แนวโน้มการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรวมถึงแนวโน้มการผลิตของโลก

( World Textile and Apparel Trade and Production Trends )

ในปี 1999 ความต้องการเส้นใยประดิษฐ์(Man-Made Fiber) เพิ่มขึ้น 4% หลังจากที่มีการขยับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% ในปี 1998 ขณะที่ความต้องการเส้นใยธรรมชาติ (Cellulosics) กลับลดลง 2.5%ซึ่งถือว่าต่ำสุดตั้งแต่ในช่วงปี 1980 เป็นต้นมา ส่วนฝ้ายนั้นความต้องการยังคงสม่ำเสมอไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ความต้องการใยขนสัตว์กลับลดลงเป็นเวลา 3ปีติดต่อกัน แต่ทางด้านราคาทั้งในส่วนของฝ้ายและใยขนสัตว์นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ปี 2000 อุตสาหกรรมสิ่งทอในสหรัฐอเมริกานับว่าเป็นปีแห่งวิกฤติ ทั้งๆที่ยังมีความต้องการของผู้บริโภคสูง ผลผลิตลดลง 3.5% และอุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับความเสียหายเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มลดลง 3.5% การนำเข้าเพิ่มขึ้นและย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ ทางด้านสหภาพยุโรปการนำเข้าเพิ่มขึ้นและการค้าติดลบอย่างหนัก ราคาสินค้านำเข้าก็เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากค่าเงินยูโลดต่ำลง ส่งผลกระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป การที่ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงส่งผลให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยทดแทนจากการที่มีการผลิตสิ่งทอที่ลดต่ำลงได้

ในญี่ปุ่นนั้น ผลผลิตสิ่งทอยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการส่งออกจะช่วยพยุงให้อุตสาหกรรมในประเทศฟื้นตัวได้ การนำเข้ายังคงเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นกลับลดต่ำลง ในขณะที่ประเทศจีนกลับมีการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าหลักๆและในตลาดสินค้าเคหะสิ่งทอ (Home Textile) ภายในประเทศเองก็สามารถขยายตัวได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นปีที่ประเทศอื่นๆกำลังประสบปัญหาก็ตาม ทางด้านฮ่องกงกลับมีการปฏิบัติที่ตรงกันข้ามกับประเทศอื่นๆ คือ มีการเพิ่มการผลิตสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยการฟื้นตัวของการขายปลีกเครื่องนุ่งห่มภายในประเทศ และมีการส่งออกในตลาดหลักทั้งหมดกลับดีขึ้น ในส่วนของเกาหลีใต้นั้นการฟื้นตัวของการส่งออกในปี 2000 นั้นต้องหยุดชะงัก เนื่องจากความต้องการสินค้ามีน้อยและการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลผลิตสิ่งทอที่ลดลงนั้นถือเป็นการสัญญาณเตือนให้เตรียมรับกับวิกฤตในช่วงต้นปี 2001 ด้วย ในไต้หวันนั้นการที่ค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศและทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ยังคงประสบกับปัญหาวิกฤตการณ์ที่เกิดกับประเทศในแถบเอเซียและการพึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างเหนียวแน่น ในประเทศอินโดนีเซีย ผู้ซื้อกลับมาให้ความสนใจอีกครั้งหลังจากที่ในปี 1999 คำสั่งซื้อมีน้อย ทางด้านอินเดียการส่งออกยังไปได้ดีและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2010 ภายใต้นโยบายใหม่ทางด้านสิ่งทอ ส่วนปากีสถานก็ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐ และการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ของปากีสถานก็ยังมีโอกาสขยายตัว การส่งออกและผลผลิตในศรีลังกานั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบังคลาเทศก็เป็นประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบใหญ่เป็นอันดับ 3 ให้กับสหรัฐอเมริกา

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล แปลและเรียบเรียงจากหนังสือ Textile Outlook International ประจำเดือน มีนาคม 2001