<% if isNull(Session("conn")) or Session("conn") = "" then GlobalDbConnect "conn", conn end if %>
 
  หน่วยงานต่างๆในสถาบัน
ฝ่ายบริหาร
ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
ฝ่ายวิชาการ
แผนกบัญชี
ศูนย์ข้อมูลสิ่งทอ
ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบ

  โครงการพิเศษต่างๆ
แผนแม่บทสิ่งทอ
แผนแม่บทรองเท้าและ
    เครื่องหนั
Benchmark สิ่งทอ
โครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย

 งานตามกลยุทธ์
การสร้างความเชื่อมโยง
การยกระดับผลิตภัณฑ์
ส่งเสริมความสามารถและขจัด
    อุปสรรคทางการแข่งขัน
การเพิ่มประสิทธิภาพ
    อุตสาหกรรม
การตลาดเพื่อสร้างความสามารถ
    ในการแข่งขัน
  
 
 
 
 
                    
บทความวิชาการ เรื่อง สิ่งทอต้านไฟ 
   โด ย อาจารย์สิริพิชญ์ เหลืองสุวรรณ  ศ.ม. (Clothing and Textile)
      สิ่งทอต้านไฟ เป็นวิวัฒนาการด้านสิ่งทอที่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในขั้นตอน การผลิต หรือตกแต่งผืนผ้า เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการต้านการลุกติดไฟให้ดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับไฟ (นักผจญเพลิง) และสังคมส่วนรวมได้เป็นอย่างดี
ประวัติความเป็นมา
      ประมาณยุคปลาย ศตวรรษที่ 18 เมื่อมีการเกิดเหตุเพลิงไหม้จะมีเพียงกลุ่มอาสาสมัครเท่านั้น ที่เข้ามามีบทบาทในการในการดับไฟ อาสาสมัครกลุ่มแรกที่เกิด ขึ้นในประเทศเยอรมันในปี ค.ศ. 1792 คือ "THE ROYAL FIRE BRIGADE OF BERLIN" ในรูปของบริษัท และในปัจจุบัน BAYER ได้ก่อตั้งขึ้นในรูปของนักผจญเพลิงส่วนตัว (Dupont, 1997)
     ในปี ค.ศ. 1907 วิลแฮม เวิลแดม (Wilhelm Vorndamme) เป็นครอบครัวแรกที่ทำกิจการตัดเสื้อของอาสาสมัครนักผจญเพลิง และได้จดทะเบียนเป็นหนึ่งในชุดป้องกันความร้อนสำหรับนักผจญเพลิง ต่อมาครอบครัว เวิลแดมได้พัฒนาผ้าลินินที่มีความสามารถดูดซึมน้ำได้นาน และเก็บรักษาความเย็นได้นาน ซึ่งเป็นระบบการป้องกันไฟโดยการทำผ้าให้เปียกแบบโบราณ รวมทั้งระบบบรรจุภัณฑ์สายรัดของน้ำแข็ง หรือน้ำเย็นในร่างกาย เป็นระบบที่ได้รับความนิยมและถูกพัฒนามาเป็นเวลานาน (Dupont, 1997) อย่างไรก็ตามระบบนี้ ก็ยังช่วยการลดอุณหภูมิความร้อนได้ไม่มากเท่าที่ควร และยังเป็นการเพิ่มไอน้ำที่ร้อน ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมากอีกด้วย
เวิลแดมยังเป็นผู้ที่ริเริ่มงานการตัดชุดนักผจญเพลิงด้วยผ้าขนสัตว์ หนังสัตว์ และผ้าฝ้าย ที่นำวิวัฒนาการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในขบวนการผลิต รวมถึงการใช้สารที่มีส่วนประกอบของฟอสฟอรัส (Phosphorus) ที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติของผ้าในด้านการต้านไฟ การพัฒนาคุณสมบัติการต้านไฟจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา (Dupont, 1997)
ความสำคัญของสิ่งทอต้านไฟ
ความสำคัญของสิ่งทอต้านไฟ และ ความต้องการในการใช้สิ่งทอต้านไฟ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การผลิตเส้นใย ที่นำมาทำเป็นผืนผ้าให้มีคุณสมบัติ การต้านไฟที่ดี หรือ ที่เรียกว่า "ผ้าต้านไฟ" นั้นมีส่วนช่วยให้เกิดความปลอดภัยจากการเกิดเพลิงไหม้ได้อยู่ไม่น้อย การพัฒนาเส้นใยที่นำมาผลิตเป็นผ้าต้านไฟที่มีคุณภาพสูง ให้เป็นที่ยอมรับจึงเป็นสิ่งจำเป็น และจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น
ผ้าที่ใช้ภายในบ้าน อาคารสถานที่ต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นชนวนอย่างดีในการลุกติดไฟ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าใยสังเคราะห์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับการตกแต่งให้มีคุณสมบัติต้านไฟ ทำให้การลุกติดไฟเกิดขึ้นได้อย่างลวดเร็ว ผลที่เกิดขึ้นตามมา คือ ก๊าซพิษต่างๆ และกลุ่มควันที่เป็นอันตรายสำหรับคน (Samantha, 1997)
ในระหว่างการเกิดไฟไหม้ จะมีการกระจายตัวของ ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (Carbonmonoxide) และ คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ซึ่งคาร์บอนมอนนอกไซด์นี้เป็นก๊าซพิษที่รุนแรง และเป็นอันตรายต่อร่างกาย และอัตราส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศก็มีอิทธิพลต่อการลุกไหม้ให้รวดเร็วขึ้น (S.C.Anand AND S.J.Garvey, 1997)
ในชีวิตประจำวันคนส่วนใหญ่ใช้เครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ในสถานที่ทำงาน โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น การเลือกใช้สิ่งทอต้านไฟจึงต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าระบบการป้องกันไฟหรือแม้กระทั่งนักผจญเพลิงที่มีความเสี่ยงอันตรายจากไฟ การให้ความปลอดภัยในเรื่องของชุดที่ผลิตจากสิ่งทอต้านไฟ เพื่อใช้ปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องคำนึงถึง
คำจำกัดความที่สำคัญเกี่ยวกับสิ่งทอต้านไฟ*
- FLAMMABILITY หมายถึง การลุกติดไฟ
- FLAME RETARDANCY หมายถึง การตกแต่งเพื่อให้มีคุณสมบัติต้านไฟ
- FLAME RESISTANCE หมายถึง การต้านไฟ
- ค่า LOI หมายถึง LIMITING OXYGEN INDEX ถ้า ค่า LOI สูงจะมีออกซิเจน (OXYGEN) ในเส้นใยมาก จึงมีผลให้เส้นใยมีความสามารถในการต้านไฟได้มาก และ ค่า LOI ต่ำจะมีออกซิเจนในเส้นใยน้อย จึงมีผลให้เส้นใยมีความสามารถในการต้านไฟได้น้อย
- FR FIBERS หมายถึง FLAME RETARDANT FIBERS เส้นใยที่ตกแต่งให้มีคุณสมบัติการต้านไฟ
- FIREFIGHTER หมายถึง นักผจญเพลิง หรือ นักดับเพลิง
*หมายเหตุ แปลจากบทความเรื่อง "FLAME RETARDANCY" โดย (S.C.Anand AND S.J.Garvey, 1997)
ปัญหาของการเกิดเหตุเพลิงไหม้
การเกิดเพลิงไหม้ยังเป็นปัญหาสำคัญ และควรมีมาตรการในการป้องกัน เพื่อความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม สิ่งที่ควรรู้ในการเกิดเพลิงไหม้ ได้แก่ สาเหตุสำคัญในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ การป้องกัน รวมทั้งประโยชน์ของสิ่งทอ ที่มีความสำคัญและช่วยลดการกระจายของไฟในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่จะกล่าวต่อไป
สาเหตุและการป้องกัน
ในปัจจุบัน ภัยอันตรายจากไฟยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนในสังคม และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ผลจากการสำรวจข้อมูลทางสถิติของสถาบันรัฐบาลอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1994 พบว่า ความเสียหายที่เกิดจากไฟนี้มีถึง 63,600 ราย ในจำนวนนี้ 16,480 รายได้รับความเสียหายที่ไม่รุนแรง แต่อีก 676 รายได้รับความเสียหายที่รุนแรงมากบางรายถึงแก่ชีวิตบางก็มี (S.C.Anand AND S.J.Garvey, 1997)
สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้
จากข้อมูลทางสถิติของกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ.2537 - 2542 (ดังแสดงในตาราง)
จำแนกตามประเภท, สาเหตุ, ความเสียหาย, สิ่งที่ถูกเพลิงไหม้
 

..

จำนวน
เพลิงไหม้

ประเภท

สาเหตุ

ความเสียหาย

 

เพลิงไหม้
รายใหญ่

เพลิงไหม้
รายเล็ก

เพลิงไหม้ขยะ
และหญ้าแห้ง

ประมาท

อุบัติเหตุ

วางเพลิง

อยู่ระหว่าง
พิสูจน์สาเหตุ

คิดเป็นเงิน
ประมาณ
ล้าน/บาท

2537

664

43

621

1,552

75

97

3

489

230,067,720

2538

565

51

514

1,727

52

81

1

431

689,948,012

2539

664

49

615

953

81

57

4

522

1,109,991,600

2540

616

43

573

1,959

64

63

2

487

867,295,940

2541

514

49

465

2,104

76

63

2

373

279,358,340

2542

531

35

496

1,392

57

51

1

422

167,869,630



..

สิ่งที่ถูกเพลิงไหม้

ตึกแถว
ห้องแถวไม้

บ้านพัก
อาศัย

ของใช้

โรงงาน
อุตสาหกรรม

สถานที่
ราชการ

วัด

โรงแรม

แผงลอย

โรงเรียน

อู่ซ่อม
รถยนต์

โกดัง
เก็บของ

อาคารสูง

ห้าง
สรรพสินค้า

2537

131

177

110

31

12

3

4

 

4

5

10

 

5

2538

108

165

82

27

17

6

4

1

3

5

5

12

5

2539

117

141

126

42

17

5

5

3

1

5

10

7

4

2540

113

155

109

20

12

4

6

2

1

3

15

17

4

2541

107

126

68

28

14

6

5

2

1

8

9

11

1

2542

86

118

107

22

14

5

6

7

6

2

9

9

5

                              ตาราง : สถิติเพลิงไหม้ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2537-2542
                              ที่มา : http://www.fire.police.go.th/stat.html กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย
        จากตารางจะแสดงให้เห็นว่าการเกิดเพลิงไหม้ส่วนใหญ่ เกิดจากอุบัติเหตุและความประมาทมากที่สุด สิ่งที่ถูกเพลิงไหม้ส่วนใหญ่เป็นอาคาร บ้านเรือน และห้องแถวไม้ ที่เป็นเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี การเกิดเพลิงไหม้แต่ละครั้งนั้นสร้างความสูญเสียให้แก่เจ้าของทรัพย์สินเป็นจำนวนไม่น้อย
        Hans (1997) กล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุในการเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้แก่
        1.โครงสร้างของตัวอาคาร และการวางแบบแปลน ที่จะต้องสร้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น มีบันไดหนีไฟ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกดับเพลิง รวมทั้ง ระบบสัญญาณเตือนไฟ เป็นต้น
        2.อุปกรณ์ตกแต่งภายในอาคาร เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของไม้ ผ้าม่านที่ผลิตจากเส้นใยที่ลุกติดไฟได้ง่าย เป็นต้น ที่จะเป็นชนวนสำคัญในการเกิดเพลิงไหม้ และให้ไฟกระจายตัวได้อย่างลวดเร็ว
        3.พื้นที่ๆ มีความเสี่ยงสูง เช่น โกดังเก็บสินค้า โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป (GARMENT) โรงงานกระดาษเป็นต้น ที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการเกิดเพลิงไหม้มากเป็นพิเศษ
        4.ระบบสาธารณูประโภค เช่น ระบบสัญญาณเตือนภัย ระบบการตรวจจับควัน เป็นต้น ที่ไม่ได้มาตรฐาน และมองข้ามระบบต่างๆที่ให้ความปลอดภัยเหล่านี้
สาเหตุต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และสามารถป้องกันได้ เพราะถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นจะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว ดังนั้น จึงควรหาวิธีการป้องกันเพื่อความปลอดภัยแก่ตนเอง และสังคม
การป้องกันการเกิดเหตุเพลิงไหม้ การเกิดเหตุเพลิงไหม้สามารถป้องกันได้ โดยสิ่งต่างๆ ดังนี้ (Hans, 1997)
        1.แปลนโครงสร้างอาคารควรเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย เช่น จัดให้มีบันไดหนีไฟที่อยู่นอกตัวอาคาร ไม่ต่อเติมโครงสร้างอาคารใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาติ เป็นต้น ที่เป็นตัวกำหนดความเร็วของไฟได้
        2.การทำประกันภัย ทรัพย์สิน ประกันความเสียหายที่เกิดจากเพลิงไหม้
        3.ระบบการตรวจจับควันเครื่องจะป้องกันเมื่อเกิดไฟ ประเภทสปริงเกอร์ (Sprinker) สามารถควบคุมไฟให้อยู่ในบริเวณที่จำกัด
        4.ระบบสัญญาณเตือนภัยเมื่อเกิดไฟไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่วนใหญ่จะทำงานควบคู่กับระบบการตรวจจับควัน (Iintelligent)
        นอกจากที่กล่าวมาแล้วที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ สิ่งทอต้านไฟ ประเภทที่มีความสามารถในการลุกไหม้ช้า และควบคุมการกระจายของไฟให้อยู่ในพื้นที่จำกัดได้
ประโยชน์ของสิ่งทอต้านไฟ
        เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้ว บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ ๆ มีความเสี่ยงอันตรายจากไฟ คือ นักผจญเพลิง (Dupont, 1997) ซึ่งมีส่วนช่วยให้ชีวิตปลอดภัย จากการเกิดเพลิงไหม้ได้หลายครั้งมีผู้รอดชีวิตจากกลุ่มไฟได้ เพราะการเสี่ยงช่วยชีวิตคนของนักผจญเพลิง ที่ต้องบุกเข้าไปในกลุ่มไฟเหล่านั้น โดยไม่กลัวอันตรายจากไฟ ดังนั้น ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจน คือ นำสิ่งทอต้านไฟไปผลิตเป็นชุดนักผจญเพลิงเพื่อเป็นการให้ความปลอดภัยแก่นักผจญเพลิง
        นอกจากนำไปผลิตชุดนักผจญเพลิง ชุดกันประกายไฟ แล้ว ยังนำไปผลิตเป็นส่วนตกแต่งภายในอาคารบ้านเรือน เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งต่างๆที่มีผ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งในแถบยุโรป นิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยต้านไฟเทอวิรา-ซีเอส ที่มีความสามารถในการต้านการลุกติดไฟได้ดี (Hoechst, 1996)
เส้นใยต้านไฟ
เส้นใยต้านไฟที่จะกล่าวถึงมีดังนี้
        1. เส้นใยฝ้าย (Cotton fibers)
        2. เส้นใยไวซิล (Visil fibers)
        3. เส้นใยเทอวิรา-ซีเอส (TREVIRA CS FIBER)
      เส้นใยฝ้าย (COTTON FIBERS)
        คุณสมบัติของผ้าฝ้ายโดยทั่วไป ผ้าฝ้ายเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ให้ความสบาย มีความคงทนต่อการขัดถูดี แต่มีความสามารถในการลุกติดไฟได้อย่างรวดเร็ว (นวลแข, 2536) และเป็นเส้นใยที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ตามอาคาร สำนักงาน เครื่องใช้ในบ้านส่วนใหญ่เหล่านี้ ล้วนแต่มีส่วนประกอบของใยฝ้ายทั้งสิ้น ดังนั้น การตกแต่งผ้าฝ้ายให้มีคุณสมบัติต้านไฟ จึงควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีตามที่ต้องการ ทั้งความปลอดภัย ความสบายในการสวมใส่ ความคงทนต่อการทำความสะอาด และการต้านไฟฟ้าสถิตย์ (พิศมัย, 1996)
        การตกแต่งผ้าฝ้ายให้มีคุณสมบัติต้านไฟนี้ เป็นการนำเทคโนโลยีของสารเคมี และการตกแต่งสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือกัน ระหว่างโรงงานผู้ผลิตและ Cotton Incorperate ของบริษัทผู้ผลิตฝ้ายในประเทศอเมริกาเมื่อผ้าฝ้ายได้รับการตกแต่งต้านไฟแล้ว (FR Cotton) จะไม่ลุกไหม้ต่อ และไม่หดตัวหรือหลอมละลาย (พิศมัย, 1996)
สารเคมีที่ใช้ในการตกแต่งผ้าฝ้าย มีองค์ประกอบหลักเป็นออกาโนฟอสฟอรัส (Organophosphorus) ได้แก่ Phosphonium Precondensate หรือ Tretrakis hydroxymethyl phosphonium hydroxide (พิศมัย,1996) นอกจากนี้ยังมีสารเคมีที่เป็นที่นิยมใช้ คือ N-methylol dimethyl phosphonopropionamide (MDPPA) หรือ ไพโรวาเทกซ์ (Pyrovatex) (Bruce, 1997) เป็นต้น
      เส้นใยไวซิล (VISIL FIBERS)
        เส้นใยไวซิล เป็นเส้นใยที่ได้รับการปรับปรุงมาจากวิสโคส (Viscose Rayon) เพิ่มคุณสมบัติการต้านไฟลงไปในเส้นใย เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีและเป็นที่ต้องการ เกิดควันและก๊าซพิษที่มีจำนวนน้อย โดยปกติวิสโคส (Viscose) ของไวซิลจะลุกติดไฟได้ด้วยตัวเองแต่จะมีส่วนผสมของ ซิลิกา (Silica) ที่เป็นตัวกันความร้อนในการลุกติดไฟของเส้นใยไวซิล จึงส่งผลให้คุณสมบัติของเส้นใยไวซิลเป็นเส้นใยที่มีความสามารถในการต้านไฟ เมื่อนำเส้นใยไวซิลไปเผาไฟจะให้ควันที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ และ คาร์บอนมอนนอกไซด์ แต่จะไม่ให้ก๊าซพิษประเภทไฮโดรเจนคลอไรด์ (Hydrogen Chloride) และ ฮาโลเจน (Halogens) ในตัวของเส้นใยเองจะไม่หลอมละลาย เมื่อโดนไฟ และมีสารที่ระเหยออกไปจากเส้นใย ซึ่งมีความสามารถดับไฟได้ในตัวเอง (Samantha, 1997)
        เส้นใยไวซิลเป็นเส้นใยที่มีคุณสมบัติต้านไฟแต่จะไม่สามารถทนความร้อนอุณหภูมิสูงได้สามารถทนไฟในระยะเวลานานที่อุณหภูมิ 150ฐC และทนไฟในระยะเวลาสั้นที่อุณหภูมิ 200ฐC ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของวัตถุดิบระยะเวลา และความแข็งแรง มีค่า LOI สูงกว่า 26 เป็นเส้นใยที่ตกแต่งให้มีคุณสมบัติต้านไฟ (Flame retardant) ในโครงสร้างของเส้นใยมีห่วงโมเลกุลของโพลิไซลิซิก (Polysilicic) เป็นสารที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติต้านไฟ เนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ของการระเหย (Dehydration) จะทำให้สามารถลดปริมาณความร้อน และลดการต่อเนื่องของเปลวไฟได้เป็นอย่างดี (Samantha, 1997)
        เมื่อนำเส้นใยมาใช้ผลิตเป็นผืนผ้าจะต้องมีคุณสมบัติที่ดี คือ ความสบายในการสวมใส่ และมีความต้านทานไฟได้ดี ส่วนใหญ่นิยมนำเส้นใยไวซิลไปผสมกับเส้นใยชนิดอื่นเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ดีขึ้น
การปรับปรุงคุณสมบัติต้านไฟของเส้นใยไวซิล ( FLAME RETARDENTCY OF VISIL FIBERS )
        การปรับปรุงเส้นใยไวซิลเพื่อให้คุณสมบัติที่ดีมีอยู่หลายวิธี เช่น
1. VISIL CONTAINING 30 - 33 % PURE SILICIC ACID
2. VISIL AP CONTAINING 33 % ALUMINOSILICATE MODIFIED SILICA
3. VISIL / MODACRYLIC
4. VISIL / WOOL
        ในการปรับปรุง 2 วิธีแรก คือ Visil Containing 30 - 33 % Pure Silicic Acid และ Visil AP Containing 33 % Aluminosilicate Modified Silica เป็นขบวนการทำให้เส้นใยคงสภาพอยู่ได้โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในการปรับปรุงวิโคสให้เซลลูโลสและซิลิกาของกรดโพลอไซลิซิก (Polysilicic Acid) ถูกดัดแปลงให้เป็นเส้นใยวิสโคส (Vicose fibers) ที่มีส่วนผสมที่หาได้ง่ายซึ่งคุณสมบัติของซิลิกาสามารถต้านไฟได้ดี (Samantha, 1997)
        Visil AP เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เพราะ เส้นใยมีคุณสมต้านไฟ แล้วยังง่ายต่อการดูแลรักษา และการทำความสะอาด รวมทั้งการให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความคงทน และที่สำคัญให้ความปลอดภัยในการสวมใส (Samantha, 1997)
        ในการปรับปรุง 2 วิธีหลัง เป็นการค้นพบโดย การทำงานวิจัยของ S.C.Anand AND S.J.Garvey มีจุดประสงค์หลักในการวิจัยครั้งนี้ คือ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สวนรวม และเป็นที่ยอมรับของเส้นใยไวซิล ในการนำมาผลิตเป็นเส้นด้ายเพื่อทำผื่นผ้า ข้อดีของการปรับปรุงคุณภาพของเส้นใยไวซิล ที่นำไปผสมกับเส้นใยที่มีคุณสมบัติที่ดี 2 ชนิดได้แก่ โมดอะคิลิก(Modacrylic) และ ขนสัตว์ (Wool) จะได้เส้นใยตามที่ปรากฏ คือ มีคุณสมบัติดีกว่า 2 วิธีแรก มีความต้านทานไฟดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นผ้าทอ ผ้าไม่ทอ และผ้าถัก ก็จะให้คุณสมบัติที่ให้ความสบายแต่จะมีความแข็งแรงค่อนข้างต่ำ มีความสามารถในการสะท้อนแสงที่พื้นผิว (มีความเงามัน) และมีน้ำหนักที่เบาขึ้น ขบวนการปรับปรุงเส้นใยที่มีจุดเด่นนี้ทำให้ใยผสมที่ได้ มีคุณสมบัติทั้งในเรื่อง การต้านไฟที่ดี และมีคุณสมบัติเส้นใยที่ดีต่างๆกัน ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเส้นใยที่นำมาผสม
        เส้นใยเทอวิรา-ซีเอส (TREVIRA CS FIBER)
        เส้นใยชนิดใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีคุณสมบัติความสามารถในการต้านไฟ บริษัท HOECHST JAPAN จำกัด ได้นำเส้นใยพอลิเอสเทอร์ (Polyester) มาทำการปรับปรุงการลุกติดไฟของเส้นใยโดยใช้สารฟอสฟอรัส และออกาโนฟอสฟอรัสจึงได้เส้นใยที่มีชื่อว่า เทอวิรา-ซีเอส (Trevira CS) ที่มาของชื่อเส้นใย เทอวิรา-ซีเอส C และ S สัญลักษณ์ 2 ตัวนี้ ได้รับการยอมรับจากสากล (Hoechst, 1996) คือ
                        C มาจากคำว่า Comfort
                        S มาจากคำว่า Safety
        เส้นใยเทอวิรา-ซีเอส เส้นใยชนิดใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสามารถในการต้านไฟได้ดี จนเป็นที่ยอมรับในทวีปยุโรป ผู้บริโภคในทวีปยุโรปให้ความสำคัญ เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับผ้าที่ใช้ในอาคาร บ้านเรือน และสำนักงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม โรงพยาบาล ล้วนแล้วแต่เห็นความสำคัญของผ้าต้านไฟมากขึ้น
        Hoechst (1996) กล่าวถึงคุณสมบัติของเส้นใย เทอวิรา-ซีเอส ดังนี้
        1. มีความสามารถในการควบคุมการลุกติดไฟได้ดี
        2. มีความสามารถในการดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย
        3. ฟอกขาวด้วยคลอรีนได้
        4. สามารถนำไปปั่นแห้ง และ ซักแห้งได้
        5. มีความสามารถในการทำความสะอาดด้วยสารซักฟอกเพียงจำนวนน้อย จึงไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม         คุณสมบัติดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
บทสรุป
        การพัฒนาการทางด้านสิ่งทอในปัจจุบันนี้ เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมเป็นอย่างมาก สิ่งทอต้านไฟก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ความปลอดภัยแก่ชีวิต และทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น ทั้งผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้สิ่งทอต้านไฟโดยตรง ได้แก่ นักผจญเพลิง ช่างอ๊อกโลหะต่างๆ รวมทั้งผู้ที่ต้องเสี่ยงกับประกายไฟ หรือเปลวไฟ นอกจากนี้ยังผู้ที่ให้ความสำคัญในส่วนของผ้าที่ใช้ในบ้าน ส่วนประกอบต่างๆ ที่ผลิตจากเส้นใย (ผืนผ้า) ภายในอาคาร ที่ให้ความปลอดภัยสูง
        สำหรับในประเทศไทยแล้ว คนส่วนใหญ่มองข้ามสิ่งสำคัญต่างๆเหล่านี้ไป จึงทำให้การเกิดเพลิงไหม้ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ความประมาทของผู้คน ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโศกนาฏกรรมหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารเพรสซิเดนทาวเวอร์ ที่ไม่มีระบบการป้องกันการเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มีประสิทธิภาพ และยังเป็นอาคารที่มีความสูงมากเกินกว่าที่อุปกรณ์ดับเพลิงจะเข้าถึง รายล่าสุดที่ผ่านไปไม่นานคือ โรงแรมรอยัลจอมเทียนบรีซรีสอทพัทยา ที่เกิดจากอุบัติเหตุแก๊ซในห้องครัวระเบิด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย เนื่องจากโครงสร้างอาคารที่มีการต่อเติมโดยไม่ขออนุญาต ให้ถูกต้อง มีบางส่วนของตัวอาคารถล่มทับคนที่อยู่ในส่วนล่างของอาคาร และ ระบบป้องกันภัยไม่ทำงาน รวมทั้งที่สำคัญ ผ้าที่ใช้ในโรงแรม เป็นผ้าที่ลุกติดไฟได้อย่างลวดเร็ว เช่นผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในห้องพัก และห้องอาหารในโรงแรม ส่วนต่างๆ เหล่านี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สิน และชีวิตที่ไม่สามารถจะเรียกกลับคืนได้เลย ดังนั้น การให้ความสำคัญในส่วนที่สามารถช่วยได้ เช่น ลดการกระจายของไฟโดยใช้ผ้าที่มีคุณสมบัติต้านไฟ การติดตั้งระบบการป้องกันไฟ อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตมีมากขึ้น
        เส้นใยที่ได้รับการปรับปรุง และตกแต่งให้มีคุณสมบัติต้านไฟ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการผลิตผืนผ้าที่มีความสามารถทนไฟ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยธรรมชาติ หรือเส้นใยประดิษฐ์ก็ตาม ที่ช่วยให้ความปลอดภัยผู้บริโภค สร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึง ป้องกันอันตรายจากไฟในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่เสี่ยงต่อไฟ (นักผจญเพลิง) ความจำเป็นของสิ่งทอต้านไฟจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเอง สิ่งแวดล้อม และสังคมส่วนรวม
     
 
<% Logos_THTI_in ("../") 'Footer_THTI_in ("../") %>