แผนพัฒน์ฯ ฉบับที่ 13 ของจีนกับนัยยะต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

Keyword:     china plan 13  git  กฎระเบียบอัญมณี 

 

แผนพัฒน์ฯ ฉบับที่ 13 ของจีนกับนัยยะต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

 

            ในช่วง 5-6 ปีมานี้ จีนต้องเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 ที่เศรษฐกิจเติบโตเพียงร้อยละ 6.9 จนกระทั่งภาครัฐต้องปรับนโยบายด้านเศรษฐกิจขนานใหญ่ผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการอนุมัติใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา และด้วยสถานภาพการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา การขยับหรือปรับนโยบายด้านเศรษฐกิจของพญามังกรอย่างจีนย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อยซึ่งในส่วนของประเทศไทยที่มีภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน เศรษฐกิจหลายๆ อย่างมีการพึ่งพาจีน อีกทั้งจีนและไทยยังมีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีในรูปของ FTA ไทย-จีน รวมถึงอาเซียน-จีน ตามลำดับก็ไม่ควรพลาดที่จะติดตามทิศทางและนโยบายด้านเศรษฐกิจในระดับต่างๆ ของจีนอย่างใกล้ชิด

           

ภาพรวมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 13 (ปี 2559-2563)

           

            แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13(แผนพัฒน์ฯ 13)ถือเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศที่มีความสำคัญต่อประเทศจีนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแผนดังกล่าวจะเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางให้จีนไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่กำหนดไว้ให้ได้ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ หลักการสำคัญของแผนนี้ได้มุ่งเน้นการปฏิรูปในด้านต่างๆ ต่อเนื่องจากแผนพัฒน์ฯ 12 โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในอนาคต หรือ ท่ามกลางภาวะ New Normal ในปัจจุบันนอกจากนี้ ในแผนนี้ยังได้มุ่งเน้นในการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างประชากรในเมืองและชนบท รวมถึงเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ สาระสำคัญของแผนพัฒน์ฯ 13 ของจีนที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั้งทางตรงและทางอ้อมประกอบไปด้วย

 

ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาค

-             กำหนดเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 6.5-7.0

-             ปรับโฉมเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจดั้งเดิมของจีนที่เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก มาเป็นเน้นการบริโภคภายในประเทศ (Consumer-driven Economy)จึงต้องทำให้การบริโภคกลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษกิจแทน

ด้านการปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ

-             เดินหน้าปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ต่อเนื่องจากแผนพัฒน์ฯ 12 มุ่งเน้นที่การปฏิรูปภาคการเงินและรัฐวิสาหกิจ โดยเร่งการปฏิรูปภาคการเงินมากขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อลดอุปสรรค
การเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจ

-             ลดการทุจริตคอร์รัปชั่น เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการภาครัฐ

ด้านผลิตและอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ

-             ยกระดับนวัตกรรมการผลิต รวมถึงการผสมผสานเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับอุตสาหกรรม
การผลิตภายในประเทศซึ่งสอดคล้องกับแผน“Made in China” ที่รัฐบาลของจีนประกาศเมื่อปี 2558 เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาจีนจาก “ประเทศผลิตยักษ์ใหญ่” เป็น “ประเทศการผลิตที่แข็งแกร่ง” ภายใน 10 ปี และจะเปลี่ยนโฉมจีนจากยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตไปสู่มหาอำนาจในการผลิตระดับโลก

-             ส่งเสริมอุตสาหกรรม/ธุรกิจบริการ ลดบทบาทของอุตสาหกรรมหนักที่ส่วนใหญ่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านการลงทุนภายในประเทศ

-             ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากต่างประเทศ

ด้านบทบาทระหว่างประเทศ

-             ยกระดับเงินหยวนเป็นสกุลหลัก โดยคาดว่าจะสามารถลดการแทรกแซงค่าเงิน และให้หยวนสามารถซื้อขายได้อย่างเสรีตามกลไกตลาดภายในปี 2563

-             เพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของจีนในประชาคมโลกผ่านการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยนับเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ไม่อ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิด
เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อจีนกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ผ่านการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย  (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB)ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการค้า การลงทุน และอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคต

ด้านประชากร

-             ส่งเสริมการบริโภคและการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในเมือง

-             ขยายความครอบคลุมของสวัสดิการสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ

-             เพิ่มจำนวนประชากรและยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาแนวโน้มประชากรวัยแรงงานที่ลดลง รวมถึงแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

 

นัยยะของแผนพัฒน์ฯ 13 ต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

 

แม้ปัจจุบันตลาดหลักของอัญมณีและเครื่องประดับไทยยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดจีนมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ จากข้อมูลของ Global Trade Atlas พบว่า ปี 2553 จีนเป็นตลาดส่งออก
อัญมณีและเครื่องประดับอยู่ในอันดับที่ 24 ของไทย หรือมีสัดส่วนร้อยละ 0.20 แต่ในปี 2558 จีนได้ขยับมาเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 15 และมีสัดส่วนร้อยละ 1.36 คิดเป็นการเติบโตกว่า 6 เท่า ในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น โดยสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางทั้ง
พลอยเนื้อแข็ง พลอยเนื้ออ่อน รวมถึงเพชรเจียระไน เป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ส่วนสินค้าสำเร็จรูปอย่างเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง และเครื่องประดับแพลทินัม เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบันไทยเป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับเงินที่สำคัญที่สุดของจีนในขณะที่เครื่องประดับทองและเครื่องประดับแพลทินัมมีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้น

 

ดังนั้น เพื่อให้การวางแผนกลยุทธ์ในการขยายตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในจีนเป็นไปได้อย่างราบรื่น และการค้าสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับจึงได้สรุปนโยบายตามแผนพัฒน์ฯ 13 และผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมฯ ของไทยทั้งในระยะสั้น และระยะยาวซึ่งผู้ประกอบการไทยควรทราบและพิจารณาประกอบไปด้วย

 

ระยะสั้น

ระยะยาว

(+)นโยบายการยกระดับเงินหยวนเป็นสกุลหลัก ซึ่งปัจจุบันเงินหยวนของจีนได้เข้าบรรจุไปเป็นเงินอีกสกุลหนึ่งที่อยู่ใน Special Drawing Right (SDR) ของ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้ว และจะมีผลอย่างเป็นทางการในปลายปี 2559 นี้ ดังนั้น การที่หยวนเข้าไปเป็นเงินสกุลหลักของ SDR รวมถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นเงินสกุลหลักหนึ่งของโลกแล้ว จะทำให้การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยและจีนมีทางเลือกในการชำระเงินมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่นิยมใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสื่อกลางในการซื้อขายระหว่างกัน

(+)นโยบายที่มุ่งเน้นให้ประชาชนชาวจีนมีความอยู่ดีกินดีและมีกำลังซื้อมากขึ้น จากการกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 6.5-7.0อีกทั้งยังได้ส่งเสริมการบริโภคและการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง
ในเมืองซึ่งหากดำเนินการตามแผนดังกล่าวได้ผลตามเป้าหมาย น่าจะทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย

 

(-)นโยบายลดการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือ การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นในจีน จะส่งผลทางจิตวิทยาทำให้ความต้องการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับลดลง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นของกำนัล รวมถึงเครื่องประดับที่มีความหรูหรา เป็นชิ้นงานหรือเซตขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับการตกแต่งร่างกายยามออกงานสำหรับกลุ่มชนชั้นสูงของจีน และอาจส่งผลให้ความต้องการสินค้าขั้นกลางจากไทย อาทิ อัญมณีเจียระไนขนาดใหญ่คุณภาพสูงเพื่อนำไปตกแต่งบน
ตัวเรือนเครื่องประดับราคาแพงลดลงไปด้วย

(+/-)แนวโน้มของประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ทำให้มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรจะศึกษาถึงรสนิยมความชอบของกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าว เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ๆ ทางการค้า อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถปรับรูปแบบสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลลบต่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้

 

(+)นโยบายการเพิ่มจำนวนประชากร และยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว น่าจะช่วยให้ครอบครัวชาวจีนที่มีความพร้อมจำนวนไม่น้อยตัดสินใจที่จะมีทายาทเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ชาวจีนมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ การให้ของขวัญเป็นสิ่งของมีค่าแก่เด็กแรกเกิดและครอบครัว เช่น  เครื่องประดับทอง ประเภทสร้อยคอ กำไล ฯลฯ ดังนั้น ความต้องการเครื่องประดับประเภทดังกล่าวมีโอกาสจะเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ นโยบายนี้จะยังช่วยให้เครื่องประดับสำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัยต่างๆ เป็นที่ต้องการในตลาดเพิ่มมากยิ่งขึ้น

(+/-)นโยบายดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากต่างประเทศนโยบายลดการสร้างมลภาวะและมลพิษ อีกทั้งการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งจัดเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ผู้ประกอบการจากต่างชาติมีโอกาสเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ประกอบการจากไทย ซึ่งหากมีความพร้อมก็ควรติดตามข่าวสารและนโยบายดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อคว้าโอกาสได้อย่างทันท่วงทีอย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าจีนเองก็ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศด้วยเช่นกัน แม้อัญมณีและเครื่องประดับจะไม่ใช่ 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรมหลัก[1]ที่จีนมุ่งให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่อัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมที่นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ รวมถึงก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ผู้ประกอบการในประเทศจีนน่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ซึ่งจะ
ทำให้ภาคอุตสาหกรรมนี้มีความเข้มแข็งมากขึ้นและอาจจะเป็นคู่แข่งรายสำคัญของผู้ประกอบการไทยก็เป็นได้

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าแผนพัฒน์ฯ13 มีนัยยะที่เป็นทั้งบวกและลบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ซึ่งผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถช่วงชิงโอกาส พร้อมตั้งรับและปรับตัวจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากพลวัตและการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวของจีน

 

 

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

เมษายน 2559

 

[1]10 อุตสาหกรรมหลักที่จีนเน้นส่งเสริมและให้ความสำคัญตามแผน “Made in China” และ แผนพัฒน์ฯ 13 ประกอบไปด้วย1) อุตสาหกรรม-สารสนเทศ 2) หุ่นยนต์ควบคุมด้วยตัวเลข (Numerical Control Robot) 3) การผลิตอุปกรณ์อากาศยาน 4) การต่อเรือไฮเทค 5) การผลิตรถไฟ
6) รถยนต์พลังงานใหม่ 7) การผลิตอุปกรณ์พลังงาน 8) การผลิตวัตถุดิบใหม่ 9) ยาและอุปกรณ์การผลิตยา และ 10) เครื่องมือทางการเกษตร

EN-US;mso-fareast-language: EN-US;mso-bidi-language:TH'>[1]10 อุตสาหกรรมหลักที่จีนเน้นส่งเสริมและให้ความสำคัญตามแผน “Made in China” และ แผนพัฒน์ฯ 13 ประกอบไปด้วย1) อุตสาหกรรม-สารสนเทศ 2) หุ่นยนต์ควบคุมด้วยตัวเลข (Numerical Control Robot) 3) การผลิตอุปกรณ์อากาศยาน 4) การต่อเรือไฮเทค 5) การผลิตรถไฟ
6) รถยนต์พลังงานใหม่ 7) การผลิตอุปกรณ์พลังงาน 8) การผลิตวัตถุดิบใหม่ 9) ยาและอุปกรณ์การผลิตยา และ 10) เครื่องมือทางการเกษตร

 

Share this Post:
View article: 1415