คาดการณ์ผลกระทบของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ประเด็นสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนผู้นำ

Keyword:     usa  ความเคลื่อนไหวสิ่งทอ  สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม  อุตสาหกรรม  โดนัลด์ทรัมป์ 

คาดการณ์ผลกระทบของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ประเด็นสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนผู้นำ

หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งผู้นำประเทศของสหรัฐฯ ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ได้ประกาศนโยบายด้านต่างประเทศที่สำคัญ คือ America First ซึ่งเน้นการปกป้องผลประโยชน์และตำแหน่งงานของชาวอเมริกัน โดยการต่อรองทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชาวสหรัฐฯ เมื่อประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ของสหรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน

สำหรับนโยบายปกป้องทางการค้า (Protectionism) เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์จะนำมาใช้ ทำให้เกิดการจับตามองโดยเฉพาะนโยบายการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าที่พุ่งเป้าไปยังจีนและเม็กซิโก ซึ่งถือเป็น 2 ประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสูงเป็นอันดับต้นๆ รวมกันถึงกว่า 55% ของยอดขาดดุลการค้ารวมของสหรัฐฯ       

โดยจากการรวบรวมแนวโน้มที่ทรัมป์อาจนำมาใช้ในการปกป้องอุตสาหกรรมในสหรัฐฯโดยพุ่งเป้าไปยังจีนและเม็กซิโกก่อนเป็นอันดับแรก อาจแบ่งได้เป็น 2 แนวทาง ได้แก่ 1) มาตรการที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้านำเข้าสู่ประเทศสหรัฐฯ คือ การปรับขึ้นภาษีศุลกากร ซึ่ง Trump เคยประกาศว่า อาจขึ้นภาษีศุลกากรขึ้นถึงร้อยละ 20-40 (the border adjustment tax plan) และอีกแนวทางหนึ่งคือ การกดดันให้จีนเพิ่มค่าเงินหยวน โดยสหรัฐฯ มองว่า ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้สินค้านำเข้าจากจีนมีราคาสูงขึ้น และ 2) มาตรการการจำกัดเชิงปริมาณ ได้แก่ การจำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีนหรือที่เรียกกันว่าการกำหนด Quota ดังที่เคยใช้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม คือ The Multi Fibre Arrangement (MFA)

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงข้อเท็จจริงบางประการ ก็มิใช่ว่ามาตรการทั้งสองแนวทางดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบกลับมาสู่ผู้บริโภคและผู้ผลิตของสหรัฐฯ เลย โดยปัจจุบันการบริโภคเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐฯ มาจากการนำเข้าคิดเป็นกว่าร้อยละ 90

สัดส่วนการนำเข้าต่อการบริโภคภายในประเทศของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสหรัฐฯ

ที่มา : the Congressional Research Service (CRS)

โดยสหรัฐฯ นำเข้าจากจีนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของมูลค่าการนำเข้าเครื่องนุ่งห่มทั้งหมด การจำกัดการนำเข้าหรือการทำให้สินค้านำเข้าจากจีนสูงขึ้นย่อมกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคในประเทศสหรัฐฯ เอง

อีกประการหนึ่ง คือ หากจีนถูกกีดกันทางการค้า ย่อมส่งผลต่อความต้องการวัตถุดิบ โดยเฉพาะเส้นใยฝ้ายจากอเมริกาเช่นเดียวกัน โดยในปี 2015 จีนเป็นผู้นำเข้าเส้นใยฝ้ายจากอเมริกาสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22 ของมูลค่าการส่งออกฝ้ายทั้งหมดของสหรัฐฯ การลดการนำเข้าเส้นใยฝ้ายของจีน ย่อมกระทบต่ออุตสาหกรรมฝ้ายของสหรัฐฯ ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 116,300 คน อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งออกจะขัดแย้งกับนโยบายที่จะปกป้องการจ้างงานของทรัมป์

ที่มา : Trade Map

นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเทคนิค (Technical Textile) ของสหรัฐฯ ยังสนใจที่จะเข้าสู่ตลาดจีนอย่างมาก โดยหน่วยงาน International Trade Administration ของสหรัฐฯ ได้จัดอันดับตลาดจีนอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดสิ่งทอเทคนิคของสหรัฐฯ รองจากเม็กซิโกและแคนนาดา หากจีนมีการตอบโต้สหรัฐฯ คงไม่เป็นผลดีต่อผู้ส่งออกสิ่งทอเทคนิคของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

การจัดอันดับตลาดที่มีความต้องการสิ่งทอเทคนิคของสหรัฐฯ

     

ที่มา : International Trade Administration. (2016). 2016 Top Markets Report Technical Textiles

ดังนั้นสหรัฐฯ อาจต้องระมัดระวังมาตรการในการตอบโต้ของจีนอยู่พอสมควร จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทรัมป์จะดำเนินการอย่างเข้มงวดและเด็ดขาดในการลดการนำเข้าจากจีนอย่างที่ทรัมป์ได้ประกาศนโยบายไว้ตอนหาเสียง

สำหรับผลกระทบที่มีต่อไทยแต่หากมองผลกระทบที่จะเกิดกับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย หากทรัมป์พุ่งเป้าไปยังจีน อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเข้าไปทดแทนสินค้าจากจีนในตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น เพราะถึงอย่างไร สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องนุ่งห่มเพื่อการบริโภคภายในประเทศเนื่องจากการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ และค่าแรงที่สูงของสหรัฐฯ อาจไม่คุ้มค่ากับการที่จะผลิตเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศเอง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือ หากจีนไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ สินค้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของจีนอาจไหลบ่าเข้ามาสู่ไทยเป็นจำนวนมากได้เช่นกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไทยที่ผลิตเพื่อตอบสนองตลาดภายในประเทศ หากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น ภาครัฐควรเตรียมมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ยังอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกไทยในทางอ้อม หากสหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีกับจีน ซึ่งจะกระทบการส่งออกสินค้าประเภทวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางของไทยที่ส่งไปจีนและเพื่อที่จีนจะผลิตเป็นสินค้าและส่งต่อไปสหรัฐฯ

สำหรับความสำคัญของตลาดสหรัฐฯ ที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยนับว่ายังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม แม้ว่าปัจจุบันการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะมีการกระจายตลาดไปค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้การพึ่งพาตลาดอเมริกาค่อย ๆ ลดลง โดยในปี 2015 พบว่า ไทยส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปสหรัฐฯ ร้อยละ 17 ของการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มทั้งหมดของประเทศ โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุด คือ กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม มีมูลค่า 948.34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  

อย่างไรก็ตามมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทางอ้อมผ่านการส่งออกวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำ คือ เส้นใย เส้นด้าย และผ้าผืนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อผลิตเป็นสินค้าเครื่องนุ่งห่มส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ อยู่พอสมควร จึงควรที่จะติดตามนโนบายทางการค้าที่ทรัมป์จะประกาศใช้จริงอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงการติดตามการเกิดขึ้นของ RCEP ที่จะกลายเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่มีตลาดขนาดใหญ่ในด้านประชากรและขนาดเศรษฐกิจที่จีนผลักดันขึ้นแทนที่ข้อตกลง TPP ที่ถูกทรัมป์ยุติลง

โครงสร้างตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย

สัดส่วนสินค้าส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยไปยังสหรัฐฯ

 

ที่มา : Global Trade Atlas

 

เรียบเรียงโดย : อัคนี ชาตะนาวิน

ฝ่ายวิจัยนโยบายและบริการสารสนเทศอุตสาหกรรมสิ่งทอ

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ


 

Share this Post:
View article: 580