับเป็น “AIR SPACE” เท่านั้น!

 

“พอพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนย่อมส่งผลกระทบ ออกไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือเทรนด์ของรีเทลที่กำลังเกิดขึ้นสดๆร้อนใน “มหานครนิวยอร์ก” ซึ่ง เอ็นไวโรเซล ประเทศไทย บริษัทวิจัยในเครือของ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ยกขึ้นมาเป็น Case study ที่ต้องจับตามอง สิ่งที่เอ็นไวโรเซล เห็นคือ “รีเทล” จำเป็นที่จะต้องฉีกกรอบ shelf space เป็น air space ที่สำคัญต้อง transform physical location เป็น digital location ต้องขาย need ไม่ใช่ product รวมไปถึงต้องanywhere anytime anytool และ anythingซึ่งบอกว่านี่คือเทรนด์ถัดไปของรีเทลที่กำลังจะทรงอิทธิพลก็ย่อมได้ และจะไม่เกิดเฉพาะในไทยเท่านั้น หากกำลังเป็นไปทั่วโลก”

 

“มิลเลเนียม” กำลังจะทรงอิทธิผลแทน “เบบี้บูมเบอร์”

ทำไมต้องยกมหานครนิวยอร์กมาเป็น Case study ? สรินพร จิวานันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไวโรเซล ประเทศไทย จำกัด อธิบายว่า จากสถานการณ์การปิดตัวของร้านค้าปลีกจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา มหานครนิวยอร์ก ที่มีเศรษฐกิจเทียบได้ในอันดับที่ 20 ของโลก มีพนักงานกว่า 900,000 คน ทำงานในธุรกิจค้าปลีกกว่า 77,000 แห่ง เป็นศูนย์รวมของสำนักงานใหญ่ (Head Quarter) ของบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 80 เจ้า และเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 60 ล้านคนต่อปี นับเป็นสัญญาณสั่นคลอนต่อวงการค้าปลีกของโลกไม่ช้าก็เร็ว

“การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการจับจ่ายซื้อของ และใช้บริการ ที่ข้ามข้อจำกัดในเรื่องของเวลา สถานที่ รูปแบบ วิธีการซื้อ และไปห้างไม่บ่อยเหมือนก่อน โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลเนียมที่มีการเติบโต และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทั่วโลก มีบทบาทในสังคม ทั้งด้านการงาน และมีศักยภาพในการใช้จ่ายที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเบอร์มีสัดส่วนที่ลดลง”

 

3 เทรนด์ผู้บริโภค

พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถสรุปออกมาเป็น 3 เทรนด์ ได้ดังนี้

1.พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่มีความต้องการแบบไร้ขีดจำกัด คือ ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการสินค้าที่อยู่บนชั้นวางเท่านั้น แต่อาจต้องการสินค้าที่ไม่มีในประเทศ เช่น อยากได้นมที่ผลิตในออสเตรเลีย (Consumer Demand is more globalization) แต่ที่ร้านค้ากลับไม่มี ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้

2.พฤติกรรมด้านนิสัยการเลือกซื้อที่เปลี่ยนไป เช่น แทนที่จะเลือกซื้อเสื้อผ้าที่แขวนไว้ตามร้านค้า แต่กลับเลือกซื้อด้วยวิธีการ ‘คลิ๊ก’ ซึ่งสามารถหาชุดที่แมทเข้ากัน ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้าจากหลายๆ แหล่ง ได้ในเวลาเดียวกัน

3.พฤติกรรมด้านเวลาที่ไม่ได้ช้อปปิ้งในเวลาที่เลิกงาน หรือ ห้างเปิดอีกต่อไป (จากการวิจัย พบว่า 43% ของชาวอเมริกัน ช้อปปิ้งจากเตียงนอน และ 23% จากโต๊ะทำงาน) ดังนั้นสามารถพูดได้ว่าเรื่องของสถานที่ (Location) อาจจะไม่ได้เป็นจุดแข็งของร้านค้าปลีกอีกต่อไป แต่ราคากลับเป็นเรื่องสำคัญแทน

 

ต้องเข้าสู่ “ออมนิแชนแนล”

การเปลี่ยนแปลงนี้ ผลักดันให้หลายๆ รีเทล เริ่มเข้าสู่แพลตฟอร์มในรูปแบบ ‘ออมนิแชนแนล’ (Omnichannel) แนวคิดของ Omnichannel คือ ไม่ได้ยึดว่าจะขายอย่างไร ขายที่ไหน แต่ยึดว่าผู้บริโภคจะซื้อตอนไหน ซื้อที่ไหน ซื้อด้วยวิธีการใดก็ได้ ขอให้เกิดการซื้อ แต่ยังไม่ใช่ air space แพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ

เพราะยังไม่สามารถสั่งซื้อสินค้าแบบใด ที่ใดในโลกก็ได้ แต่การทำ Omnichannel ย่อมดีกว่าไม่ทำแน่นอน เพราะ 59% ของร้านค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาบอกว่า Omnichannel ช่วยทำรายได้ให้ธุรกิจมากกว่า ที่สำคัญสามารถสร้าง Engagementกับลูกค้าได้มากถึง 90% ในขณะที่ร้านค้าปลีกที่ไม่ทำ Omnichannel สามารถสร้าง Engagement กับลูกค้าได้เพียง 33% เท่านั้น ถ้ารีเทลใดเข้าสู่ air space platform เต็มรูปแบบ คือ transform จากการเป็นผู้ขาย เป็นคนกลางในการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกรูปแบบ โดยไม่มีข้อจำกัดด้าน physical product place และ access รับประกันว่าสามารถอยู่รอดในธุรกิจได้อีกนาน การที่ได้อยู่ติดตัวกับลูกค้าทุกที่ทุกเวลา (air space) ย่อมมีโอกาสมากกว่า shelf space ที่อยู่ห่างไกล เข้าถึงยากไม่ได้ตลอดเวลาอย่างแน่นอน

“ผู้บริโภคลังเลและตัดสินใจเองได้ยากขึ้น และเนื่องจากมีเวลาน้อยในการตัดสินใจ จึงไม่ต้องรอให้เกิดความต้องการ แต่สามารถยัดเยียดให้ได้เลย”

 

คู่แข่งอาจไม่ใช่รีเทลด้วยกันอีกต่อไป

รีเทลที่อยู่รอด กลับไม่ใช่คู่แข่งด้านค้าปลีกโดยตรง แต่กลับเป็น Amazon ผู้ซึ่งเป็นตัวอย่างที่สำเร็จของ air space platform เพราะไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการตอบสนองผู้บริโภคเลย ล่าสุดออกบริการ Prime Air ที่สามารถส่งสินค้าได้ ด้วยโดรนภายในไม่กี่ชั่วโมง รวมทั้งล็อกเกอร์รับสินค้าตามจุดสำคัญต่างๆ ในเมือง ที่ผู้บริโภคสามารถรับของได้เลย โดยไม่ต้องรอข้ามวัน ดังนั้นคู่แข่งร้านค้าปลีกที่สำคัญจึงไม่ใช่ physical ที่เห็นตัวเห็นตน แต่เป็น service ที่มีความคล่องตัว ไฮเทค และไม่มีต้นทุนที่เป็น Fixed cost และอาจไม่ได้อยู่ในวงการค้าปลีกอีกต่อไป

 

ออฟไลน์อย่างเดียวเอาไม่อยู่แล้ว

สำหรับในเมืองไทย สรินพร มองว่า จะยังไม่ไปถึงจุด air space ในเร็วๆนี้ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง เช่นเทคโนโลยีที่ยังจำกัดอยู่ในหัวเมืองใหญ่ สิ่งที่ต้องทำคือ ออมนิแชนแนล พัฒนาช่องทางให้หลากหลาย ลบภาพเดิมๆออกไป เนื่องจากช่องทางออฟไลน์อย่างเดียวเอาไม่อยู่แล้ว เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้ยึดติดกับออฟไลน์อย่างเดียว แต่ชีวิตครึ่งหนึ่งได้อยู่ในโลกออนไลน์ รวมถึงปรับไซต์ให้มีขนาดเล็กลงให้เหมาะสมกับพฤติกรรมคนเมือง ซึ่งรีเทลที่ทำได้ชัดเจนในออมนิแชนแนล ตอนนี้ คือ เซ็นทรัล

นอกจากนี้ยังใช้ราคาเป็นจุดดึงดูด เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่แม้จะเข้าไปในร้านแล้ว หากเจอราคาในออนไลน์ที่ถูกกว่าแม้ 0.5 บาท ก็พร้อมจะเปลี่ยนใจได้ทันที แต่สิ่งหนึ่งที่ออนไลน์ยังทดแทนไม่ได้คือ “อาหาร” ที่ยังมีการซื้อในออนไลน์น้อยอยู่ สิ่งที่รีเทลทำได้ คือการผันตัวเองไปเน้นเรื่องของอาหาร รวมไปถึงการปรับปรุงให้เป็นไลฟ์สไตล์ให้มากขึ้น เพื่อจับพฤติกรมชอบแชะและแชร์ของคนไทย

 

 

ซื้ออะไรในออนไลน์บ้าง

เครื่องใช้ไฟฟ้า 65%

เสื้อผ้า 64%

ของเล่น 63%

เครี่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 58%

สินค้าที่เกี่ยวกับรถ 57%

อุปกรณ์ซ่อมบ้าน 57%

อุปการณ์สื่อสารเคลื่อนที่ 54%

บริการทางการเงิน 49%

เครื่องสำอางและความงาม 39%

บริการสุขภาพ 35%

 

*พฤติกรรมของชาวอเมริกาซึ่งชาวไทยเองก็มีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกัน

 

ที่มา : เอ็นไวโรเซล และ Marketeet

 

Share this Post:
View article: 248