กว่าจะมาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย วีรพงษ์ รามางกูร

Keyword:     aec  อาเซียน  อุตสาหกรรมสิ่งทอ  เศรษฐกิจ 

ในที่สุดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ Asean Economic Community ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เลื่อนมาจากวันที่ 1 มกราคม 2558 หรือ ค.ศ.2015 ตามกำหนดเดิม เนื่องจากความไม่พร้อมบางประการ ก็ยังถือได้ว่าประเทศต่างๆ ยังสามารถรักษาเจตนารมณ์เดิม ที่เคยประกาศเอาไว้เมื่อปี 2550 หรือ ค.ศ.2007 ว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบในปี ค.ศ.2015 แทนสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Association of Southeast Asian Nations ซึ่งก่อตั้งมานานหลายทศวรรษแล้ว

การรวมตัวของกลุ่มประเทศในภูมิภาคต่างๆ เป็นประชาคมเศรษฐกิจ ทำนองเดียวกันกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ ปรารถนา เพราะเห็นความสำเร็จของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในการรวมตัวเข้าด้วยกัน ทำให้ตลาดของตนมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น ทำให้การลงทุนขนาดใหญ่มีความเป็นไปได้ ประสิทธิภาพในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ก็จะพัฒนาขึ้นมาได้ สร้างความเป็นไปได้ใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้นง่ายกว่าการที่ประเทศต่างๆ แยกกันเป็นระบบเศรษฐกิจแบบย่อยๆ

การรวมตัวของประเทศต่างๆ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งถือเป็นเสาหลักของการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ความร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจประสบความสำเร็จมากที่สุด สามารถลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้าต่างๆ ระหว่างกันลงได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาได้โดยตลอด

อาเซียนในระยะเริ่มต้นประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในด้านการเมืองสามารถรวมกลุ่มกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ตั้งแต่องค์การสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก หรือการเจรจากับองค์กรของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ

การร่วมมือทางด้านสังคม แม้จะไม่เห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัดนัก แต่ก็สามารถให้ความร่วมมือในการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ทั้งที่ประเทศในอาเซียนเกือบทุกประเทศมีปัญหาสังคมภายในด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ข้อตกลงที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันเป็นประโยชน์ในการนำมาซึ่งสันติภาพภายในภูมิภาคเป็นอย่างดียิ่ง

นอกจากนั้นแล้วการเจรจาระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป การรวมกลุ่มเจรจาในนามของอาเซียนก็ประสบความสำเร็จในหลายๆ ประเทศ หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

สําหรับการร่วมมือกันเพื่อจะพัฒนาไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมีความหนักใจเพราะเหตุ 2 ประการ ประการแรก ระดับการพัฒนาของประเทศต่างๆ ภายในอาเซียนไม่เท่าเทียมกัน สิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศอื่นๆ รายได้ประชาชาติต่อหัวของประชาชนสูงกว่าประเทศอื่น เป็นประเทศที่อยู่ในระดับชั้นที่พัฒนาแล้ว การรวมอยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ NiC′s หรือ Newly Industrialized Countries อันได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ภายหลังต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น NiEs หรือ Newly Industrialized Economies เพราะสหประชาชาติไม่ถือว่าฮ่องกงและไต้หวันเป็นประเทศ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนยกเว้นสิงคโปร์มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน ผลิตสินค้าอย่างเดียวกัน เช่นยางพาราและปาล์มน้ำมัน ก็ปลูกกันทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 

เมื่อชาวจีนเริ่มการพัฒนาอุตสาหกรรม ก็เริ่มต้นด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าเหมือนกัน เช่น เริ่มจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ขนาดเล็กเหมือนๆ กัน ตลาดของประเทศในกลุ่มอาเซียนจึงไม่ใช่ตลาดที่จะรองรับสินค้าระหว่างกัน แต่ละประเทศต่างก็แข่งขันกันส่งออกไปยังประเทศที่เป็นตลาดเดียวกัน เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และจีน ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้และต่อเนื่องกัน ทำให้ต่อมาการเจรจาในเรื่องเขตการค้าเสรีระหว่างกันจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้แต่สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา น้ำมันปาล์ม การเจรจาเพื่อรวมกลุ่ม เช่น มูลภัณฑ์กันชนยางพาราก็ดี การค้าเสรีข้าวหรือน้ำมันปาล์มแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะทุกประเทศต่างก็ต้องปกป้องเกษตรกรของตน ขณะเดียวกันมาเลเซียก็มีโครงการรถยนต์ประจำชาติ หรือ national car policy ทำให้มาเลเซียต้องกำหนดภาษีและมาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมรถยนต์ของตน

ความคิดเรื่องการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้นได้ริเริ่มอย่างเงียบๆโดยนายกรัฐมนตรี ลี กวน ยิว แห่งสิงคโปร์ และนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน วันหนึ่งในปี 2535 ขณะที่ท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ไปเยือนสิงคโปร์ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับท่านด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างสนทนากัน นายกรัฐมนตรี ลี กวน ยิว ได้กล่าวขึ้นว่า "อานันท์ ประเทศไทยควรจะเป็นคนเสนอจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สิงคโปร์เสนอไม่ได้หรอก เพราะประเทศอื่นจะไม่ยอมรับและระแวงว่าสิงคโปร์จะเอาประโยชน์มากกว่าคนอื่น เพราะระดับการพัฒนาที่ไม่เท่ากัน" นายกฯอานันท์ตอบรับที่จะเป็นผู้เสนอโครงการการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการประชุมสุดยอดของอาเซียนในปีนั้นเอง

การเตรียมการเพื่อการจัดตั้งเออี ซี จึงเริ่มต้นขึ้น มีการประชาสัมพันธ์กันอย่างหนักในทุกๆ ประเทศ ต่อมาเวียดนาม ลาว และกัมพูชา รวมทั้งพม่าก็มีความประสงค์จะเข้ามาเป็นสมาชิกของประชาคมด้วย ต้องชมเชยผู้นำเวียดนามที่มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวให้ทันประเทศอื่นๆ ในประชาคม ทั้งๆ ที่อาเซียนยินดีให้เวลาเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ค่อยๆ ลดภาษีขาเข้าลงช้ากว่าประเทศอื่นๆ 10 ปี แต่เวียดนามยินดีเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ แม้ขณะนั้นทุกคนคิดว่าเวียดนามจะเสียเปรียบประเทศอื่น เช่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เป็นต้น แต่ผู้นำเวียดนามก็ใช้ความพยายามกดดันที่ต้องการเปิดตลาดของตน เพื่อก้าวให้ทันประเทศอื่นๆ โดยไม่ต้องรอให้ถึง 10 ปี 

บัดนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเวียดนามสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นที่เป็นสมาชิกอาเซียนมาก่อนได้


บัดนี้ความฝันได้กลายเป็นความเป็นจริง ถ้าท่านนายกฯ ลี กวน ยิว ยังมีชีวิตอยู่ ท่านต้องปลาบปลื้มใจเป็นอันมาก สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บัดนี้ก็ได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว แม้ว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยังล้าหลังสหภาพยุโรปอยู่มาก แต่เราก็คงจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไปไกลถึงขนาดเป็นสหภาพอาเซียน เพราะอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายต่างๆ ของประชาชน เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมทั้งระดับการพัฒนาความเป็นมาที่แตกต่างกันมาก แต่เมื่อประชาคมเศรษฐกิจเปิดขึ้น ก็หวังว่าการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว การไปมาหาสู่ เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมจะเข้าใกล้กันมากขึ้นตามกลไกของตลาด ประเทศต่างๆ ก็ยังคงมีรัฐบาลของตนเอง ไม่มีรัฐบาลสหภาพ

สิ่งที่เป็นความหวังอีกอันหนึ่งคือการพัฒนาการเมือง ประเทศไทยเคยได้รับการยกย่องว่าจะเป็นแบบอย่างของการพัฒนาประชาธิปไตยของอาเซียน เพราะประเทศไทยเปิดกว้างในเรื่องสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากที่สุดในอาเซียนหรือแม้แต่เอเชียตะวันออก สถานะความเป็นผู้นำทางด้านการเมืองน่าจะกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อกองทัพคืนความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชนชาวไทย

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความหวังของผู้ก่อตั้งก็คือการพัฒนาให้ประชาชนในประเทศต่างๆ ในอาเซียนและประชาคมได้มีความรู้สึกว่าตนเป็นประชาชนชาวอาเซียนให้มากขึ้น คู่กับความรู้สึกว่าตนเป็นประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่ง การเลิกทำวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศระหว่างกัน การใช้ช่องตรวจตราหนังสือเดินทางช่องเดียวกันในฐานะประชาชนชาวอาเซียน ไม่ใช่ช่อง "ชาวต่างประเทศ" อย่างปัจจุบัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นก็จะเป็นการสร้างจิตสำนึกของการเป็น "ชาวอาเซียน" ได้มากขึ้น

ภาษาราชการของอาเซียนคือภาษาอังกฤษ ประเทศไทยรู้สึกจะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ประชาชนหรือข้าราชการพูดภาษาอังกฤษได้น้อยที่สุด แม้ว่าเราจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย แต่ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ 2 ของเราดูจะด้อยกว่าคนอื่นอย่างไม่น่าเชื่อ รัฐบาลน่าจะเอาใจใส่เรื่องนี้เป็นพิเศษ มิฉะนั้นเราจะตามเขาไม่ทัน

มีคนรู้น้อยมากว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นผลงานร่วมกันของนายกฯอานันท์และนายกฯ ลี กวน ยิว

 

ที่มา    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1452147633

 

Share this Post:
View article: 1041