Quick Response กับความร่วมมือระหว่างองค์กรในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ฉบับภาษาอังกฤษโดย อัมพิกา เสถบุตร
แปลโดย นงพรรณ จายนียโยธิน
บทคัดย่อ
บทศึกษาวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นถึงความสำคัญ
และประโยชน์ของยุทธศาสตร์ของ Quick Response ที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสนับสนุนที่เป็นพื้นฐานในบรรดาบริษัทที่ร่วมมือกันเพื่อที่จะก่อให้เกิด
Quick Response ความร่วมมือของบริษัทต่างๆใน supply chain ทั้งหมดเป็นข้อกำหนดที่เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์นี้ เป็นการเหมาะสมที่จะตอบคำถามที่ว่าทำไมบริษัทในอุตสาหกรรมสิ่งทอจึงต้องมีความร่วมมือซึ่งกันและกัน
โดยพิจารณาความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วนกัน และบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจะศึกษาในขอบเขตของ
Bensaou และ Venkatranam
บทนำ
ผลิตภัณฑ์สิ่งทอมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เนื่องจากความต้องการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ไม่ได้ เราสามารถกำหนดคุณลักษณะที่สำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ว่า
มีวงจรชีวิตสั้น และความต้องการของลูกค้าจะไม่แน่นอน เนื่องจากรูปแบบของผลิตภัณฑ์จะง่ายต่อการลอกเลียนแบบ
และรสนิยมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบล่าสุดจำนวนมากจะออกสู่ตลาดโดยมีความพยายามที่จะดึงดูดความพึงพอใจของลูกค้า
ผู้ผลิตอาจมีการคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์ประเภทใดที่ควรจะนำออกสู่ตลาดและจะขายดีเป็นที่นิยม
ดังนั้นความต้องการที่คาดหวังไว้อย่างชัดเจนจะก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุด และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
Quick Response ได้รับการพัฒนาให้มุ่งเน้นที่จะทำให้ lead times สั้นลง
(Iyer and Bergen 1997) จุดประสงค์ของ Quick Response
เป็นการทำให้วงจรการผลิตสั้นลง อันทำให้ลดภาระผูกพันเบื้องต้นของการผลิต
ลดระดับสินค้าคงคลัง ลดภาระผูกพันในการซื้อเบื้องต้นของผู้ขายปลีก (Lowson,
King and Hunter, 1999) ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอ บริษัทผู้จัดส่งสินค้า
และบริษัทผู้ขายปลีกจึงมีความพยายามที่จะปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันผ่านทางยุทธศาสตร์
Quick Response จากการใช้ยุทธศาสตร์นี้อย่างกว้างขวาง ความสามารถในการคาดการณ์จะแม่นยำมากขึ้นจากการที่มีการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
มีการติดต่อสื่อสาร และการประสานงาน
Quick Response เป็นยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จัดส่งสินค้า (supplier) และผู้ขายปลีกให้มีความร่วมมือซึ่งกันและกัน เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่สนับสนุนขั้นพื้นฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างบริษัทเพื่อให้เกิด
Quick Response โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มความรวดเร็วของการส่งต่อข้อมูลระหว่างบริษัทที่ร่วมมือกัน
นอกจากนี้บริษัทสิ่งทอต่างๆได้ใช้พันธมิตรทาง vertical (vertical
alliances) อันนำไปสู่การปฏิบัติของ Quick Response อันก่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างมากมาย (Richardson, 1996) บทศึกษาวิจัยนี้จะพิจารณาว่า ทำไมบริษัทสิ่งทอต่างๆ จึงร่วมมือซึ่งกันและกัน
โดยจะพิจารณาบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้จะศึกษาที่รูปแบบขององค์กร
vertical alliances ซึ่งได้ผลดีภายใต้สภาวะที่เปลี่ยนแปลงง่ายของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
การจัดตั้งความร่วมมือผ่านทาง supply chain เป็นการเน้นถึงความสำเร็จของ
Quick Response ด้วยเหตุนี้ผู้ทำการศึกษาวิจัยจะทำการตรวจสอบผลของความร่วมมือกันระหว่างบริษัทสิ่งทอโดยใช้กรอบของ
Bensaou และ Venkatraman
บทศึกษาวิจัยนี้แบ่งเป็น
5 ส่วน ส่วนแรกเป็นการแสดงถึงความสำคัญและประโยชน์ของ
Quick Response ส่วนที่ 2 เป็นการนำ Quick
Response มาใช้ปฏิบัติโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
ส่วนที่ 3 แสดงถึงยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ และรูปแบบขององค์กร ส่วนต่อไปเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิบัติเกี่ยวกับความร่วมมือตามกรอบของ
Bensaou และ Venkatraman ส่วนที่ 5 จะเป็นบทสรุป
ยุทธศาสตร์ Quick Response
ความสำคัญและประโยชน์ของยุทธศาสตร์ Quick Response
ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ บทบาทของ Quick Response กลายเป็นตัวแปรผันที่สำคัญเนื่องจาก
เวลา เป็นตัวประกอบที่เพิ่มความสำคัญมากขึ้น
Forza และ Vinelli (2000) ได้กล่าวไว้ว่า Quick
Response เป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันที่ยึดเวลาเป็นหลัก และมุ่งเน้นถึงภาวะกดดันของเวลาในการดำเนินงานของ
value chain รวมทั้งมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างกันของสมาชิกของห่วงโซ่
(chain) นี้ จากผู้ผลิตสิ่งทอ จนถึงลูกค้าขั้นสุดท้าย (ดังรูปที่ 1) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Quick
Response คือยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงการดำเนินงานของผู้ผลิต ผู้จัดส่งวัตถุดิบและสินค้า
(supplier) และผู้ค้าปลีกเพื่อก่อให้เกิด Quick Response (การตอบสนองที่ฉับไว) ต่อสภาวะของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง
Quick Response แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
การติดต่อสื่อสารกันโดยตรงระหว่าง supplier ตลอดจนผู้ผลิตและผู้ขายปลีก
จะช่วยหลีกเลี่ยงความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ (Lowson, King และ Hunter 1999) อาทิ ผู้ขายปลีกสามารถเข้าไปในข้อมูลเกี่ยวกับสต็อคของผู้ผลิต
และผู้ผลิตก็จะได้รับแผนและการวิเคราะห์การขายปลีกจากผู้ค้าปลีก จึงกล่าวได้ว่ายุทธศาสตร์นี้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
และลดความผิดพลาดของข้อมูลที่คาดการณ์ไว้ เมื่อพิจารณาด้านผู้ผลิต แนวความคิด Quick
Response ทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับการผลิตให้สนองตอบต่อการขายปลีก เพื่อที่จะจัดส่งสินค้าที่มีรูปแบบ
และจำนวนตามความต้องการในฤดูกาลนั้น (Richardson 1996)
ผู้ผลิตเส้นใย
![]()
ผู้ผลิตผ้า
![]()
ผู้ผลิตเสื้อผ้า
![]()
ผู้จัดจำหน่าย
(ร้านค้า)
![]()
ลูกค้าลำดับสุดท้าย
รูปที่ 1 ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตเครื่องแต่งกาย
ที่มา Forza และ Vinelli
(2000)
ประโยชน์ที่ได้จากการนำยุทธศาสตร์ Quick Response มาใช้ปฏิบัติมีมากมาย จากความต้องการด้านการผลิตซึ่งถือตามข้อมูลด้านการตลาดที่ทันสมัยอยู่เสมอ
ทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นไปตามความพึงพอใจของลูกค้า ดังที่ Forza
และ Vinelli (2000) ได้กล่าวไว้ว่า ยุทธศาสตร์
Quick Response ไม่เพียงแต่เป็นความกดดันด้านเวลาเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้แน่ใจได้ว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี
ลดสินค้าคงคลัง และลดความผิดพลาดในการคาดการณ์ลงด้วย นอกจากนี้ประโยชน์ของ Quick
Response อีกประการหนึ่งคือการลดต้นทุนของสินค้าคงคลัง ลดจำนวนครั้งของการลดราคาจากการที่ผลิตผลิตภัณฑ์นั้นมากเกินไป
ตลอดจนการเพิ่มการขายของผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมเพราะว่าลดสต็อคสินค้าลง
(Richardson 1996)
เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่ายุทธศาสตร์
Quick Response ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่บริษัท โดยทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น
และการปฏิบัติการมีประสิทธิผลสูงขึ้น กล่าวได้ว่า ยุทธศาสตร์นี้ ลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการตลอดเส้นทางของ
supply chain
มีกรณีตัวอย่างมากมายที่เน้นให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากยุทธศาสตร์
Quick Response อาทิ อุตสาหกรรมทอผ้าของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้เข้าร่วมกับ
Quick Programme ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลออสเตรเลีย
(Perry และ Sohal 1999) โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตเพื่อนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพของการให้บริการในด้านความรวดเร็วในการเข้าไปยังตลาดผลิตภัณฑ์คุณภาพ
เมื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอออสเตรเลีย ได้นำ Quick Response มาใช้ปฏิบัติ
ผลที่ได้รับคือการขายเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ จาก 1.1
ล้านเหรียญอเมริกัน โดยเฉลี่ย เป็น 2.1 ล้านเหรียญอเมริกัน นอกจากยอดการขายจะเพิ่มขึ้นแล้ว
ความผิดพลาดในกระบวนการผลิตได้ลดลงจาก 2.5% เป็น 2.1% ดังนั้นถือได้ว่า Quick Response เป็นนวรรตกรรมของกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในขั้นตอนหลักของของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
การนำ
Quick Response มาใช้ปฏิบัติโดยผ่านทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการผลักดันกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ทั้งนี้ผู้ผลิต supplier และผู้ค้าปลีกได้พยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับความร่วมมือกันในระหว่างบริษัทสิ่งทอเพราะการที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น
เช่นการใช้ CAD (computer-aided design); CAM (computer aided
manufacturing); EDI (electronic data interchange) และ EFI
(electronic fund transfer) เพื่อสนับสนุนความร่วมมือซึ่งกันและกัน มีขอบเขตที่สำคัญในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสอดแทรกเพื่อสนับสนุน
Quick Response คือ ระบบ CAD การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเรื่องการย้อม
และการจัดการเกี่ยวกับ logistics ต่างๆ
1.
ระบบ CAD (CAD System)
ในขอบเขตของการออกแบบ
กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตั้งแต่การคัดเลือกสีไปจนถึงการออกแบบในการผลิต ซึ่งใช้เวลาปฏิบัติการ
6 เดือนโดยประมาณ หน้าที่หรือภาระในการออกแบบได้รับการช่วยเหลือจากการร่วมกันใช้เทคโนโลยี
computer-aided design (CAD) ระหว่างผู้ผลิตและคู่ค้า จากหนังสือของ
Richardson 1996: CAD เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้กระบวนการในการออกแบบง่ายและรวดเร็วขึ้น
ในขณะเดียวกันก็เป็นการถ่ายโอนการออกแบบไปยังผู้ผลิตที่ได้กำหนดโปรแกรมการตัด และการใช้จักรเย็บผ้าไว้ด้วยในบางกรณี
จากที่มีการปฏิบัติมา การทอตามที่ออกแบบใหม่จะใช้เวลา 5-6
สัปดาห์ แต่จากการใช้กระบวนการ CAD การออกแบบใหม่ และการออกแบบสีสามารถทำได้ในเวลาน้อยกว่า
24 ชั่วโมง (Holland, 1995) ดังนั้น CAD
จึงลดเวลาในการออกแบบลงได้
นอกจากนี้ CAD ทำให้ผู้ค้าปลีกสามารถควบคุมการออกแบบเครื่องแต่งกายรุ่นใหม่
ตลอดจนสื่อสารเกี่ยวกับความคิดและสีสันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ผู้ค้าปลีกสามารถตรวจสอบเสื้อผ้าพร้อมสีสันตามจริง
ตามการออกแบบและการตัดเป็นรูป 3 มิติ จากจอคอมพิวเตอร์ หรือพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัย
(Henten และ Hjarup, 2000) กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า
สำหรับผู้ผลิต CAD จะช่วยให้นักออกแบบพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ใหม่
ส่วนผู้ค้าปลีก CAD จะทำให้ได้ตัวอย่างของเสื้อผ้าเพื่อการตรวจสอบ
รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงการออกแบบนั้นด้วย นอกจากนี้สำหรับโรงงาน
ถ้าเสื้อผ้าต้นแบบได้ส่งมาเพื่อผลิตอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โรงงานก็สามารถประเมินการออกแบบผ้าโดยใช้
CAD ได้
กล่าวได้ว่า
การเชื่อมโยงเข้ากับ CAD โดยเครือข่ายหรือระบบก่อให้เกิดการย่นระยะเวลาของกระบวนการของการเริ่มสไตล์ใหม่ของเสื้อผ้า
และขจัดข้อมูลสูญหายในการติดต่อโดยตรงระหว่างผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต
และผู้จัดส่งสินค้า นอกจากนี้ยังเป็นการปรับปรุงการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหว่างบริษัทที่ร่วมมือกัน
ฉะนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนว่า CAD เป็นวิธีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญที่สุดในการลดระยะเวลาของการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับเสื้อผ้าสไตล์ใหม่

รูปที่ 2 ระบบ CAD ที่ใช้ร่วมกัน
แหล่งที่มา Holland, (1995)
2.
การแลกเปลี่ยนข่าวสารด้านสีย้อม
โดยทั่วไปการส่งเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ย้อมและพิมพ์ และเอกสารเกี่ยวกับการพิมพ์ผ้าไป
เพื่อให้ได้รับเสื้อผ้าที่ตกแต่งสำเร็จแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบันข้อมูลของสีย้อมที่เป็น
manual printout ได้ถูกแทนที่โดยข้อความทางอีเลคโทรนิค เช่น EDI
(Electronic data interchange) ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเช่นเดียวกัน ได้แก่
specification ของผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสี
(Holland, 1995) การเชื่อมโยงของ EDI สามารถส่งผ่านข้อมูลระหว่างผู้ผลิตกับบริษัทจำหน่ายสี
ประโยชน์ที่สำคัญของการส่งผ่านข้อมูลทางอีเลคโทรนิค ระหว่างผู้ผลิตกับบริษัทจำหน่ายสี
คือการที่สามารถเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับสีไว้ได้นานเท่าที่จะทำได้ วิธีการใหม่ของข้อมูลการย้อมทำให้มีโอกาสที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วกับผลิตภัณฑ์แฟชั่นโดยการที่ปรับปรุงจำนวน
และสีให้ยืดหยุ่นมากกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับแบบเดิมแล้วผ้าและการออกแบบจะไม่สามารถทำได้ภายในฤดูแฟชั่น
3.
การจัดการด้าน logistics
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ปฏิบัติสำหรับการจัดการด้าน logistics ระหว่างผู้ค้าปลีกกับ suppliers
เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตของ
suppliers ที่ถัดมา ดังนั้นผู้ค้าปลีกจะต้องสามารถที่จะเข้าถึงสถานะของสินค้าหรือจำนวนวัตถุดิบที่มีอยู่
และสามารถที่จะสั่งสินค้าหรือวัสดุจากสถานภาพที่มีอยู่นั้นได้ ปัจจุบันการสั่งของสามารถกำหนดตามรหัสเฉพาะของผลิตภัณฑ์
สี ปริมาณ ระยะเวลาการจัดส่ง และสถานที่ส่งได้ ดังนั้นจึงเป็นการลดระดับสินค้าคงคลังและเพิ่มความแม่นยำในการสั่งและจัดส่งผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะผ่านไปตลอดเส้นทางของ supply chain ทั้งนี้ผู้ค้าปลีกจะควบคุมการเคลื่อนไหวของของสินค้าคงคลัง
โดยยึดหลักการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกของ suppliers อย่างเปิดเผย
(Holland, 1995) ทางด้าน suppliers ก็จะได้รับแผนและข้อมูลการวิเคราะห์การขายปลีกจากผู้ขายปลีก
จะเห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ง่ายขึ้น
อีกทั้งมีส่วนร่วมเกี่ยวกับข้อมูลและสามารถสนองตอบอย่างรวดเร็วต่อความต้องการนั้นๆ
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ก่อให้เกิดผลดีต่อขอบเขตการดำเนินงานอันได้แก่ คุณภาพ
เวลา และต้นทุน (Forza และ Vinelli, 1997) โดยเฉพาะการรวมภาระหน้าที่ในการออกแบบทางอีเลคโทรนิคก่อให้เกิดผลดีในการปรับปรุงคุณภาพ
เวลา ความกดดัน และการลดต้นทุนด้วย
รูปแบบขององค์กร
พันธมิตรทาง vertical
ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งขององค์กรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำ
Quick Response มาใช้ปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงความต้องการของตลาด
(Richardson, 1996) สิ่งสำคัญของยุทธศาสตร์ความร่วมมือกันเพื่อที่จะบรรลุถึงความสามารถของ
Quick Response ทำให้พันธมิตรทาง vertical เป็นรูปแบบขององค์กรที่ควรปฏิบัติ
จากหนังสือของ Reeve ปี 1990 ศูนย์กลางสำคัญในการใช้พันธมิตรทาง
vertical คือการสังเกตการณ์ และการระแวดระวัง มากว่าการเป็นเจ้าของ การเป็นเจ้าของเป็นวิธีการหนึ่งที่จะควบคุมอย่างเพียงพอ
แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นพันธมิตรทาง vertical ซึ่งมีการควบคุมในขอบเขตที่กว้างเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการเป็นเจ้าของ
มีความเป็นไปได้ในการได้รับประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรทาง vertical ในตลาดที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน
Volberda (1996) ได้กล่าวไว้ว่า มีความต้องการที่จะทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นเพื่อจะได้เป็นไปตามสภาวะแวดล้อม
ในการดำเนินการตาม Quick Response พันธมิตรทาง vertical
อาจทำให้บริษัทเสื้อผ้าแฟชั่นมีความยืดหยุ่นด้านการจัดการมากกว่า โดยการเปิดให้มีการใช้ข้อมูลร่วมกับผู้ค้าปลีก
จนกระทั่งมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ จึงเกิดความเป็นไปได้ที่จะมีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับสี
และจำนวน
นอกจากนี้
พันธมิตรทาง vertical ก่อให้เกิดความรวดเร็วในกระบวนการเรียนรู้ด้านความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้า
ทำให้บริษัทสามารถกำหนดข้อผิดพลาดได้รวดเร็วกว่าเดิม (Richardson, 1996) ดังนั้นบริษัทเหล่านี้สามารถเข้าถึงความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าอย่างเต็มที่
จึงมีผลในการลดความเสี่ยงในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนด้านผู้ผลิตพันธมิตรทาง
vertical ก่อให้เกิดการควบคุมอย่างเพียงพอในการผลิต ส่วนด้านผู้ค้าปลีกพันธมิตรทาง
vertical ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดในการนำ Quick
Response มาปฏิบัติ (Richardson, 1996)
ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ
นอกไปจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ Quick Response ยังขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมในการใช้ข้อมูลข่าวสาร
และสัมพันธภาพอันใกล้ชิดภายใน supply chain ทั้งหมด การที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุด
Quick Response ต้องการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกิจกรรมต่างๆ
ของผู้ผลิต suppliers และผู้ค้าปลีก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีความใกล้ชิดกันด้วยวิถีทางใหม่อันจะตอบสนองต่อความต้องการของตลาด
ดังนั้นความต้องการนี้จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่สำคัญ ผู้ผลิตและ supplier
จะต้องร่วมมือกันตามกระบวนการที่ได้ออกแบบไว้ รวมทั้งร่วมมือกันในการวางแผนการผลิตร่วมกับผู้ค้าปลีก
ด้วยเหตุนี้การรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดตามยุทธศาสตร์นี้จึงนำไปสู่การเกิด
supply chain ซึ่งมีลักษณะเป็นยุทธศาสตร์รวมหนึ่งเดียว นอกจากนี้จะเกิดรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ได้แก่
การจัดการร่วมกัน อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์กับฝ่ายตรงกันข้าม เกิดขึ้นโดยพฤติกรรมของความร่วมมือกัน
Holland (1995) ได้เสนอแม่แบบ (model)
ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตลาดค้าปลีก และยุทธศาสตร์ความร่วมมือกัน
กับรูปแบบของ supply chain ตามรูปที่ 3 แม่แบบนี้แสดงถึงแนวความคิดที่เกี่ยวข้องของการรวมกันทาง vertical โดยมิได้เป็นเจ้าของ

รูปที่ 3 ยุทธศาสตร์ความร่วมมือ และการเกิดโครงสร้าง supply chain ในสภาวะการค้าขายทางอีเลคโทรนิค
กรอบของแนวความคิด
Bensaou และ Venkatraman
(1996) ได้เสนอทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับกระบวนการข้อมูลข่าวสาร ซึ่งรวมแนวความคิดของความต้องการกระบวนการข่าวสารและคุณภาพหรือความสามารถของกระบวนการข่าวสาร
จากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางธุรกิจ รวมทั้งความเห็นด้านองค์กร และการเมือง

รูปที่ 4 แม่แบบแนวความคิดของความร่วมมือกันระหว่างองค์กร
ตามกรอบของแนวความคิดตามรูปที่
4 ประกอบด้วยความต้องการกระบวนการข้อมูลซึ่งได้มาจากหลายแหล่งที่มาของความไม่แน่นอน
และคุณภาพของข่าวสารซึ่งได้มาจากกลไกของความร่วมมือระหว่างกัน กรอบนี้เหมาะสมที่จะใช้ชี้นำการศึกษาวิจัยในขอบเขตของยุทธศาสตร์ระหว่างองค์กร
มีข้อถกเถียงว่า ความไม่แน่นอน 3 ประเภทได้แก่ สภาวะแวดล้อม ความเป็นหุ้นส่วน
และ งาน ก่อให้เกิดชุดของความต้องการตามกระบวนการข่าวสารซึ่งเหมาะสมกับชุดของกลไก โครงสร้าง
กระบวนการ และสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่มีอยู่เกี่ยวกับกระบวนการด้านข่าวสาร
ความเหมาะสมระหว่างความไม่แน่นอน และกลไกความร่วมมือกัน เป็นสภาวการณ์ที่สำคัญในการปรับปรุงการดำเนินงานของความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร
จากข้อเขียนของ Bensaou และ Venkatraman (1995) ความไม่แน่นอนของสภาวะแวดล้อมเกี่ยวข้องกับ ความไม่แน่นอนของสภาวะทั่งไปของการตลาดรอบๆ
ความสัมพันธ์ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมทั่วไปที่กำหนดความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างองค์กร
การเป็นหุ้นส่วนเกิดขึ้นเนื่องมาจากกลุ่มบริษัทหนึ่งซึ่งตระหนักถึงความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ในอนาคตกับสมาชิกอื่น
ความไม่แน่นอนของงานเกี่ยวข้องกับชุดของงานซึ่งเกิดขึ้นร่วมกันเนื่องมาจากชุดของงานที่มีการปฏิบัติโดยตัวแทนขององค์กรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ขององค์กร
เพื่อครอบคลุมความไม่แน่นอนทุกประเภท บริษัทต่างๆต้องการที่จะจัดให้ความเหมาะสมของของคุณภาพของกระบวนการข่าวสารให้มีผลต่อการปฏิบัติมากกว่าเดิม
คุณภาพของกระบวนการข้อมูลได้มาจากกลไก 3 ประเภทคือ โครงสร้าง กระบวนการ และกลไกสื่อสารสนเทศ คุณลักษณะของกลไกโครงสร้าง
ได้แก่ ระดับของความเป็นทางการ (formalisation) ความเข้มข้น(intensity)
การเป็นตัวทวีคูณ(multiplicity) asymmetry และขอบเขตของการสอดแทรกระหว่างกัน
คุณภาพของกระบวนการข่าวสารเป็นสมมติฐานเพื่อทำให้คุณลักษณะด้านความเข้มข้น การเป็นตัวทวีคูณ
และขอบเขตของการสอดแทรกระหว่างกัน สูงขึ้น และทำให้ความเป็นทางการ และ
asymmetry ลดลง คุณภาพของกระบวนการข่าวสารได้กำหนดเพื่อเพิ่มความร่วมมือ
เพิ่มภาระผูกพัน และลดความขัดแย้ง คุณลักษณะของกลไกกระบวนการคือ ความขัดแย้ง
ความร่วมมือ และภาระผูกพัน คุณลักษณะของกลไกสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศคือ ระดับความเข้มข้นของการใช้
; asymmetry; การรวม และขอบเขต คุณภาพของกระบวนการข่าวสารได้ถูกกำหนดให้เพิ่มความเข้มข้นของการใช้
เพิ่ม symmetry เพิ่มการรวมของกระบวนการ และขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น
(Bensaou และ Venkatraman, 1996)
การอภิปราย
รายงานนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับคำถามเบื้องต้นที่ว่า How และ Why ที่บริษัทต่างๆของอุตสาหกรรมสิ่งทอมีความร่วมมือกัน
และทำงานร่วมกันโดยพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้กระบวนการทางธุรกิจมีขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น
เพื่อสนับสนุนการรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดระหว่างองค์กรที่อยู่ใน supply chain
เดียวกัน คำตอบก็คือบริษัทเหล่านี้ต้องการที่จะเพิ่มความสามารถที่จะตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของตลาดให้เร็วที่สุด
ยิ่งไปกว่านี้ บริษัทต่างๆที่ได้รวมกันทาง vertical เพื่อให้ได้มาซึ่ง
Quick Response เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยการเชื่อมโยงกระบวนการในการผลิตให้ใกล้ชิดกับการขายปลีกโดยการร่วมมือกัน
บริษัทสามารถที่จะจัดการให้การผลิตมีความยืดหยุ่นเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ดังนั้นการจัดตั้งให้มีความร่วมมือกันผ่าน supply chain ก็เพื่อก่อให้เกิด
Quick Response ในรายงานนี้ผู้เขียนได้ใช้กรอบของ
Bensaou และ Venkatraman ในการอภิปรายผลการปฏิบัติของความร่วมมือระหว่างองค์กร
โดยมุ่งเน้นที่ความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วน และกลไกสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วน
ดังที่ Bensaou และ Venkatraman (1996) ได้กล่าวถึงคำจำกัดความในการเป็นหุ้นส่วนว่า
เป็นความไม่แน่นอนซึ่งบริษัทได้รับรู้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในอนาคตของหุ้นส่วน
ความไม่แน่นอนนี้เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาเบื้องต้น 2 ประการของความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นโครงสร้างการปกครองดูแลความสัมพันธ์ และบรรยากาศของความสัมพันธ์
(Bensaou และ Venkatraman 1996)
1.
โครงสร้างการควบคุมดูแลความสัมพันธ์
โครงสร้างนี้ในฐานะที่เป็นแหล่งหนึ่งของความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วน
เกี่ยวข้องกับการขึ้นอยู่กับดุลการถ่วงอำนาจ
(Frazier,1983) การขึ้นอยู่กับดุลการถ่วงอำนาจมีผลกระทบต่อความไม่แน่นอนในด้านการลงทุนเฉพาะเจาะจง
จากบทความของ Williamson, 1991 asset โดยเฉพาะ (asset
specificity) หมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวของการลงทุนที่มีต่อกลุ่มเฉพาะของคู่ค้า
ทางด้านผู้ผลิต การลงทุนเฉพาะเรื่องเหล่านี้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และทำให้การเปลี่ยนไปยัง
supplier อื่นยากยิ่งขึ้นด้วย ฉะนั้นจึงเป็นการเชิญชวนให้ร่วมมือซึ่งกันและกัน
(Bensaou และ Venkatraman 1997) จึงกล่าวได้ว่าถ้าการลงทุนถูกกำหนดให้เป็นสินทรัพย์เฉพาะ
ก็จะนำไปสู่การก่อให้เกิดต้นทุนสูงขึ้น จึงทำให้เกิดการใช้สิ่งจูงใจ
(incentives) สำหรับความร่วมมือกันที่มากยิ่งขึ้นระหว่างบริษัทต่างๆ
เนื่องจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ตลาดของผลิตภัณฑ์นี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันกับรสนิยม และแฟชั่น การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของแฟชั่นหมายความว่าความต้องการจะมีการเปลี่ยนปลงมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
คุณลักษณะของตลาดนำไปสู่ความต้องการที่จะบรรลุการตอบสนองอย่างทันท่วงที และจัดการเกี่ยวกับจำนวนและสีให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับฤดูกาลนั้น
สิ่งนี้ต้องการความร่วมมือร่วมกันระหว่างผู้ผลิต supplier และผู้ขายปลีก ดังนั้นทั้ง 3 ฝ่ายจึงเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจะเพิ่มระบบของ asset โดยเฉพาะ (asset specificity) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างตนเองกับ
suppliers ของตนโดยการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางการตลาด เพื่อให้บรรลุการตอบสนองอย่างฉับพลันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด
(Holland และ Lockett, 1997) เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์นี้
เพราะทำให้สามารถใช้ข้อมูลการขายปลีก ข้อมูลการวางแผนการผลิต และข้อมูลการค้า
ร่วมกันได้ ทั้งผู้ผลิตสิ่งทอและ supplier ต่างมีความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล
เพื่อที่จะเพิ่มระดับของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน อันจะคุ้มค่ากับผลกำไรที่จะได้รับ
ตัวประกอบอื่นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเป็นที่ต้องการก็คือ
ความต่อเนื่อง Bensaou และ Venkatraman,
1997 ได้กำหนดว่า ความต่อเนื่องเป็นเสมือนความคาดหวังในการดำเนินงานทางธุรกิจทั้งปัจจุบัน
และอนาคต การดำเนินงานทางธุรกิจและปริมาณที่ซ้ำกันจากความต่อเนื่องนี้สามารถได้รับการประกันทั้งทางตรงและทางอ้อมจากความต่อเนื่อง
ถ้าความคาดหวังของความต่อเนื่องมีสูงพอหลังจากนั้นทั้ง 2
ฝ่ายก็จะมีสิ่งจูงใจ (incentives) ที่จะคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์นี้
เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายจะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่งน้อยลง
และยังสามารถได้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญเกี่ยวกับแผนและการผลิตของหุ้นส่วนด้วย
จากข้อเท็จจริงที่ว่า
ผู้ผลิต supplier และผู้ค้าปลีกของสิ่งทอ
ต่างก็ติดต่อกันโดยตรงผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสชัดเจนก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันยาวนาน
นอกจากนี้บริษัทต่างๆ ก็ต้องการลดความไม่แน่ นอนลง ถ้าได้มีการรวมกันทาง
vertical กับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ดังนั้นการรวมตัวทาง vertical
ทำให้บริษัทที่ร่วมมือกันได้แลกเปลี่ยนความรู้และข่าวสาร จึงเป็นการลดความไม่แน่นอน
จากการรวมกันก่อให้เกิดระบบที่มีประสิทธิผลเช่น Quick Response ซึ่งสามารถให้ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับหุ้นส่วน การลดความไม่แน่นอนก่อให้เกิดผลดี
อีกทั้งนำไปสู่การคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ และความร่วมมือกัน
2.
บรรยากาศของความสัมพันธ์
องค์ประกอบหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วนในเรื่องนี้คือ
ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งได้มีการโต้แย้งว่าจะเป็นการลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับศักยภาพของพฤติกรรมเกี่ยวกับการแสวงหาโอกาสของหุ้นส่วน
(Dore, 1983) ความไม่แน่นอนของความเป็นหุ้นส่วนจะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อบริษัทที่มีความร่วมมือกันส่วนใหญ่ไม่มีพฤติกรรมที่จะแสวงหาโอกาส
โดยทั่วไปผู้ผลิตมักมี assets ผูกพันอยู่กับ supplier
ดังนั้นถ้า supplier มีพฤติกรรมที่แสวงหาโอกาสก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงรวมทั้งจะทำลายผู้ผลิตอีกด้วย
ในอุตสาหกรมสิ่งทอ ทั้งผู้ผลิตและ supplier จะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นอย่างมากผ่านทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเกิดขึ้นผ่านทางกิจกรรมความร่วมมือซึ่งกันและกัน อาทิ
การแลกเปลี่ยนความคิดด้านการออกแบบสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะทำการเปิดตัว เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องด้วย การนำวิธีการของเทคโนโลยีสารสนเทศเช่น
CAD มาใช้ปฏิบัติร่วมกัน ก็เป็นการแลกเปลี่ยนกระบวนการออกแบบ และเป็นการสนับสนุนความร่วมมือซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้การใช้ EDI เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในขอบเขตที่กว้าง รวดเร็ว
และแน่นอนเพิ่มขึ้น อีกทั้งใช้เวลาน้อยลงในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การมีส่วนร่วมในทุกระบบของข้อมูลข่าวสาร
และ software อย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์ ทำให้เกิดความไว้วางใจระหว่างบริษัทที่ร่วมมือกัน
จึงทำให้ลดความต้องการที่จะต้องควบคุมและสอดส่องซึ่งกันและกัน สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า
การลงทุนของสิ่งทอจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ และ assets โดยเฉพาะ
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมความร่วมมือจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกในเรื่องความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ถ้าปราศจากสิ่งนี้ก็จะนำไปสู่ความไม่แน่นอนในการเป็นหุ้นส่วนกัน
เป้าหมายที่ตรงกันแสดงถึงอีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความไม่แน่นอนของความเป็นหุ้นส่วนกัน
เป้าหมายที่ตรงกันเป็นสิ่งที่หุ้นส่วนทางธุรกิจรับรู้ว่า ความสัมพันธ์ของตนเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวซึ่งบวกมูลค่าเพิ่มและอำนวยประโยชน์ร่วมกัน (Arndt, 1993) ดังที่ Bensaou และ Venkatraman (1996) กล่าวไว้ว่า เป้าหมายที่ตรงกัน
และการรับรู้ถึงความยุติธรรมในความสัมพันธ์จะลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับพฤติกรรมและศักยภาพในการแสวงหาโอกาสของหุ้นส่วน
จึงกล่าวได้ว่าเป็นการเอื้อให้เกิดความร่วมมือกัน
ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมีการเกิดขึ้นของ supply chain ของตลาดผลิตภัณฑ์รวมซึ่งประกอบด้วย
องค์กรที่มีการจัดลำดับขั้น (hierarchically arranged organisation)
(Holland, 1995) สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจโดยเฉพาะ อันเป็นผลจากการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดของกระบวนการธุรกิจระหว่างบริษัทซึ่งมีรากฐานจากการใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ผลิตสิ่งทอ supplier และผู้ค้าปลีกยอมรับการพึ่งพาซึ่งกันและกันโดยการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
การปรับปรุงเป้าหมายที่ตรงกัน และความเข้มข้นของการติดต่อสื่อสารผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดหุ้นส่วนทางธุรกิจ
จากข้อเขียนของ Henten และ Hjarup (2000) การปฏิบัติต่อกันทางธุรกิจระยะสั้นระหว่างผู้ผลิต และผู้รับเหมาช่วง ได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวอันยึดหลักคุณภาพ
และการใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ดังนั้นการเป็นหุ้นส่วนได้พัฒนาไปเป็นการมีเป้าหมายที่ตรงกัน
และการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน
ความต้องการกระบวนการข้อมูลเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วน
ดังที่กล่าวแล้วว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจัดเตรียมข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับบริษัทผ่านทางความร่วมมือ
จึงทำให้ลดความไม่แน่นอนลงได้ ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการตอบสนองกระบวนการข่าวสารที่บริษัทต่างๆ
ต้องการ อย่างไรก็ตามบริษัทอาจต้องการที่จะนำกลไกสื่อสารสนเทศมาใช้เป็นวิถีทางหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิผล
ในแง่นี้กลไกสื่อสารสนเทศสามารถทำให้เกิดความสามารถในกระบวนการข่าวสารสำหรับบริษัทในการลดความไม่แน่นอนของการเป็นหุ้นส่วน
กลไกของสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ : คุณภาพของกระบวนการข่าวสาร
กลไกเหล่านี้แสดงถึงการใช้หน้าที่ต่างๆ
ของเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำให้ความร่วมมือระหว่างองค์กรเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับขอบเขตในการเชื่อมโยงทางอีเลคโทรนิค
และความเข้มข้นในการใช้ระหว่างบริษัทที่มีความร่วมมือกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนระหว่างกันจึงก่อให้เกิดความต้องการกระบวนการข่าวสารข้อมูล
ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงมีความประสงค์ที่จะทำให้สอดคล้องกับกระบวนการข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้ปรับปรุงผลของการปฏิบัติงาน
กลไกประเภทหนึ่งที่ใช้เพื่อการนี้คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นการสนับสนุนขั้นพื้นฐานในการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆ
ของธุรกิจระหว่างบริษัทที่ร่วมมือกัน ฉะนั้นบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศคือเป็นการเพิ่มคุณภาพและความสามารถของกระบวนการข่าวสารของความสัมพันธ์ที่เป็นการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างองค์กร
ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะทำให้ความสำเร็จในตลาดง่ายขึ้น
อีกทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานของ supply
chain การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ก็เพื่อดำเนินการจัดการเกี่ยวกับ
production flow ซึ่งได้มีการกระจายไปในหลายบริษัท (Henten และ Hjarup, 2000) การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของ
แฟชั่น คุณภาพ ระยะเวลาที่ขึ้นอยู่กับการผลิต และโครงสร้างของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
(Abernathy และ Federick, 1999) ความสัมพันธ์ระยะยาวที่ขึ้นอยู่กับการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิด
จะได้รับการปรับปรุงโดยนวรรตกรรมของเทคโนโลยีสารสนเทศอันได้แก่ EDI; CAD เป็นต้น ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกัน
จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น
ผู้ผลิตสามารถร่วมมือทางอีเลคโทรนิคกับ
supplier ได้ ผู้ผลิตสิ่งทอจะเกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์การเป็นหุ้นส่วนทางอีเลคโทรนิค
ที่ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศดำเนินการสนับสนุนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหุ้นส่วน โดยเฉพาะในกระบวนการออกแบบ
การใช้ CAD ก่อให้เกิดความสามารถในการใช้กระบวนการทางข่าวสารได้อย่างมาก
ทำให้เป็นวิถีทางใหม่ของความร่วมมือในการออกแบบข้ามบริษัท จากความแพร่หลายของการใช้
CAD ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นการเชิญชวนให้เกิดวิถีทางใหม่ของความร่วมมือกันระหว่างบริษัทสิ่งทอ
นอกจากนี้ EDI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทหนึ่งที่สนับสนุนการจัดการด้าน
logistics ก็ยังทำให้เกิดความสามารถของกระบวนการข่าวสารโดยก่อให้เกิดวิถีทางใหม่ของความร่วมมือทางอีเลคโทรนิค
แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็เพื่อความร่วมมือที่ดีกว่าเดิม ขอบเขตของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ภายในความสัมพันธ์จะเกี่ยวข้องกับความร่วมมือกันอย่างชัดเจน
บทสรุป
จึงสรุปได้ว่า Quick Response เป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับเวลา
ซึ่งต้องการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทางของ supply chain จุดมุ่งหมายโดยทั่วไปของ Quick response คือ ทุกบริษัทควรจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
เห็นได้ชัดเจนว่าการนำ Quick Response มาใช้ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย
รวมทั้งเกิดการปรับปรุงการปฏิบัติงานของบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
เทคโนโลยีใหม่ทางด้านสารสนเทศส่งผลให้เกิดการสนับสนุนเพื่อที่จะปรับปรุงทั้งการไหลของข่าวสารข้อมูล
และการใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นความจำเป็นที่จะให้ได้มาซึ่ง Quick Response ตลอดเส้นทางของ supply
chain ยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงใหม่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบ
CAD ร่วมกัน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลประโยชน์ของผู้ผลิต
supplier และผู้ค้าปลีก ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
การเป็นพันธมิตรทาง vertical เหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรในสภาวะตลาดเช่นนี้
เพื่อที่จะให้บรรลุตามเป้าหมายของ Quick Response เนื่องจากการเป็นพันธมิตรทาง
vertical มีผลในการมีส่วนร่วมในข้อมูลอย่างเปิดเผย จึงทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการดำเนินงานมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้การเป็นพันธมิตรทาง vertical ทำให้กระบวนการเรียนรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น
จึงส่งเสริมให้บริษัทมีความรวดเร็วในการทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ อีกทั้งบริษัทต่างๆ
ที่เป็นพันธมิตรทาง vertical จะปฏิบัติเสมือนว่าเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์หน่วยเดียว
ความร่วมมือของบริษัทต่างๆตลอดเส้นทางของ supply chain เป็นความต้องการที่สำคัญในยุทธศาสตร์
Quick Response เราสามารถใช้ความร่วมมือกันเพื่อลดความไม่แน่นอน และเพื่อความเข้าใจกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งนำไปสู่บรรยากาศของการเป็นหุ้นส่วนกัน (Bensaou และ Venkatraman,
1997) ตัวประกอบขั้นพื้นฐานที่จะทำให้บริษัทต่างๆ มีความร่วมมือกัน
ได้แก่ ต้นทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ความคาดหวังของความต่อเนื่อง ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
และเป้าหมายที่ตรงกัน เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในการอธิบายความร่วมมือซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้เป็นการเพิ่มความสามารถและคุณภาพของกระบวนการข่าวสารข้อมูล ตลอดจนการใช้ขอบเขตที่กว้างขวางขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศภายในความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อความร่วมมือซึ่งกันและกัน
*******************************************************