มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป
 
Content
THTI EU Project
Information

กฎระเบียบว่าด้วยสารเคมีของสหภาพยุโรป
(Registration, Evaluation, Authorization and  Restriction of Chemical (REACH))
REACH คือกฎระเบียบใหม่ของประชาคมยุโรปว่าด้วยสารเคมีและการใช้ประโยชน์สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสารเคมี (Registration)  การตรวจสอบและประเมินรายงานศึกษาถึงอันตรายและความเสี่ยงในการผลิตและใช้สารเคมี (Evaluation)  การขออนุญาตผลิตหรือใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายมากโดยมีเงื่อนไข  (Authorization)  และการจำกัดการผลิต การจำหน่ายหรือใช้สารเคมีที่มีอันตรายมาก  (Restriction)  ทั้งนี้ ระเบียบ REACH มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550
หลักการสำคัญของระเบียบ REACH คือ การขจัดความแตกต่างระหว่างสารเคมีที่จำหน่ายในท้องตลาดก่อนปี 2524 (ค.ศ. 1981) ที่เรียกว่า existing chemicals (ประมาณ 100,106 ชนิด) กับสารเคมีที่จำหน่ายในท้องตลาดหลังปี 2524 (ค.ศ. 1981) ที่เรียกว่า new chemicals (ประมาณ 3,000 ชนิด) ให้มีระบบการจดทะเบียน ประเมินผล และการให้อนุญาตการใช้เท่าเทียมกัน (อนึ่ง new chemicals ต้องได้รับการแจ้ง และทดสอบว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมสำหรับปริมาณการผลิต 10 kg ต่อปี หากมีปริมาณการผลิตเกิน 1 ตันจะต้องมีการทดลองอย่างละเอียด ซึ่ง EC ประเมินว่าทำให้ไม่มีการกระตุ้นด้านการวิจัยและพัฒนา และหยุดยั้งนวัตกรรม โดยทำให้มีการใช้ existing chemicals ที่ยังมิได้มีการทดสอบเนื่องจากสะดวกและมีราคาต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของ EU ไม่พัฒนาเทียบเท่ากับของสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น)

พื้นฐานของระเบียบ REACH คือการจดทะเบียน (Registration) โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเคมีภัณฑ์ตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไปเข้ามาใน EU ทุกชนิดจะต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ชนิดนั้นเพื่อการนำไปใช้อย่างปลอดภัย และบันทึกลงในฐานข้อมูลซึ่งจะมีหน่วยงานกลางของ EU เป็นหน่วยบริหารจัดการฐานข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนประกอบด้วยองค์ประกอบของเคมีภัณฑ์ชนิดนั้น และวัตถุประสงค์เฉพาะที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารวมทั้งผู้ที่นำเคมีภัณฑ์ชนิดนั้นไปใช้ต่อ ทั้งนี้ สำหรับเคมีภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์การใช้เฉพาะที่มีการผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่ 10 ตันขึ้นไปต่อปี ต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า 1 ราย จะต้องรายงานผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Chemical Safety Reports หรือ CSR ด้วย

วัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดทำยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้แก่
1  การปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
2 การรักษาและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเคมีของยุโรป
3 การป้องกันการแบ่งแยกเป็นส่วนๆ (fragmentation) ของตลาดยุโรป
4 การเพิ่มความโปร่งใส
5 การประสานความร่วมมมือระดับระหว่างประเทศ
6 การส่งเสริมการไม่ใช้สัตว์ในการทดลอง
7 การทำให้กฎระเบียบของ EU สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ WTO

กระบวนการ REACH
การจดทะเบียนสารเคมี (Registration)
Registration ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเคมีภัณฑ์ที่มีถิ่นฐานอยู่ในสหภาพยุโรปต้องจดทะเบียนสารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไปเข้ามาใน EU จะต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ชนิดนั้นเพื่อการนำไปใช้อย่างปลอดภัย และบันทึกลงในฐานข้อมูลซึ่งจะมีหน่วยงานกลางของ EU เป็นหน่วยบริหารจัดการฐานข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนประกอบด้วยองค์ประกอบของเคมีภัณฑ์ชนิดนั้น และวัตถุประสงค์เฉพาะที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารวมทั้งผู้ที่นำเคมีภัณฑ์ชนิดนั้นไปใช้ต่อ โดยมีระยะเวลาในการจดทะเบียน 3 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ที่มีปริมาณตั้งแต่ 1000 ตันต่อปี กำหนดเวลาจดทะเบียนภายในวันที่ 30 พย. 2553 (ค.ศ. 2010)
ช่วงที่ 2 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ที่มีปริมาณตั้งแต่ 100 ตันต่อปี กำหนดเวลาจดทะเบียนภายในวันที่ 31 พค. 2556 (ค.ศ. 2013)
ช่วงที่ 3 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ที่มีปริมาณตั้งแต่ 1000 ตันต่อปี กำหนดเวลาจดทะเบียนภายในวันที่ 30 พค. 2561 (ค.ศ. 2018)

การประเมิน (Evaluation)
Evaluation การตรวจสอบและการประเมินรายงานการศึกษาเกี่ยวกับอันตรายและความเสี่ยงในการผลิตหรือการใช้สารเคมีที่ผู้ยื่นจดทะเบียนเสนอ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการมีข้อมูลและใช้ข้อมูลนั้นจัดการ สารเคมีในกระบวนการผลิตหรือใช้ได้อย่างปลอดภัย การประเมินสารเคมีมี 2 แบบ โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ได้แก่

1. การประเมินแฟ้มข้อมูล (Dossier Evaluation) โดย ECHA จะเป็นผู้ตรวจสอบว่า (1) แฟ้มข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นไปตามข้อบังคับในระเบียบ REACH หรือไม่ และ (2) ตรวจสอบข้อเสนอในการทดลองสารเคมี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทดลองในสัตว์โดยไม่จำเป็น หรือมีการทดลองซ้ำซ้อนกัน

2. การประเมินสารเคมี (Substance Evaluation) โดย ECHA จะเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานรับผิดชอบของประเทศสมาชิกหากมีข้อสงสัยว่าสารเคมีนั้นๆ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมโดยจะขอข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีเพิ่มเติมจากภาคอุตสาหกรรม

การประเมินสารเคมีอาจนำไปสู่การอนุญาตให้ใช้สารเคมีหรือการจำกัดการใช้สารเคมีแล้วแต่กรณี

 

การอนุญาตใช้สารเคมี (Authorization)
Authorization การขออนุญาตผลิตหรือใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายมาก (very high concern) อย่างมีเงื่อนไขเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
- การอนุญาตการผลิต/ใช้สารเคมี มีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันว่าความเสี่ยงที่เกิดจากสาร SVHC ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมและจะมีการใช้สารทดแทนหากเป็นไปได้ทางเทคนิคและสอดคล้องกับต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรายชื่อสารที่จะต้องได้รับการอนุญาตจะปรากฏใน Annex XIV ของระเบียบ REACH ซึ่งเป็นสารเคมีที่ควรระมัดระวังอย่างสูง (SVHC) เท่านั้น

- สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือ (1) SVHC คือสารชนิดใดบ้าง (2) กำหนดเวลาสิ้นสุด (sunset date) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าการผลิตและการใช้สารเคมีที่จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนคือเมื่อไหร่ (ก่อนถึง sunset date ยังสามารถผลิตและใช้สารเคมีดังกล่าวได้อยู่) โดย ECHA จะเป็นผู้เผยแพร่รายชื่อสารเคมีที่อยู่ในข่ายนี้ (3) การอนุญาตจะเจาะจงว่าสารเคมีดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อการใด (specific use) และ (4) ผู้ใช้สารเคมี (DUs) สามารถใช้สารเคมีที่ได้รับอนุญาตแล้วโดยผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นผู้ขออนุญาตจะเป็นผู้แจ้งให้ทราบ ดังนั้น ภาคเอกชนอาจเตรียมการในเรื่องนี้โดยพิจารณาว่าสารเคมีที่ผลิตหรือใช้อยู่เป็นสารที่อยู่ในข่าย SVHC หรือไม่เพื่อเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบ REACH ต่อไป

- SVHC ประกอบด้วย (1) สาร CMR (2) สาร PBT (Persistent, bioaccumulative and toxic substances) และ (3) สาร vPvB (ซึ่งมีคุณสมบัติตาม Annex XIII) นอกจากนี้ยังรวมถึงสารที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับใกล้เคียงกับสาร 3 ประเภทข้างต้นด้วย

- ขั้นตอนกระบวนการขออนุญาต (Authorisation procedure) อาจแบ่งคร่าวๆ เป็น 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ECHA รวบรวมรายชื่อสารเคมีที่ต้องได้รับอนุญาต (candidate list) ลงใน Annex XIV ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจให้ข้อคิดเห็นได้ โดยรายละเอียดที่จะปรากฏใน Annex XIV ได้แก่ (1) รายละเอียดที่เกี่ยวกับสารเคมี (2) จัดอยู่ใน SVHC ประเภทใด (3) sunset date คือเมื่อไหร่ (4) วันที่ขออนุญาตใช้สารเมื่อใด (จะต้องขออนุญาตอย่างน้อย 18 เดือนก่อน sunset date) (5) กำหนดเวลาในการทบทวนการอนุญาต ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณี (6) การยกเว้นการใช้สารเคมีเป็นกรณีพิเศษหากมีระเบียบ EU ที่ควบคุมการใช้อยู่แล้ว หรือมีเงื่อนไขเฉพาะบางประการ

ผู้ที่สามารถยื่นขออนุญาตการใช้สารเคมีที่เป็น SVHC คือผู้ผลิต ผู้นำเข้า และ/หรือผู้ใช้สารเคมี โดยอาจยื่นขออนุญาตสารเคมีหลายๆ ชนิดพร้อมกัน และขออนุญาตโดยระบุวัตถุประสงค์ในการใช้สารเคมีชนิดนั้นได้หลายอย่าง

การขออนุญาตจะต้องระบุชื่อผู้ขอ สารเคมี วัตถุประสงค์ในการใช้สารเคมี และต้องมีรายงานความปลอดภัยในการใช้สารเคมี (CSR) และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับทางเลือกอื่น (อาจเป็นทางเลือกอื่นของสารเคมีหรือเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถใช้แทนสารเคมีนั้นได้) โดยระบุความเสี่ยงและความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องบทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและสังคม แผนในการใช้วิธีอื่นทดแทนการใช้สารนั้น

คู่มือที่เกี่ยวกับกระบวนการขออนุญาตจะปรากฏในโครงการ RIP 3.7 การขออนญาตใช้สาร RIP 3.2 วิธีการจัดทำ CSR และ RIP 3.9 วิธีการจัดทำ SEA (การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสังคม) ซึ่งผู้สนใจสามารถดูความคืบหน้าและผลการจัดทำคู่มือดังกล่าวได้ ที่นี่

ขั้นตอนที่ 2 การอนุญาตให้ใช้สารเคมี คณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็นผู้ให้อนุญาตหากเห็นว่าความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีนั้นสามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสม หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับมีมากกว่าความเสี่ยงจากการใช้สารนั้น หรือยังไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมทางเทคนิคหรือทางเศรษฐกิจที่จะสามารถใช้ทดแทนสารนั้นได้ ซึ่งการให้อนุญาตจะระบุว่า ใครได้รับอนุญาต สารเคมีที่ได้รับอนุญาตคือสารใด ใช้ในวัตถุประสงค์ด้านใด มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ระยะเวลาในการทบทวนการให้อนุญาตคือเมื่อใด รวมทั้งข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากผู้ใช้สารเคมี (DUs) จะนำสารเคมีที่ได้รับอนุญาตไปใช้ก็จะต้องแจ้ง (notify) ต่อ ECHA ว่าจะใช้สารเคมีชนิดนั้น และต้องใช้สารให้ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งานที่ได้รับอนุญาตด้วย

การทบทวนคำอนุญาต ผู้ที่ได้รับอนุญาตการผลิตหรือใช้สารเคมี จะต้องยื่นรายงานทบทวนการขออนุญาตอย่างน้อย 18 เดือนก่อนที่ระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจะสิ้นสุดซึ่งจะระบุเป็นรายกรณีในตอนที่คณะกรรมาธิการยุโรปให้อนุญาต อย่างไรก็ดีการอนุญาตอาจได้รับการทบทวนในช่วงใดก็ได้หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมจากการผลิต/ใช้สารเคมีชนิดนั้น หรือมีข้อมูลทางเลือกอื่นเกิดขึ้น หรือมาตรฐานการควบคุมความเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อมไม่เป็นไปตามที่แจ้งไว้

    • สารเคมี substance of very high concern (SVHC) ที่ถูกระบุในภาคผนวก XIV จะเป็นสารเคมีที่ห้ามผลิต นำเข้าและจำหน่าย ยกเว้นได้รับอนุญาต หรือยังไม่ถึงวันที่ระบุไว้
    • substance of very high concern (SVHC) ซึ่งได้แก่
      • สารก่อมะเร็งประเภท 1 หรือ 2 (Carcinogenic)
      • สารก่อการกลายพันธุ์ (Mutagenic)
      • สารที่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ประเภท 1 หรือ 2 (Toxic to Reproductive)
      • สารเคมีตกค้างยาวนาน สะสมได้ในสิ่งมีชีวิต (persistent, bioaccumulative and toxic, PBTs)
      • สารเคมีตกค้างยาวนานมากและ สะสมได้ดีมากในสิ่งมีชีวิต (very persistent and very bioaccumulative, vPvBs)
    • สารเคมีในภาคผนวก XIV จะถูกนำมารวมในภาคผนวกภายในวันที่ 1 มิ.ย. 2009

 

การจำกัดสารเคมี (Restriction)
Restriction การจำกัดการผลิต การใช้ หรือการจำหน่ายสารที่เป็นอันตรายมาก เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้สารนั้นด้วยเหตุผลทางสังคมและเศรษฐกิจ และผู้ประกอบการไม่สามารถหาสารหรือใช้วิธีอื่นที่เหมาะสมมาใช้ทดแทนได้

    • ห้ามผลิต จำหน่าย หรือใช้สารเคมีในภาคผนวก XVII ยกเว้นใช้เพื่องานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์
    • ต้องมีการเผยแพรบัญชีรายชื่อสารภายในวันที่ 1 มิ.ย. 2009

สารเคมีที่กำหนดใน Annex XVII ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ

  • Azo Dyestuff
  • Tris [2,3-dibromopropyl] phosphate
  • Tris-aziridinyl phosphinoxide, polybrominated   biphenyl (PBB)
  • Cadmium and its compounds
  • Nickel and its compounds
  • Benzene
  • Pentachlorophenol and its salts and esters
  • Asbestos fibres
  • Short-chain chlorinated paraffins (SCCPs)
  • Pentabromodiphenyl ether (pentaBDE), Octabromodiphenyl ether (octaBDE)
  • Nonylphenol, nonylphenol ethoxylate
  • Biocidal products
  • Surfactants in detergents
  • Perfluorooctylsulphonates (PFOS)

 

ข้อยกเว้นสำหรับ REACH

สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎระเบียบ REACH
กำหนดในภาคผนวก V มีรายการดังนี้

    • By-products
    • Hydrates, providing the anhydrous form is registered
    • Non-dangerous natural substances
    • Natural gas, crude oil and coal
    • Substances used exclusively in applications covered by the Plant Protection Products
    • Directive or the Biocidal Products Directive are also exempt.
    • Polymers
    • Non-isolated intermediates
    • Substances covered by Annex III
    • Radioactive substances
    • Degradants from environmental factors
    • Chemical degradants
    • Products resulting from use
    • Products resulting from reactions with additives

ความสำคัญของ REACH

  • ไม่มีข้อมูล ไม่มีตลาด (Article 5)
  • กฎระเบียบ REACH บังคับใช้ในสหภาพยุโรปเท่านั้น
    • ผู้ที่ต้องจดทะเบียนสารเคมี คือ ผู้ผลิต (manufacturer) และผู้นำเข้า (importer) ที่มีถิ่นพำนักในสหภาพยุโรป (EU member) เท่านั้น
    • กรณีผู้ผลิตนอกสหภาพยุโรป (non-EU member)ที่ต้องการจดทะเบียนสารเคมีต้องแต่งตั้งตัวแทนที่เรียกว่า “Only Representative” เพื่อดำเนินการในการจดทะเบียนสารเคมีแทน
  • กรณีผู้ผลิตสินค้าในรูปผลิตภัณฑ์ (Article)
    • การจดทะเบียนจะจดเฉพาะสารเคมีเดี่ยว (substance) เท่านั้น
    • ผู้ที่ผลิตสินค้าในรูปผลิตภัณฑ์ ไม่ต้องจดทะเบียนสารเคมีในผลิตภัณฑ์หากสารเคมีที่ใช้จดทะเบียนแล้ว
  • การจดทะเบียนและการจดแจ้งสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (article 7)
    • 7.1 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องจดทะเบียนสารเคมีที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์กับองค์กรกลาง หากมีเงื่อนไขครบทั้งสองข้อดังนี้

(a) มีสารเคมีนั้นอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปริมาณมากกว่า 1 ตันต่อปี ต่อผู้ผลิต หรือต่อผู้นำเข้า
(b) มีการปลดปล่อยสารเคมีออกมาโดยจงใจ ภายใต้การใช้ตามสภาวะปกติหรือสภาวะที่คาดคะเนได้อย่างมีเหตุผล

    • 7.2 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ต้องจดแจ้งกับองค์กรกลาง หากสารเคมีนั้นเข้าข่ายมาตรา 57 (SVHC) และมีการระบุไว้ตามมาตรา 59(1) และอยู่ในเงื่อนไขครบทั้งสองข้อดังต่อไปนี้

(a) สารเคมีนั้นมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ในปริมาณรวมมากกว่า 1 ตันต่อปี ต่อผู้ผลิตหรือต่อผู้นำเข้า
(b) สารเคมีนั้นมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ในความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 0.1 โดยน้ำหนัก
กฎหมายหลัก

  • Council Directive 67/548 EEC                                              

          ว่าด้วยเรื่องการจำแนกประเภทความเป็นอันตราย ภาชนะบรรจุ และฉลากสำหรับสารอันตราย

  • Council Directive 76/769 EEC                                            

          ว่าด้วยเรื่องการจำหน่ายและการใช้สารอันตรายและเคมีภัณฑ์

  • Council Directive 88/379 EEC

          ว่าด้วยเรื่องการจำแนกประเภทความเป็นอันตราย ภาชนะบรรจุ และฉลากสำหรับเคมีภัณฑ์อันตราย

  • Council Directive 93/793 EEC

          ว่าด้วยเรื่องการประเมินและการควบคุมความเสียงของสารที่มีจำหน่ายในตลาดของสหภาพยุโรปก่อนเดือนกันยายน 2524

 

นิยาม

  • สารเคมี (Substance) หมายถึง ธาตุและส่วนประกอบที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือที่เกิดจากกระบวนการผลิต ซึ่งรวมถึงสารเจือปนที่จำเป็นสำหรับการคงตัวของสารและสารปนเปื้อนจากกระบวนการผลิต แต่ไม่รวมตัวทำละลายที่สามารถแยกออกได้โดยไม่มีผลกระทบต่อการคงตัวของสารหรือทำให้องค์ประกอบของสารนั้นเปลี่ยนแปลงไป

 

  •  เคมีภัณฑ์ (Preparation) หมายถึง ของผสมหรือสารละลายที่ประกอบด้วยสารเคมีตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป
  •  ผลิตภัณฑ์ (Article) หมายถึง วัตถุที่เกิดจากการนำสารเคมีไปผ่านกระบวนการผลิตให้เกิดรูปร่างเฉพาะ พื้นผิว หรือรูปแบบ แล้วทำให้ใช้งานได้เกินกว่าลำพังสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบของมันจะทำได้

 

ผู้เกี่ยวข้องและบทบาทหน้าที่

  • ผู้ผลิต (Manufacturer) หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่ก่อตั้งในประชาคมและเป็นผู้ผลิตสารเคมีภายในประชาคม

 

  • ผู้นำเข้า (Importer) หมายถึงบุคคลธรรมหรือนิติบุคคลที่ก่อตั้งในประชาคม และเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนำเข้าสินค้ามาในประชาคม
  • ผู้ใช้ปลายน้ำ (Downstream users) หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ก่อตั้งในประชาคม ซึ่งไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า แต่เป็นบุคคลที่ใช้สารเคมีไม่ว่าในรูปสารหรือในเคมีภัณฑ์ ในอุตสาหกรรมหรือในการประกอบวิชาชีพ ผู้จัดจำหน่ายและผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ใช้ปลายน้ำ แต่ให้ถือว่าผู้นำกลับเข้ามาในประชาคมตามข้อยกเว้นในมาตรา 2(7)(c) เป็นผู้ใช้ปลายน้ำ

 

  • องค์กรกลาง (Agency) หมายถึง องค์กรการจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป ซึ่งจัดตั้งตามระเบียบฉบับนี้