นโยบายโดนัลด์ ทรัมป์กับการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย

Keyword:     export  git  กฎระเบียบอัญมณี  นโยบาย  อัญมณีและเครื่องประดับ  อุตสาหกรรม  โดนัลด์ ทรัมป์ 

นโยบายโดนัลด์ ทรัมป์กับการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย

 

222.jpg

ระยะเวลาเกือบทศวรรษที่เศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐอเมริกาถูกบริหารโดยประธานาธิบดีที่มาจากพรรคการเมืองฟากเดโมแครตการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมาจึงเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจไปยังนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยติดอันดับ 156 ของสหรัฐฯด้วยวัย 70 ปีจากรีพับลิกัน ที่มาพร้อมนโยบายหาเสียงAmerican First ที่ต่างไปจากประธานาธิบดีคนก่อน เช่น การไม่สนับสนุนการค้าเสรีเน้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยการปกป้องอุตสาหกรรมภายในจากการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนและเม็กซิโก การปฏิรูปแรงงานต่างชาติ รวมทั้งการปรับลดทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานภายในประเทศ นโยบายหาเสียงดังกล่าวได้ถูกจับตาจากทั่วโลกว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากสหรัฐฯ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกราว 30% ของจีดีพีโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจและการเมืองย่อมส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

333.jpg

อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วต่อประเทศไทยหลังจากที่ทรัมป์ได้รับชัยชนะคือความผันผวนของทั้งตลาดเงินและตลาดทุนโดยค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงราว 1.2% เมื่อเทียบกับต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากแรงกดดันของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 11 เดือน ขณะที่สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งกลุ่มประเทศ TPP ก็มีทิศทางอ่อนค่าเช่นเดียวกันขณะที่ในด้านตลาดทุนโดยปกติแล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต่างชาติทยอยขายสุทธิหุ้นไทย ประกอบกับความกังวลใจต่อท่าทีของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ และท่าทีของเฟดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมหรือไม่ จึงเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุน แต่อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยก็ยังคงมีเงินไหลออกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ทั้งนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับนั้นจากการที่ทรัมป์ได้ประกาศไว้ว่าหากได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีจะจัดการให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น หรือไม่ก็จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราถึง 45%ซึ่งหากนโยบายกีดกันทางการค้าดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในทางอ้อมเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจากจีนโดยมีมูลค่าสูงเป็นลำดับที่ 2 รองจากฮ่องกงซึ่งสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปสหรัฐฯ คือ เครื่องประดับแท้ด้วยสัดส่วนราว 75% หากสหรัฐฯ กีดกันการนำเข้าเครื่องประดับจากจีน ย่อมส่งผลต่อเนื่องให้จีนชะลอการนำเข้าสินค้ากึ่งวัตถุดิบจำพวกเพชรพลอยเจียระไนจากไทย ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าส่งออกไปยังจีนราว 1 พันล้านบาท รวมถึงสินค้าหมวดเดียวกันที่ไทยส่งออกไปยังฮ่องกงและส่งต่อจากฮ่องกงไปยังจีนอีกทอดหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกันทั้งนี้หากนโยบายกีดกันทางการค้าขยายมายังประเทศไทย อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกเครื่องประดับสำเร็จรูปในสินค้ากลุ่มHigh-endอยู่บ้างแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าขั้นกลางหรือสินค้ากึ่งวัตถุดิบจากไทย โดยเฉพาะพลอยสีคุณภาพสูงเนื่องจากสหรัฐฯ ไม่มีวัตถุดิบภายในประเทศ

ส่วนในระยะยาวคงต้องรอดูความชัดเจนของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด โดยนโยบายหาเสียงที่นับว่าเป็นซิกเนเจอร์ของทรัมป์ในด้านการค้าระหว่างประเทศคือการรื้อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) รวมทั้งยกเลิกข้อตกลงหุ้นส่วนเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งหาก TPP ถูกยกเลิกจริง การรวมกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ในลำดับรองลงมาน่าจะเป็นความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค(RCEP) หรืออาเซียนบวก 6 ที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก

อย่างไรก็ตามนโยบายจะออกมาในรูปแบบใด จะต้องรอดูนโยบายที่จะประกาศอย่างแน่ชัดหลังจากทรัมป์เข้ารับตำแหน่งวันที่ 20 มกราคม 2560 ซึ่งอาจจะไม่ดำเนินนโยบายได้ทั้งหมดอย่างที่หาเสียงไว้เลย หรือทำได้เพียงครึ่งหนึ่งก็เป็นได้

 

จัดทำโดย

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 

Share this Post:
View article: 512