สรุปสถานการณ์ส่งออก-นำเข้าสิ่งทอของไทยเดือนมกราคม – กันยายน 2543

ในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2543 ( มกราคม - กันยายน ) สถานการณ์ส่งออกสิ่งทอของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 14.19% โดยในปีนี้การส่งออกสิ่งทอของไทยในช่วงเดือนมกราคม – กันยายน มีมูลค่า 4,252.60 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกสิ่งทอเท่ากับ 3,724.30 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะในเดือนกันยายน 2543 มูลค่าการส่งออกสิ่งทอของไทยทั้งสิ้นประมาณ 493.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทของไทยมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จึงส่งผลดีต่อการส่งออก โดยต่างประเทศหันมาสั่งสินค้าจากไทยเพิ่มมากขึ้น สินค้าสิ่งทอของไทยในทุกกลุ่มมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ยกเว้น Glove, Cotton Yarn, และกลุ่มของ Shawls, Scarves, Mufflers, Viels จะมีมูลค่าต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หากพิจารณามูลค่าการส่งออกสิ่งทอโดยรวมแล้ว คิดเป็น 8.27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย( 51,382 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ) ซึ่งหากพิจารณาเป็น ITEM จะพบว่า สินค้าในกลุ่ม Garment ยังคงมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 3 ของการส่งออกสินค้าทุก ITEM ของไทย คือมีมูลค่า 2,410.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 13.2 %

ส่วนตลาดหลักของไทย ยังคงเป็นตลาดสหรัฐอเมริกาโดยมีมูลค่าสูงสุดคือ 1,625.5 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 38.22 % ของมูลค่าการส่งออกสิ่งทอทั้งหมดของไทย รองลงมาคือ สหภาพยุโรป,และญี่ปุ่น ตามลำดับ ซึ่งสินค้าที่ส่งออกสำคัญส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มของเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าผืน เส้นด้าย และเคหะสิ่งทอ ในขณะที่คู่แข่งของไทยในตลาดหลักก็ยังคงเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รวมทั้ง ฮ่องกง จีน และ เกาหลี เป็นต้น

ในด้านของการนำเข้านั้น พบว่าในช่วง 3 ไตรมาสของปีนี้มีมูลค่าการนำเข้าเครื่องจักรในการผลิตสิ่งทอเพิ่มสูงมาก โดยมีมูลค่า 326.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่เมื่อรวมมูลค่าการนำเข้าเครื่องจักรในการผลิตสิ่งทอ ของปี 2542 ทั้งปีมีมูลค่า 246.0 ล้านเหรียญสหรัฐ แสดงให้เป็นว่า เพียง 3 ไตรมาสของปี 2543 มีการนำเข้าสูงกว่าปีที่ผ่านมาทั้งปีถึง 32.55 % นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากซึ่งสาเหตุในการเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรและวัตถุดิบ อาจเนื่องมาจากในปีนี้ สภาพเศรษฐกิจในต่างประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการจึงมีการขยายกิจการเพื่อรองรับการสั่งสินค้า ขณะเดียวกันเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งทอก็มีการพัฒนาขึ้นมาก การแข่งขันกับนานาประเทศมีสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพและให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด สอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาลที่ได้มีมาตรการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร ในส่วนของการนำเข้าวัตถุดิบนั้น ผ้าผืนยังเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงกว่าวัตถุดิบชนิดอื่นๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของการส่งออก โดยตลาดนำเข้าที่สำคัญของผ้าผืน ได้แก่ จีนและไต้หวัน วัตถุดิบที่นำเข้ารองลงมา ได้แก่ Textile Fibers และ Textile yarn and thread ตามลำดับ ส่วนที่มีการนำเข้าผ้าผืนเพิ่มสูงขึ้น อาจเนื่องมาจากผ้าผืนบางชนิดที่นำเข้าต้นทุนจะต่ำกว่าที่ผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งมีสาเหตุจากหลายๆปัจจัย เช่น ภาษี, ราคาวัตถุดิบในการผลิตผ้าผืน, คุณภาพสินค้า, หรือบางครั้งในการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก ลูกค้าจากต่างประเทศจะมีเงื่อนไขระบุให้ผู้ผลิตต้องใช้ผ้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้องมีการนำเข้าผ้าผืนจากต่างประเทศโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนอกจากการนำเข้าอย่างถูกกฎหมายแล้ว ระยะนี้มีการลักลอบนำเข้าผ้าผืนจากประเทศ จีน ฮ่องกงและไต้หวัน เข้ามาในประเทศไทยโดยส่วนหนึ่งนำเข้ามาเพื่อปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า แล้วส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา อีกส่วนหนึ่งนำเข้ามาแปรรูปแล้วส่งออก ซึ่งถือเป็นการสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกสิ่งทอของไทยแล้วพบว่า สัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 34.13 % ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 14.19 % และหากพิจารณาจากมูลค่าแล้วพบว่า ในช่วงเดือนมกราคม – กันยายน 2543 ไทยมีดุลการค้าเกินดุล ในส่วนของสิ่งทอ 1,839.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ไทยมีการเกินดุลการค้าในส่วนนี้ประมาณ 1,925.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในด้านของดัชนีผลผลิตของการจัดเตรียมและการปั่นเส้นใยสิ่งทอ รวมทั้งการทอสิ่งทอ พบว่า เดือนก.ย. 2543 มีดัชนีผลผลิตลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. 2543 ประมาณ 1.2% ในขณะที่ดัชนีการส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 17.4 % เนื่องจากมีการนำสินค้าที่มีอยู่ในสต็อกออกมาจำหน่าย (รายงานสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม)

สำหรับแนวโน้มโดยรวมของอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้น คาดว่า จะยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการของไทยสามารถพัฒนาความสามารถในการผลิตทั้งในด้านแรงงาน เทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ เมื่อพิจารณาในด้านของตลาด จากการคาดการณ์ของ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ( ADB ) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2544 ไว้ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะลดลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในในสหรัฐจะลดระดับลง อาจเป็นเหตุให้มีคำสั่งซื้อสินค้าลดลงได้ แต่ความเชื่อมั่นและความต้องการของผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศในภูมิภาคเอเชียยังคงสูงอยู่ ปริมาณการบริโภคจะกลับสู่ระดับเดียวกับที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤติการการเงิน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงไม่ควรที่จะพึ่งพิงตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักเพียงแห่งเดียว ควรพยายามมองหาตลาดใหม่ๆเพื่อเป็นการขยายฐานทางการตลาดให้กว้างกว่าเดิม และไม่ละเลยที่จะพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากประเทศคู่ค้า และสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ โดยเฉพาะจีน เพราะเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทยมาก ซึ่งจะทำให้ไทยอาจเสียส่วนแบ่งการตลาดในตลาดสำคัญๆได้

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล

ศูนย์ข้อมูลสิ่งทอ