ผลประโยชน์จากข้อตกลง TPP ต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอมาเลเชีย

Keyword:     tpp  กฎระเบียบสิ่งทอ  มาเลเชีย  สิ่งทอ 

อุตสาหกรรมกำลังเติบโต : ประเทศมาเลเซียเป็นผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ที่มีความได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งอื่น ๆในภูมิภาคเดียวกัน

ข้อดีและข้อเสียของข้อตกลง TPP และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศมาเลเซียและประชาชนมาเลเซียนั้นได้ถูกเขียนถึงมามากแล้ว ผู้เขียนไม่ต้องการที่จะกล่าวเพิ่มเติมในสิ่งที่เขียนกันไปแล้วแต่จะขอเขียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากข้อตกลงนี้เมื่อข้อตกลงมีผลบังคับใช้ในอีกสองปีข้างหน้า ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างละเอียดต่อประเทศมาเลเซียและประชาชนชาวมาเลเซียได้จากสถาบันศึกษายุทธศาสตร์นานาชาติมาเลเซีย (Institute of Strategic and International Studies Malaysia ,ISIS) และ PwC

ประการแรก ประเทศมาเลเซียมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ทวิภาคีอยู่แล้ว 7 ฉบับ กับประเทศที่เป็นสมาชิก TPP ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และชิลี  ดังนั้นข้อตกลง TPP จะทำให้มาเลเซียมีข้อตกลงเพิ่มเติมกับสองประเทศซึ่งมีผลโดยตรงกับอุตสาหกรรมสิ่งทอของมาเลเซีย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  ข้อตกลง TPP น่าจะเป็นบรรทัดฐานให้มาเลเซียพิจารณาในการเจรจาต่อรองข้อตกลง FTA อื่น ๆ ที่กำลังเจรจากันในตอนนี้ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีมาเลเซียและสหภาพยุโปร(Malaysia-European Union FTA ,MEUFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค การที่ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศสมาชิกแรกเริ่มในข้อตกลง TPP จะทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศมาเลเซียได้เปรียบคู่แข่งอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ ควรยกความดีความชอบให้กับผู้เจรจาชาวมาเลเซีย (สนับสนุนโดยผู้ผลิตในอุตสาหกรรม) ที่สามารถเจรจาทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของมาเลเซียได้รับประโยชน์มากมายจากข้อตกลง

อุตสาหกรรมสิ่งทอของมาเลเซียมีประสบการณ์มายาวนาน โดยเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงปี 1970 เมื่อผู้ผลิตของมาเลเซียที่ได้ทำสัญญาการผลิตกับแบรนด์ดังระดับโลก ทั้ง Nike H&M และ Under Armour ตลอดช่วงเวลาหลายปี ผู้ผลิตปลายน้ำได้เพิ่มมูลค่าห่วงโซ่มูลค่าสู่การผลิตสิ่งทอที่มีมูลค่าสูง กิจกรรมการผลิตต้นน้ำมีการใช้เงินทุนที่มากโดยมีความต้องการเงินทุนมากขึ้นกว่า 10 เท่า  ในปัจจุบันมีผู้ผลิตปลายน้ำมากกว่า 1,000 ราย ซึ่งกว่า 900 บริษัทมีส่วนร่วมในกิจกรรมต้นน้ำ แม้ว่ากิจกรรมปลายน้ำจะพึ่งพิงแรงงานมาก แต่แรงงานมาเลเซียมีประสิทธิผลสูงกว่าประเทศอื่น ๆ รวมทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย ผลตอบแทนที่ได้จากแรงงานต่อคนของมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 73,000 ริงกิต โดยรวมถึงแรงงานต่างชาติด้วย ดังนั้น แรงงานต่างชาติแต่ละคนจึงมีความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดผลประโยชน์ต่อการส่งออกและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศมาเลเซีย

อุตสาหกรรมสิ่งทอก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาลง อาจจะเป็นเพราะอุตสาหกรรมสิ่งทอส่งผลทำให้ GDP เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงจาก 0.6% ในปี 2004 เป็น 0.3% ในปี 2014 การส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอของประเทศมาเลเซียซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ส่งออกไปยังประเทศสมาชิก TPP มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 4.8 ล้านริงกิต นอกจากนี้ ยังมีสินค้าผ้าและด้ายต้นน้ำที่มีมูลค่าประมาณ  4 ล้านริงกิต ผลของข้อตกลง TPP น่าจะทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอส่งผลต่อการเติบโตของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นตอนนี้อุตสาหกรรมนี้จึงเป็นอุตสาหกรรมในช่วงขาขึ้นอย่างแน่นอน

ข้อตกลง TPP ทำให้ผู้ส่งออกมาเลเซียได้เปรียบประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก TPP เพราะการกีดกันทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีนั้นส่วนใหญ่ได้รับการยกเลิก สมาคมผู้ผลิตสิ่งทอของมาเลเซียประมาณการณ์ว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตอย่างน้อย 30%  นอกจากนี้ประเทศมาเลเซียก็ยังได้รับประโยชน์อื่น ๆ อีกจากข้อตกลง TPP นี้ เช่น การหันเหการลงทุนเข้ามาสู่ประเทศจากนักลงทุนต่างชาติที่แข่งกันลงทุนในโรงงานใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนที่เน้นกิจการที่ใช้ทุนเข้มข้นในกิจการต้นน้ำเพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกฎ Yarn Forward (ประเทศสมาชิก TPP จะต้องใช้เส้นด้ายหรือส่วนประกอบอื่นๆจากประเทศสมาชิก TPP ด้วยกัน )

1.png

การส่งออกสิ่งทอของมาเลเซียซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ส่งออกไปยังประเทศสมาชิก TPP มีมูลค่าอยู่ที่ 4.8 ล้านริงกิตในปี 2014 มีการคาดการณ์กันว่าการส่งออกจะเติบโต 30% เพราะข้อตกลง TPP

โอกาสสำหรับ “สิ่งทอเทคนิค” (สิ่งทอที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนา) นั้นดีมาก แผนการพัฒนาฉบับที่ 11 ของมาเลเซียตระหนักถึงโอกาสนี้และได้จัดสรรงบประมาณผ่านกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศเพื่อใช้ในการวิจัย พัฒนาและจัดการขายสิ่งทอเทคนิค โดยมีการร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรม

เนื่องจากรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาแรงงานขาดแคลนที่รุนแรง จึงได้จัดสรรงบประมาณในการวิจัยเพื่อลดการพึ่งพิงแรงงานลงในอุตสาหกรรมสิ่งทอในหลาย ๆวิธี โดยจะมีการร่วมมือกันระหว่างอุตสาหกรรมสิ่งทอและมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (รวมถึงมหาวิทยาลัย Universiti Teknologi Mara ) ในการทดลองวิธีต่าง ๆดังกล่าว อย่างไรก็ตามการจะนำโครงการเหล่านี้ไปใช้ได้จริงยังต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา และในขณะเดียวกัน มาเลเซียจะต้องรีบแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างชาติอย่างเร่งด่วนหากต้องการให้อุตสาหกรรมสิ่งทอเพิ่มรายได้จากการส่งออกและค่า GDP ให้มากที่สุด บางทีการแก้ไขปัญหานี้อาจทำได้โดยการพัฒนาแผนความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน (Public-Private Partnership) และนำแผนนี้ไปใช้  อีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาที่สามารถทำได้เลย คือ โครงการสมรรถนะสากลอาเซียน
(ASEAN Common Competency Programme) ซึ่งจะอนุญาตให้แรงงานจากอาเซียนได้รับการฝึกให้มีสมรรถนะขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับมาตราฐานของมาเลเซียที่ได้กำหนดและพัฒนาโดยกองทุนพัฒนาทรัพยากรณ์มนุษย์ (Human Resources Development Fund)

เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ของสถาบันยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศของมาเลเซีย

ที่มา  http://www.isis.org.my/attachments/commentaries/2016/YH_NST_05Apr2016.pdf

 

Share this Post:
View article: 1214