‘Mae Teeta’ รุ่น 3 ติดปีกตำนานผ้าย้อมคราม เติมดีไซน์...ใส่สุดเท่

Keyword:     news  ข่าวรายวัน 

“สุขจิต แดงใจ” หรือ “มอญ” วัย 28 ปี เจ้าของเสื้อผ้าแฟชั่น แบรนด์ “แม่ฑีตา” (Mae Teeta)
 
        ผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามจาก จ.สกลนคร เต็มเปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาไทยจากกระบวนการผลิตซับซ้อน อีกทั้งมีคุณสมบัติเด่น เนื้อผ้านุ่มเนียน สีไม่ตก อากาศร้อนใส่แล้วเย็นสบาย ถ้าอากาศหนาวใส่แล้วจะอุ่น ทว่า ที่ผ่านมาตลาดกลับตอบรับน้อยเพราะคนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง รวมถึงมีปัญหาขาดการพัฒนาแปรรูปจาก “ผ้าผืน” ให้เป็นเครื่องแต่งกายที่ตอบความต้องการของคนยุคปัจจุบันได้ดีพอ
       “สุขจิต แดงใจ” หรือ “มอญ” วัย 28 ปี เจ้าของเสื้อผ้าแฟชั่น แบรนด์ “แม่ฑีตา” (Mae Teeta) รับรู้ปัญหาดังกล่าวอย่างดีเนื่องจากเติบโตมาในครอบครัวที่ยึดอาชีพผลิตและขายผ้าฝ้ายทอมือย้อมคราม จ.สกลนคร ตั้งแต่รุ่นคุณยาย (ฑีตา จันทร์เพ็งเพ็ญ วัย 84 ปี) ต่อเนื่องถึงคุณแม่ (ประไพพันธ์ แดงใจ วัย 58 ปี)
 
        เธอเล่าว่า นับแต่จำความได้จะเห็นภาพที่บ้านทำอาชีพทอผ้าฝ้าย ใช้กระบวนการย้อมครามแท้ๆ ซึ่งแต่ละขั้นตอนยุ่งยากลำบาก แต่ผลตอบรับที่ได้กลับมาคือ ดูถูกดูแคลนว่าเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ และขายได้ราคาค่อนข้างต่ำ
       “ตั้งแต่เด็กมอญจะไปช่วยแม่ขายผ้าย้อมครามทอเป็นผืน คนที่เดินผ่านไปมาถ้าเป็นผู้ใหญ่จะพูดให้เราได้ยินเสมอว่า “ผ้าม่อฮ่อมสีตก” แล้วก็เดินผ่านไป ส่วนกลุ่มวัยรุ่น หรือวัยทำงานเดินผ่านแบบไม่สนใจจะมองด้วยซ้ำ แถมเมื่อบอกว่าเราเป็นคนสกลนคร มักโดนล้อว่าคนสกลนครกินหมา เพราะในความทรงจำของคนเมืองทั่วไปสำหรับ จ.สกลนครแล้วไม่มีชื่อเสียงด้านไหนเลย นอกจากเป็นจังหวัดที่คนกินเนื้อหมา ทำให้อาชีพคนทอผ้าย้อมครามแทบไม่มีใครเห็นคุณค่า แม้แต่คนในจังหวัดสกลนครเองก็ไม่มีใครมองเห็นค่าผ้าไทยอีกแล้ว” สุขจิตย้อนความทรงจำแสนเจ็บปวดในอดีต
        สาวชาวสกลฯ เล่าต่อว่า สมัยยายจะทำขายแบบ “ผ้าทอยกผืน” ตัดขายเป็นเมตรๆ เหมือนพาหุรัด จนภายหลังรุ่นแม่เริ่มนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปบ้าง โดยเป็นทรงโบราณล้าสมัย หรือที่คนทั่วไปจะเรียกว่า “เสื้อทรงกำนัน” ลูกค้าแทบทั้งหมดจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และนับวันตลาดยิ่งถอยหลัง เพราะคนทั่วไปจะเข้าใจตลอดมาว่า “ผ้าย้อมคราม” ก็คือ “ผ้าม่อฮ่อม” ทั้งที่จริงคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมาก
 
         จุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้ทายาทรุ่น 3 หันกลับมาสนใจภูมิปัญญาไทยของบ้านเกิด จากสังเกตตั้งแต่เรียนชั้นประถมจะมีคนญี่ปุ่นเข้าซื้อผ้าทอย้อมครามที่บ้านเสมอๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่รับรู้ว่าผ้าชนิดนี้เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก จุดประกายให้อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจัง และเมื่อมีโอกาสเดินทางไปที่ญี่ปุ่น ทำให้มุมมองที่มีต่อผ้าฝ้ายย้อมครามที่เคยมีมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
      
       “ตอนมัธยม มอญเลือกเรียน Major ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีโอกาสได้ไปอบรมหลักสูตรหน้าร้อนสั้นๆ ที่กรุงโตเกียว การได้ไปครั้งนั้นทำให้เราเห็นตลาดผ้าย้อมครามที่ญี่ปุ่นราคาแพงมาก คนชื่นชม ยกย่องผ้าย้อมครามว่าเป็นของมีค่า เป็นมรดกที่มีเกียรติทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็กรุ่นใหม่ ต่างจากคนไทยโดยสิ้นเชิง การไปญี่ปุ่นครั้งนั้นช่วยเปิดโลก เปลี่ยนมุมมองของเราไปเลย ทำให้มอญมีความหวังกับงานผ้าทอย้อมคราม มอญจึงเลือกจะเรียนต่อสายบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขาเอก Business Japanese และ Minor International Business Management ด้วยความตั้งใจหลังจบแล้วจะมาช่วยแม่เพื่อยกระดับงานผ้าทอมือของที่บ้านให้ได้รับการยอมรับมากกว่าที่เคยเป็นมา” มอญระบุ
 

        หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยยังไปเรียนเสริมด้านพัฒนาแฟชั่นที่สถาบันออกแบบนานานาชาติ ชนาพัฒน์ สาขา Fashion Design เพื่อจะพัฒนาการสร้างสรรค์ผ้าทอมือให้สามารถเป็นแฟชั่นที่ตลาดให้การยอมรับอย่างแท้จริง
      
       “ปัญหาของตลาดผ้าไทยในสังคมคนรุ่นใหม่ คือ ไม่มี Demand (อุปสงค์) แต่ Supply (อุปทาน) แน่นมาก เพราะหน่วยงานต่างๆ พยายามส่งเสริมคนทอผ้าไทย โดยไม่มีความต้องการซื้อของตลาดมารองรับ เพราะดีไซน์ไม่จูงใจ ไม่เหมาะสำหรับคนยุคปัจจุบันอีกแล้ว มอญจึงได้คำตอบว่า ต้องสร้าง Demand ผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามด้วยดีไซน์ โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ทุกอย่างให้คนรุ่นใหม่สนใจ” สุขจิตกล่าว
 
        จากผ้าฝ้ายทอย้อมครามขายเป็นผืน หันมาพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกายสำเร็จรูปโดยใช้ดีไซน์และคุณสมบัติของตัวผ้าเป็นธงนำ ภายใต้แบรนด์ “แม่ฑีตา” (Mae Teeta) ที่ตั้งตามชื่อของคุณยาย กำหนดจุดยืนจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นใส่สบายเหมาะในชีวิตประจำวัน ดีไซน์เรียบง่าย ดูเป็นสากล และทันสมัย วางลูกค้าเป้าหมายหลักไว้ที่หนุ่มสาววัยรุ่นถึงวัยทำงาน เบื้องต้นอาศัยขายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ต่างๆ โดยมุ่งนำเสนอคุณสมบัติโดดเด่นของผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามที่เหมาะใส่ได้ทุกภูมิอากาศของเมืองไทย
 
        ด้านการออกแบบเสื้อผ้าต่างๆ นั้น เจ้าของแบรนด์รับผิดชอบสร้างสรรค์เองทั้งหมด โดยจะพัฒนา และปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามความต้องการของลูกค้าต่อเนื่อง จากเบื้องต้นเสื้อผ้าส่วนใหญ่จะทำเพื่อกลุ่มสุภาพสตรีที่รักการแต่งกาย ภายหลังปรับมาที่กลุ่มสุภาพบุรุษวัยทำงาน เพราะมีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดใหม่ที่ยังเปิดกว้าง
 
        “เสื้อผ้าสำหรับผู้ชายมีความต้องการซื้อสูงเกินกว่าที่มอญคาดไว้ตอนแรกมาก เนื่องจากที่ผ่านมาแฟชั่นสำหรับผู้ชายจะไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้หนุ่มๆ ต้องซื้อเสื้อผ้าซ้ำๆ แบบเดิม จนเรานำเสนอทางเลือกเป็นเครื่องแต่งกายจากผ้าทอไทยแต่มาในสไตล์สากล ที่สำคัญใส่สบาย ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ชายอย่างมาก ซึ่งพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้ชายจะซื้อง่ายกว่าผู้หญิงเสียอีก ทำให้เสื้อผ้าผู้ชายของเราผลตอบรับดีมาก จนปัจจุบันกลายเป็นลูกค้าหลักคิดเป็นสัดส่วนกว่า 65% ส่วนเสื้อผ้าของผู้หญิงประมาณ 35% ดังนั้น แผนออกแบบต่างๆ จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ชายมากยิ่งขึ้น” ดีไซเนอร์สาวระบุ
 
        ด้านการผลิตนั้น สุขจิตอธิบายว่ายังคงใช้วิธีเหมือนอดีตที่ผ่านมา อาศัยแรงงานชาวบ้านในท้องถิ่น หลังจากหมดฤดูทำนาจะว่าจ้างให้มาทอผ้าฝ้าย และย้อมครามแบบโบราณเพื่อคงเอกลักษณ์ภูมิปัญญาไทยและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม แม้แต่หม้อที่ใช้ย้อม ยังเป็นใบเดิมตั้งแต่รุ่นคุณยาย ทุกขั้นตอนล้วนเป็นงานทำมือล้วนๆ ส่วนการตัดเย็บว่าจ้างช่างที่คัดเลือกแล้วว่ามีความชำนาญภายใต้การดูแลคุณภาพอย่างใกล้ชิด
 
        จากรุ่นคุณยายและคุณแม่ที่ทอผ้าย้อมครามขายเป็นผืนเท่านั้น ทายาทรุ่น 3 เผยว่า ทุกวันนี้แปรรูปขายเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสำเร็จรูป 100% และสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมขายเป็นผืน ราคาประมาณ 500 บาทต่อเมตร เมื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแล้ว ราคาเริ่มต้นที่ตัวละ 2,500 บาท ถึงสูงสุด 5,000 บาท โดยช่องทางตลาดในปัจจุบันนอกเหนือจากทางออนไลน์แล้ว ยังควบคู่กับการออกงานแสดงสินค้าแฟชั่นเครื่องแต่งกายต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ และแผนในปีนี้ (2560) จะขยายสินค้านำผ้าไทยไปใช้เป็นวัสดุเพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ชนิดต่างๆ ด้วย
        มอญยอมรับว่าทุกวันนี้ผ้าฝ้ายย้อมครามเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น แทบจะไม่มีใครดูถูกผ้าชนิดนี้อีกแล้ว ขณะที่ด้านการตลาดการแข่งขันเพิ่มสูงมากเช่นกัน ดีไซเนอร์รุ่นใหม่หลายรายเริ่มหันมาใช้ผ้าไทยสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสมัยใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก “แม่ฑีตา” นับเป็นแบรนด์รายแรกๆ ที่เข้ามาสู่ตลาดเครื่องแต่งกายจากผ้าชนิดนี้ จึงมีฐานลูกค้าประจำค่อนข้างแน่นอน อีกทั้งพัฒนาดีไซน์ใหม่เข้าสู่ตลาดเสมอ เชื่อว่าในเชิงธุรกิจยังสามารถจะเติบโตต่อไปได้
ที่มา : http://manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000019229

Image Gallery

Share this Post:
View article: 3199