เครื่องประดับทองอาจถูกตัดสิทธิ์จาก FTA ไทย-อินเดีย

Keyword:     fta  กฎระเบียบ  กฎระเบียบอัญมณี  ทอง  เครื่องประดับ 

                วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาครบรอบ 11 ปีบริบูรณ์ที่ความตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-อินเดียมีผลบังคับใช้ อันเป็นผลให้ภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างไทยกับอินเดีย 82 รายการในหมวดสินค้าเร่งลดภาษีบางส่วนทันที(Early Harvest Scheme : EHS) ลดเหลือร้อยละศูนย์ โดยหนึ่งในสินค้าสำคัญที่ไทยใช้สิทธิFTA ในการส่งออกไปอินเดียค่อนข้างมากก็คือ เครื่องประดับทอง เนื่องด้วยชาวอินเดียนิยมเครื่องประดับทองรูปพรรณของไทยเพราะมีความบริสุทธิ์ของเนื้อทองสูงถึง 96.5% หรือ 23.16 K รวมถึงเครื่องประดับทอง 99.9% หรือ 24 K ซึ่งตรงตามรสนิยมของชาวอินเดียที่ชื่นชอบเครื่องประดับทองกะรัตสูง และสินค้าไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงได้รับความนิยมมากในตลาดนี้ประกอบกับชาวอินเดียนิยมซื้อทองคำมากกว่าการฝากเงินในธนาคารนอกจากนี้ จากการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ก็ทำให้การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยถูกกว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้มีการนำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยเพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยด้วยอัตราอากรที่ต่ำลงภายใต้แผนการเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อินเดียขาดดุลการค้าเป็นอย่างมาก แม้รัฐบาลอินเดียจะพยายามลดการขาดดุลการค้าลงด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าทองคำขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นร้อยละ 10 ก็ไม่สามารถต้านทานวิกฤติข้างต้นได้รัฐบาลอินเดียจึงได้แก้ปัญหาการขาดดุลการค้าดังกล่าวโดยระงับการนำเข้าสินค้าเครื่องประดับทองจากไทยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2556 โดยอ้างว่า หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของไทยไม่ชัดเจน และอินเดียมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดจากไทย ซึ่งตามปกติสินค้าเครื่องประดับทองที่จะมาขอรับสิทธิพิเศษตามข้อตกลง FTA ไทย-อินเดียได้จะต้องมีการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าสินค้า โดยอินเดียได้กักสินค้าไทยไว้ที่ด่านและเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราปกติที่ร้อยละ 15 โดยไม่ได้หารือกับไทยเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จากเดิมที่ไทยได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลงนี้ และเสียเพียงภาษี AdditionalDuty of Customs (ADC) ในอัตราร้อยละ 1เท่านั้น

ทั้งนี้ ตามรายงานล่าสุดระบุว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังและกรมการพาณิชย์ของอินเดียกำลังพิจารณานำเครื่องประดับทองออกจากข้อตกลงการค้าเสรีผ่านการเจรจารอบใหม่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้คาดกันว่าเป็นการควบคุมความเสียหายหลังจากเครื่องประดับทองจากประเทศที่สามภายใต้ FTA ระหว่างอินเดียกับไทยและ FTA ระหว่างอินเดียกับอาเซียน ได้ไหลบ่าเข้ามาในตลาดอันเป็นผลจากการยกเว้นภาษีศุลกากรในการนำเข้าผ่านช่องทางปกติจากกลุ่มประเทศอาเซียน อันประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าเครื่องประดับจากอินโดนีเซียภายใต้ข้อตกลงระหว่างอินเดีย-อาเซียน ซึ่งทำให้มีการเก็บอากรนำเข้าที่อัตราร้อยละ 2 แทนที่จะเป็นร้อยละ 10 ตามช่องทางการค้าปกติ โดยรัฐบาลอินเดียได้มีหนังสือไปถึงทางการอินโดนีเซียในประเด็นดังกล่าว พร้อมเสริมว่าเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีการละเมิดกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งอาจจะมีผลให้อินเดียระงับการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีนำเข้าภายใต้ FTA อินเดีย-อาเซียนแก่อินโดนีเซียเฉกเช่นในกรณีของไทยก็เป็นได้ในอนาคต

อีกทั้งขั้นตอนการนำเข้าสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA อินเดีย-อาเซียนยังยุ่งยากมากยิ่งขึ้น เมื่อรัฐบาลอินเดียได้กำหนดให้ผู้นำเข้าจะต้องยื่นขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) หากจะนำเข้าสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA ฉบับนี้ จนกว่าสินค้านั้นจะได้รับการยืนยันถิ่นกำเนิดสินค้าว่ามีการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอาเซียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของมูลค่าสินค้าจริง

ขณะเดียวกันรัฐบาลอินเดียอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศและกลุ่มประเทศสำคัญๆ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน (Regional Comprehensive EconomicPartnership : RCEP) ที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ รวมถึงอินเดีย ซึ่งรัฐบาลอินเดียต้องการระมัดระวังไม่ให้นำเครื่องประดับแท้จัดเข้าเป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีตามข้อตกลงทางการค้าต่างๆ อีก

 

 

ที่มา  :  ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
25 กันยายน 2558

 

 

 

Share this Post:
View article: 877