การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับแนวโน้มแฟชั่น

Keyword:     fashionlink  วัฒนธรรม  แฟชั่น 

รูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ถูกหล่อหลอมจากความเป็นไปทางวัฒนธรรม การศึกษา สถานะทางสังคมและ ศาสนา หรือปัจจัยอื่นๆ อันทำให้แฟชั่นของมนุษย์มีสีสันและมีอัตลักษณ์ที่น่าหลงใหล แฟชั่นสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในโลกและเห็นถึงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่หลากหลายและมีความน่าสนใจจากหลายชาติพันธุ์ หลายคนอาจตั้งคำถามว่าแฟชั่นมีความสำคัญอย่างไร สะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ของโลกและวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างไร  คำว่า “แฟชั่น” สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเป็นสิ่งแรกคือ แฟชั่นเป็นสิ่งที่มีราคาสูงและไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เมื่อแฟชั่นอยู่บนรันเวย์แฟชั่นก็เป็นเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่โดยนางแบบที่มีรูปร่างผอมบางดูน่ากลัวและไม่น่าสวมใส่ ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมแฟชั่นยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชากรบนโลกอีกด้วย ทัศนคติในแง่ลบเหล่านี้ตระหนักให้เห็นว่าส่วนใหญ่ภาพของแฟชั่นยังถูกมองแบบผิดๆ อยู่ ผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงของแฟชั่นรับรู้เรื่องราวของแฟชั่นเพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่มีความเข้าใจถึงรายละเอียดของการทำงานและผลของแฟชั่นที่มีต่อโลกอย่างลึกซึ้ง การเข้าใจถึงคำว่าแฟชั่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากแฟชั่นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน ทั้งนี้ก็เพราะแฟชั่นมีที่มาจากศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละชาติพันธุ์ แต่ละชาติพันธุ์มีความแตกต่างของผู้คน สถานที่ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ในโลก ดังนั้นแฟชั่นเป็นสิ่งที่มีแรงจูงใจของแนวความคิดซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของผู้คนที่มี เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกัน ทั้งรูปแบบ ลวดลาย สี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นภาษาหนึ่งในโลกที่ทำให้คนสื่อสารและแลกเปลี่ยนภูมิหลังของคนๆ นั้นได้

เมื่อมองภาพของแฟชั่นให้ง่ายขึ้นเพื่อศึกษาให้ลึกไปถึงใจความสำคัญของแฟชั่นนั่นคือเสื้อผ้า เสื้อผ้ามีความหมายมากกว่าที่ผู้คนคิดว่าเป็นเพียงแค่ปัจจัยสี่หรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่สามารถห่อหุ้มร่างกายได้เท่านั้น เสื้อผ้าเปรียบเหมือนการแลกเปลี่ยนหรือการร่วมกันทางแนวความคิดซึ่งเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ ที่ถูกรวมอยู่ในคำๆ เดียวที่มีหลากหลายมิติ ดังนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมและแฟชั่นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันได้ยาก วัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งวัฒนธรรมหลักหรือวัฒนธรรมย่อยที่แพร่หลายไปทั่วโลก เป็นการตอบสนองต่อการสร้างสรรค์และการพัฒนาของแนวโน้มแฟชั่น (Trend) ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นักออกแบบจะนำมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเอง ดังนั้นแนวโน้มจึงมิได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองหรือเกิดจากรันเวย์ของแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น หากแต่แนวโน้มเกิดจากสิ่งที่มนุษย์เรานั้นมีอยู่เดิมแล้ว อาจเป็นสิ่งดำเนินมาตลอดตั้งแต่บรรพบุรุษสืบทอดต่อกันมาหรือเป็นสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายพื้นที่ ทำให้มนุษย์เรามีส่วนร่วมกับสิ่งที่หยิบยืมมาจากศิลปวัฒนธรรมและมาเป็นแนวโน้มสำหรับแฟชั่นเหล่านี้ ซึ่งแนวโน้มแฟชั่นสามารถเริ่มต้นและเกิดแรงบันดาลใจจากที่ไหนหรือสิ่งใดก็ได้ เช่น แบรนด์ฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) ที่มีอิทธิพลและที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลกอย่าง H&M โดยใช้แรงบันดาลใจและอารมณ์จาก Coachella ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่ Indio, Calif รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มาใช้ในการออกแบบ โดยในงานเทศกาลดนตรีมักจะพบเห็นลักษณะการแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอย่างโบโฮ (Boho) หรือ ฮิปปี้ (Hippy) ซึ่งจะมีลักษณะที่ดูสบายทะมัดทะแมง เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหน้าร้อนของรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือจากเรื่องราวของทหาร ลวดลายพราง (Camouflage) ที่ได้จากการแต่งกายของทหาร ซึ่งลายพรางนั้นมีที่มามาจากการทำสงครามโลกครั้งที่ 1 และกลับมาเป็นพลังทางด้านสัญลักษณ์ระหว่างการสงครามเวียดนามในช่วงก่อนศตวรรษ 70  ปัจจุบันลวดลายพรางได้ถูกเปลี่ยนโฉมให้มีความทันสมัยมากขึ้น และเป็นแรงบันดาลให้กับแนวโน้มแฟชั่นอยู่บนรันเวย์ของหลายๆ แบรนด์และเป็นหนึ่งในเสื้อผ้าชิ้นโปรดของบุคคลที่มีอิทธิพลทางด้านแฟชั่นหลายๆ คนต้องมีไว้ในตู้เสื้อผ้าของตนเองในที่สุด


ภาพบรรยากาศเทศกาลดนตรี Coachella ที่ Indio, Calif รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ที่มา: http://www.dek-d.com/board/view/3509478/


อีกตัวอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมสู่แฟชั่น นั่นคือแนวโน้มที่ได้จากวัฒนธรรมต่างแดน (Exoticism) ที่หมายถึงการนำเอาความแปลกใหม่และไม่เคยพบเห็นมาก่อนของวัฒนธรรมต่างแดน โดยเดิมทีการริเริ่มนำเอาวัฒนธรรมต่างแดนนี้เข้ามานั้นมีมาตั้งแต่ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โดย Paul Poiret ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น โดย Paul Poiret ได้รับแรงบันดาลจากศิลปะแบบตะวันออก (Orientalism) เช่น ศิลปวัฒนธรรมจากประเทศจีน ประเทศตุรกี และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการหยิบจับศิลปวัฒนธรรมจากประเทศแถบตะวันออกเข้าไปยังตะวันตกนั้นถือว่าเป็นความแปลกใหม่ โดย Paul Poiret ก็มีทัศนคติเหมือนกับนักออกแบบคนอื่นๆ ที่ชอบหาแรงบันดาลใจจากสถานที่ต่างๆ การถ่ายทอดแรงบันดาลใจเหล่านั้นผ่านสิ่งทอและการออกแบบ  ในภายหลังของประวัติศาสตร์แฟชั่น เมื่อมีวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรม มีการเดินทางและการขนส่งทางอากาศอย่างมากมายในช่วงปี ค.ศ.1960 นักออกแบบเสื้อผ้า เช่น Emilio Pucci ได้รวบรวมลวดลาย เอกลักษณ์ของสิ่งทอต่างๆ ของแถบตะวันออก ให้เป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้า ซึ่งนี่จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของนวัตกรรมและสาธารณูปโภคทางด้านการเดินทางที่สามารถไปยังดินแดนต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนของศิลปวัฒนธรรมขึ้น

ลักษณะการดำเนินชีวิตในเมืองหลวงของแต่ละประเทศนั้นก็เป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และแนวทางการแสดงออกทางแฟชั่นเป็นของตนเองชัดเจน สามารถเป็นแรงบันดาลทางแฟชั่นได้ เช่น ความกบฏทางด้านแฟชั่นของของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภาพลักษณ์ที่ดูยั่วยุทางอารมณ์ ชวนให้หลงใหล รูปแบบของเสื้อผ้าที่เซ็กซี่ของกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ความไม่ไร้เดียงสาและความสง่างามของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และความทันสมัยคล่องแคล่ว มีความเก่งและกล้าหาญของกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นต้น แต่ปัจจุบันเมืองหลวงเหล่านี้มิได้เป็นเมืองหลวงที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับแนวโน้มแฟชั่นเท่านั้น ยังมีเมืองหลวงแห่งอื่นๆ จากแถบอื่นในโลกที่มีศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนออกมาอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แนวโน้มการใช้ศิลปวัฒนธรรมจากดินแดนอื่นๆ มาเป็นแรงบันดาลใจทางแฟชั่นก็มีความนิยมมากขึ้นด้วย เนื่องจากมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและแตกต่าง เช่น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรุงอีสตันบูล ประเทศตุรกี กรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันเมืองหลวงเหล่านี้จะมีการจัดแฟชั่น วีค (Fashion Week) เป็นของตนเองโดยนำเสนอคอลเลคชั่นเสื้อผ้าจากนักออกแบบภายในประเทศ หรือแม้แต่แอฟริกาก็ยังมีรูปแบบแฟชั่นเป็นของตนเอง โดยการเล่นกับลวดลายและสีสันที่สดใส โครงร่างเงาของแอฟริกันจะมีเอกลักษณ์ที่มีความชัดเจน เมื่อมองจะสามารถรับรู้ได้ทันที่ว่ามีอิทธิพลมาจากเอกลักษณ์ของแอฟริกัน  จากสิ่งนี้เองทำให้ Mercedes-Benz ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของแฟชั่นโชว์ระดับโลกต่างๆ จัดงาน Mercedes-Benz Africa Fashion Festival ในกรุงกานา ด้วยแนวคิดที่จะสร้างให้เป็นศูนย์กลางทางแฟชั่นแห่งหนึ่งอีกด้วย


Description: Photo Courtesy of Wikipedia


แฟชั่นโชว์จาก Slava Zaitsev ในกรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย

ที่มา: http://culturs.guru/2015/07/more-culture-less-clothing-fashions-global-reputation/


แฟชั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อมช่องว่างที่มีระหว่างวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ แน่นอนว่าคำกล่าวนี้อาจจะเห็นได้ชัดเจนและสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมแฟชั่นถึงมีส่วนในการเชื่อมต่อประเทศหรือวัฒนธรรมต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากพลังของแฟชั่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัจจุบันศิลปวัฒนธรรมก็ยังถูกนำมาใช้เป็นแนวโน้มแฟชั่นและการออกแบบอยู่ตลอดทุกฤดูกาล แฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมมีความเป็นรูปธรรมในการนำมาเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนแนวความคิดทางศิลปะและวัฒนธรรม เนื่องจากศิลปะและแฟชั่นมีความใกล้ชิดต่อกัน มีความคล้ายคลึงกันในด้านการแสดงออก เช่น เสื้อผ้ารูปแบบอาวองก์ การ์ด (Avant-garde) หรือเสื้อผ้าโอต์ กูตูร์ (Haute Couture) บางคนอาจมองว่ามีลักษณะการสร้างและแสดงออกทางผลงานแบบศิลปะ หรือบางคนอาจมองว่ามีลักษณะการสร้างและแสดงออกทางผลงานแบบแฟชั่น  ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะมองแบบใดแฟชั่นก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และต้องการการศึกษาอย่างลึกซึ้ง เพราะเมื่อเราศึกษาแฟชั่นอย่างลึกซึ้ง  เราก็จะพบกับประวัติศาสตร์ของโลกอยู่เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เขียนโดย นลินี เนติธรรมากร


Share this Post:
View article: 1803