ที่
กต 0502/ว
ถึง
กรมส่งเสริมการส่งออก
/ กรมการค้าต่างประเทศ/
กระทรวงอุตสาหกรรม/
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
/ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย/
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ/
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย
/ สมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย
/ สมาคมอุตสาหกรรมผลิตใยสังเคราะห์
/สมาคม
อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย
/สมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อมพิมพ์และตกแต่งสิ่งทอไทย
ด้วยกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรม
สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศปากีสถาน
บังคลาเทศ
และจีน จากสถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ไทยประจำประเทศดังกล่าว
ดังต่อไปนี้
1. สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของประเทศปากีสถาน
สถาน
เอกอัครราชทูตไทย
ณ
กรุงวอชิงตัน
นำส่งรายงานข่าวเรื่อง
A Pakistani Setback: Drop in U.S. Imports Hurts Textile Industry ในหนังสือพิมพ์
The Washington Post ฉบับวันที่
26 ธันวาคม 2544
ซึ่งกล่าวว่าหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกา
โดยกลุ่มบุคคลนับถือศาสนาอิสลามเมื่อวันที่
11 กันยายน 2544
ผู้นำเข้าสิ่งทอของสหรัฐฯ
อาทิ Perry Ellis, Tommy Hilfiger, American Eagle
Outfitters ได้สั่งยกเลิกหรือชะลอการสั่งสินค้าจากโรงงานสิ่งทอของปากีสถาน
เนื่องจากเกรงว่าการสนับสนุนกลุ่มตาลิบันในอัฟกานิสถานของชาวปากีสถานบางส่วนที่เป็นที่เผยแพร่ไปทั่วโลกนั้น
จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของเสื้อผ้าที่ติดป้ายบอกแหล่งผลิตในปากีสถาน
สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดนำเข้าสินค้าสิ่งทอที่สำคัญของปากีสถาน
โดย
ปากีสถานส่งออกสิ่งทอเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
ปีละ 1.9
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากมูลค่าส่งออกทั้งประเทศประมาณปีละ
5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้
อุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมที่
เกี่ยวข้อง
ได้แก่
โรงงานทอด้าย
เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของปากีสถาน
และปากีสถานเป็นประเทศผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก
การที่ผู้นำเข้าสิ่งทอที่ประกอบด้วยสินค้ามีชื่อในตลาดสหรัฐฯ
ชะลอการสั่งซื้อสินค้าสิ่งทอจากปากีสถาน
จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจของปากีสถาน
ได้แก่
โรงงานสิ่งทอปลดคนงาน
เละเมื่อคนงานขาดรายได้
ก็จำเป็นต้องให้เด็กในครอบครัวออกจากโรงเรียนไปทำงานเพื่อช่วยหารายได้
กลายเป็นปัญหาแรงงานเด็กตามมา
รัฐบาลปากีสถาน
ในฐานะพันธมิตรที่สำคัญในการให้ความช่วยเหลือแก่สหรัฐฯ
ในการปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถาน
ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ
พิจารณายกเว้นภาษี
นำเข้าสิ่งทอร้อยละ
17
ให้แก่ปากีสถานเป็นเวลา
3 ปี
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าฝ่ายบริหารจะมีความ เห็นอกเห็นใจและต้องการตอบแทนความร่วมมือแก่ปากีสถาน
ฝ่ายบริหารยังต้องเผชิญกับการต่อต้านจากอุตสาหกรรมสิ่งทอในสหรัฐฯ
ที่ต้องการป้องกันโรงงานสิ่งทอในประเทศที่ส่วนใหญ่ อยู่ในมลรัฐทางใต้
เช่น North and South Carolina ทั้งนี้
รายงานข่าวได้กล่าวถึงความเห็นของนาย
Jim DeMint สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ
พรรครีพับบลิกัน
ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญแก่
ความกังวลของโรงงานสิ่งทอและคนงานโรงงานสิ่งทอของปากีสถานได้แก่
ในการขออนุมัติให้อำนาจการเจรจาความตกลงทางการค้าแก่ประธานาธิบดีบุชนั้น
ต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ
จากมลรัฐทางใต้ที่ปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศ
โดยที่ร่างกฎหมายให้อำนาจการเจรจาความตกลงทางการค้าแก่ประธานาธิบดีดังกล่าวผ่านความ
เห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเกินเพียงหนึ่งเสียง
และยังอยู่ในระหว่างรอการพิจารณาของวุฒิสภาฯ
ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก
การรอคอยดังกล่าวจะทำให้
อุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถานสูญเสียโอกาสในปีนี้
และเมื่อผู้นำเข้าสหรัฐฯ
หันไปหาผู้ผลิตประเทศอื่น
เช่น
จีนและอินเดีย
อาจทำให้ไม่หันกลับไปสั่งสินค้ากับปากีสถานอีกต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า
กรณีของปากีสถานอาจเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับประเทศผู้ส่งออกสินค้าสิ่งทอไปยังตลาดสหรัฐฯ
รวมถึงประเทศไทย
ทั้งนี้
ได้มีประมาณการว่า
สหรัฐฯ สั่งซื้อสินค้าสิ่งทอจากปากีสถานลดลงถึงร้อยละ
68
ในช่วงระหว่าง
ธันวาคม 2544
- กุมภาพันธ์
2545
นอกจากนี้
ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งนอกเหนือจากปากีสถานที่ผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อ
Tommy Hilfiger เพื่อวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ
ในปัจจุบันด้วย
ดังปรากฏในสำเนาข่าวตัดของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวที่แนบมาพร้อมนี้
2. สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศบังคลาเทศ
สถานเอกอัครราชทูตไทย
ณ
กรุงธาการายงานว่า
เมื่อ 13
มกราคม 2545 นาย Joseph
Crowley ในฐานะ
Chairman of Congressional Bangladesh Caucus ของสหรัฐฯ
พร้อมด้วยนาย
Jim McDermott และนาง
Mary Ann Peters เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
ประจำบังกลาเทศได้เข้าพบและหารือกับนายกรัฐมนตรี
Khaleda Zia ของบังกลาเทศ
โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับประเด็น
การค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ
ในบังกลาเทศ
ในขณะที่ฝ่ายบังกลาเทศแจ้งคณะผู้แทนสหรัฐฯ
ว่า
วุฒิสภาสหรัฐฯ
จะให้การสนับสนุนแก่บังกลาเทศในการขอรับสิทธิพิเศษทางโควต้า
และภาษีสำหรับสินค้าประเภทสิ่งทอสำเร็จรูปที่ส่งไปขายในตลาดสหรัฐฯ
ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯกล่าวสนับสนุนนโยบายของนายกรัฐมนตรี
Khaleda Zia ในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในโรงงานสิ่งทอของบังกลาเทศ
รวมถึงบทบาทของสตรีในการพัฒนาเศรษฐกิจของบังกลาเทศ
อนึ่ง
นาย Kutubuddin Ahmed ประธาน
Bangladesh Garment Manufacturers & Exporters Association (BGMEA)
ได้จัดงานเลี้ยงรับรองในโอกาสที่คณะ
ผู้แทนสหรัฐฯ
เดินทางเยือนบังกลาเทศ
โดยตอนหนึ่ง
ประธาน BGMEA ได้กล่าวกับคณะผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ
เกี่ยวกับภาวะการส่งออกสินค้าสิ่งทอสำเร็จรูปของบังกลาเทศ
(เป็นสินค้าที่สามารถทำรายได้กว่าร้อยละ
75
ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของบังกลาเทศ
โดยตลาดสหรัฐฯ
เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบังกลาเทศ)
ว่า
ประสบปัญหาการถดถอย
เนื่องจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจของโลกที่
ตกต่ำลง
อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์การก่อการร้ายในสหรัฐฯ
เมื่อเดือนกันยายน
2544
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานบังกลาเทศกว่า
300,000 คน ทั้งนี้
ประธาน BGMEA ได้กล่าวถึงการที่สหรัฐฯ
ได้ผ่านกฎหมาย
TDA – 2000 ทำให้สินค้าสิ่งทอจากบังกลาเทศไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับสินค้าที่มาจากกลุ่มประเทศแคริเบียนและกลุ่มประเทศแอฟริกา
ซึ่งส่งผลต่อภาวะการแข่งขันของสิ่งทอบังกลาเทศในตลาดสหรัฐฯ
ฝ่าย BGMEA จึงหวังว่าคณะผู้แทนสหรัฐฯ
จะช่วยสนับสนุนให้บังกลาเทศได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีและโควต้าด้วย
ทั้งนี้
การเดินทางเยือนบังกลาเทศของคณะผู้แทนสภาคองเกรสของสหรัฐฯ
ดังกล่าว
น่าจะเป็นผลจากความพยายามของ
BGMEA โดยการสนับสนุนของรัฐบาลบังกลาเทศก่อนหน้านี้
ที่ได้ว่าจ้างบริษัท
Patton Boggs LLP ซึ่งเป็นบริษัท
lobbyist ของสหรัฐฯ
ในวงเงินกว่า
40 ล้านตากา (ประมาณ
32 ล้านบาท)
ให้เข้าไป lobby ในสภาคองเกรสสหรัฐฯ
เพื่อให้สินค้าสิ่งทอบังกลาเทศได้รับสิทธิพิเศษโดยไม่ถูกจำกัดโควต้าและไม่ถูกเก็บภาษี
โดยใช้สถานะของประเทศ
Least Developing Country (LDC)
นอกจากนั้น BGMEA
ยังได้ว่าจ้างให้บริษัท
Trade Partnership Worldwide LLC ของสหรัฐฯ
ประเมินและศึกษาผลที่จะเกิดกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ในกรณีที่สหรัฐฯ
ให้สิทธิพิเศษในลักษณะดังกล่าวแก่สินค้าสิ่งทอจากบังกลาเทศด้วย
ดังความละเอียดปรากฏตามสำเนาข่าวตัดหนังสือพิมพ์
The Daily Star ฉบับวันที่
14 มกราคม 2545
ที่แนบมาพร้อมนี้
3. สถานการณ์อุตสาหกรรมชุดชั้นในของประเทศจีน
สถานกงสุลใหญ่ไทย
ณ นครกวางโจวรายงานว่า
เมืองหนานไห่และรัฐบาลจีนมีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมชุดชั้นใน
ที่ย่านนี้ให้เป็นเมืองชุดชั้นในนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน
โดยในขั้นแรก
เริ่มพัฒนา
โครงการก่อสร้าง
China-Nanhai International Underware Plaza ซึ่งประกอบด้วย
ศูนย์การค้า
ศูนย์การแสดงสินค้า
ศูนย์การออกแบบ
ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร
และศูนย์การหมุนเวียนธุรกิจ
(circulation)
พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด
166,500 ตารางเมตร
ใช้เงินทุนก่อสร้าง
500 ล้านหยวน
ซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน
2545
คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม
Plaza วันละประมาณ
10,000 คน ทั้งนี้
ผู้บริหารเมืองหนานไห่ได้เชิญชวนบริษัทต่างชาติให้เปิด
สำนักงานที่
Plaza เพื่อช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างจีนกับต่างประเทศ
นอกจากนี้
จะจัดตั้ง one-stop
service ซึ่งให้บริการทั้งด้านการส่งออก-นำเข้า
และพิธีการศุลกากร
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจชุดชั้นในที่เมืองหนานไห่ด้วย
ธุรกิจชุดชั้นในของหนานไห่เริ่มในช่วงที่จีนเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อ
20 ปีที่ผ่านมา
ในปัจจุบัน
มีการผลิตชุดชั้นใน
7 ใน 15 brand names ชั้นนำของจีน
ปี 2543
การซื้อขายมีมูลค่า
7.5
พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
คาดว่ามูลค่าการซื้อขายในปี
2544
จะเพิ่มเป็น 8
พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกแล้ว
สินค้าชุดชั้นในจะต้องปรับคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ทั้งนี้
ในปัจจุบันผู้ผลิตชุดชั้นในที่หนานไห่นำเข้าผ้าลูกไม้และผ้ายืดของไทย
ปีละประมาณ 150
ล้านดอลล่าร์สหรัฐ
โดยผ่านฮ่องกง
เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตชุดชั้นในสำเร็จรูป
กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า
ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศต่าง
ๆ ข้างต้น
จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทย
ทำให้ได้รับทราบเกี่ยวกับแนวโน้มการบริโภคสิ่งทอของตลาดโลก
ภาวะการแข่งขันจากประเทศต่าง
ๆ
เพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาดโลก
ซึ่งรวมทั้งการใช้ประโยชน์จาก
lobbyist ในกรณีของบังคลาเทศ
นอกจากนั้น
ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาห-กรรมสิ่งทอของไทยเพื่อรับกับการยกเลิกโควต้าสิ่งทอในปี
2548 ด้วย
ในการนี้
กระทรวงการต่างประเทศจึงเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมาเพื่อหน่วยงานของท่านพิจารณาใช้ประโยชน์
ตลอดจน
เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ประกอบการไทยทราบต่อไปด้วย
จักขอบคุณมาก
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
กระทรวงการต่างประเทศ
กุมภาพันธ์
2545
กรมเศรษฐกิจ
กองสนเทศเศรษฐกิจ
โทร.
0 2643 5000 ต่อ 4005
โทรสาร
0 2643 5236